สร้างกุศลวันละนิดจิตแจ่มใส
อากาศร้อนมาก ไม่อยากจะออกไปไหนเลย แต่ก็ต้องไปเพราะมีนัดกับตัวเองและคุณหมอที่โรงพยาบาลเลาขวัญ นัดไว้ตอนบ่ายสองครึ่ง
ก่อนออกจากประตูรั้วของรีสอร์ต ผมแวะไปบ้านสวนของพี่มานพ ชายวัย ๗๓ ปี พี่เขาสู้ชีวิต อดีตเคยเป็นช่างไม้ พอตกจากหลังคาบ้าน ทำให้แขนขาไม่ค่อยมีแรง การเดินค่อนข้างจะลำบากยิ่งนัก
ผมมีถั่วฝักยาวไปฝากกำใหญ่ ก่อนหน้านี้ผมเคยมีแกง มีผักสลัดไปฝากอยู่ ๒ - ๓ ครั้ง
เพิ่งจะรู้จักกันไม่ถึงเดือน แต่ผมก็รู้สึกประทับใจ พี่มานพพูดจาฉะฉานและแจ่มใส บอกผมว่าตอนที่อายุ ๖๐ ปี ไม่อยากมีชีวิตอยู่เลย แต่ตอนนี้เลยวิกฤตนั้นมาแล้ว คิดแต่ว่าทำยังไงจะอยู่ให้ได้อย่างมีความสุขในทุกๆวัน
พี่รับถั่วฝักยาวผมด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับบอกด้วยว่ากำลังอยากกินผักจิ้มน้ำพริกอยู่พอดี ผมก็เลยรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ
ผมออกไปทำภารกิจตามนัดของตัวเอง ที่ไปรษณีย์ไทย เพื่อส่งหนังสือรวมสั้น “คำอธิษฐาน”ที่เพิ่งออกจากโรงพิมพ์มาถึงบ้านเมื่อวันเสาร์ ส่งไปให้พี่เพื่อนน้อง ผู้คุ้นเคยและมีพระคุณรวม ๖ เล่ม
เขียนหนังสือมา ๙ เรื่อง พิมพ์เรื่องละ ๑๐ เล่มเท่านั้น พอได้แบ่งปันการอ่านบ้างเล็กๆน้อยๆก็รู้สึกสุขใจยิ่งนัก
เสร็จแล้วเข้าโรงพยาบาลเพื่อทำการนวดแผนไทย ตามสไตล์ผู้สูงอายุ คือเดือนละ ๒ ครั้ง ขณะที่กำลังวัดความดัน ก็มีครอบครัวคนต่างด้าวเข้ามาพบคุณหมอ เขาพูดไทยน้ำเสียงพม่าอย่างชัดเจน
“หมอที่ตึกข้างหน้าให้เมียผมมานวดครับ” ผู้เป็นสามีบอกธุรการที่เคาน์เตอร์
“ต้องนัดก่อนนะคะ” น้องธุรการพูด “ช่วงนี้วันนัดเต็มหมดเลยค่ะ” “ครับ”
“ขอโทษครับ เป็นอะไรหรือครับ” ผมถามสามี เพราะเห็นภรรยาเขาดูท่าทางเหนื่อยอ่อน
“หมอบอกเป็นที่หัว” สามีหันมาบอกผม ส่วนภรรยาก็เอามือลูบที่เส้นผมเบาๆ
ผมจึงเดาว่าน่าจะมีอาการมึนงง สมองไม่ปลอดโปร่ง หมอจึงบอกให้มานวดเพื่อจะได้ผ่อนคลาย
“จะได้คิวเดือนมิถุนายนนะคะ” น้องธุรการบอกสามีคนไข้ จากนั้นทุกอย่างก็เงียบงัน สามีกับภรรยาและลูกมองหน้ากัน สีหน้าของภรรยาไม่สู้ดีนัก ส่วนสามียืนงงๆอยู่พักใหญ่ ตัดสินใจไม่ถูก
ผมไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร แต่ผมคิดว่าวันนัดยังต้องรออีกนาน แต่ร่างกายของเธอต้องได้รับการดูแลตามที่หมอใหญ่แนะนำ
“น้องครับ คิวแรกของพี่เดือนเมษายนมีวันไหนบ้างครับ?” ผมถามน้องธุรการ “วันที่ ๑๐ ค่ะ ผอ.”
“เอาคิวของพี่ให้เธอไปก่อนนะครับ” “ค่ะ”
ผู้เป็นสามีของคนไข้ยกมือไหว้ผมอย่างนอบน้อม ด้วยดวงตาเปล่งประกายแห่งความหวัง
ผมก็เหมือนกัน รู้สึกได้ถึงพลังงานแปลกๆ เข้ามาอยู่ในตัวและหัวใจ มันชุ่มชื่นและเย็นฉ่ำขึ้นมาทันที
กลับบ้านผมอ่านหนังสือและดูเฟสบุ๊คไปตามปกติ เห็นครูและนักเรียนบ้านหนองผือ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหลังสอบปลายปี ก่อนจะแยกย้ายกันไปเพื่อปิดภาคเรียนฤดูร้อน
ภาพดอกไม้สีสันสวยสดใส ภาพไม้ดอกไม้ประดับที่คุ้นตากลับมาให้ผมเห็นอีกครั้ง แจ่มจรัสอยู่ในความทรงจำ บ่งบอกถึงสิ่งแวดล้อมเล็กๆ ที่ผู้บริหารและครูร่วมกันสรรค์สร้างและรักษาไว้ให้ยืนนาน
ไม่นึกเลยว่า ๑๐ กว่าปีที่ลงมือปลูกไว้หน้าอาคารและถนนหนทางในโรงเรียน จะเจิดจ้าตระการตามาจนถึงทุกวันนี้ ร่องรอยที่หลงเหลือจากอดีต ช่วยให้เกิดแง่คิดที่งดงามไม่ต่างจากสีสันของดอกไม้เหล่านั้น
อย่างน้อยก็เป็นคำตอบของชีวิต ที่คิดและทำทุกวันให้มีคุณค่า เกิดประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวม
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙







