การขับเคลื่อนงานวิจัยที่ “สวนกระแสการรับจ้างวิจัย” เป็นประเด็นที่สำคัญมาก โดยเฉพาะในบริบทของสถาบันอุดมศึกษาไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านงบประมาณ ผลงานตีพิมพ์ และตัวชี้วัดเชิงปริมาณ
แนวคิดนี้ไม่ได้แค่ “ไม่รับจ้างวิจัย” แต่คือการ เปลี่ยนฐานคิดของงานวิจัย จาก “ตอบโจทย์ผู้จ้าง” → เป็น “ตอบโจทย์สังคมและองค์ความรู้”
ความหมายของ “งานวิจัยสวนกระแส”
งานวิจัยลักษณะนี้มีคุณลักษณะสำคัญ เช่น ตั้งคำถามจาก “ปัญหาจริง” ไม่ใช่จาก TOR นักวิจัยมี อิสระทางวิชาการ (academic freedom) เน้นผลกระทบระยะยาว มากกว่าผลลัพธ์ระยะสั้น ไม่ถูกกำหนดทิศทางโดยผู้ให้ทุนเพียงฝ่ายเดียว กล่าวง่าย ๆ คือ “งานวิจัยที่นักวิจัยเป็นเจ้าของคำถาม”
อุปสรรคสำคัญ การสวนกระแสไม่ใช่เรื่องง่าย มีข้อจำกัด เช่น ระบบประเมินผลงานเน้น “จำนวน” มากกว่า “คุณภาพ” แหล่งทุนอิสระมีจำกัด นักวิจัยรุ่นใหม่ต้องการความมั่นคง วัฒนธรรมองค์กรอาจไม่สนับสนุนความเสี่ยง
กลยุทธ์ในการขับเคลื่อน
1 สร้าง “โจทย์จากพื้นที่จริง”ทำงานร่วมกับชุมชน/ผู้ใช้จริง ใช้แนวคิด participatory research เน้น problem-driven มากกว่า funding-driven
2 กระจายแหล่งทุนทุนขนาดเล็กหลายแหล่ง (seed grants) ความร่วมมือระหว่างสถาบัน ทุนระหว่างประเทศ
3 สร้าง “ecosystem นักวิจัย”mentor นักวิจัยรุ่นใหม่ สร้าง research cluster สนับสนุน interdisciplinary
4 เปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จจาก paper count → social impact จาก impact factor → policy impact / community change
5สื่อสารงานวิจัยให้สังคมเห็นคุณค่าpolicy brief popular article social media / public engagement
โมเดลที่น่าสนใจ
- Community-based research
- Action research
- Transdisciplinary research
- Policy-oriented research
การขับเคลื่อนงานวิจัยที่สวนกระแสการรับจ้างวิจัย คือการ “คืนอำนาจให้กับนักวิจัย” “ย้ายจุดศูนย์กลางจากเงิน → ไปสู่ความรู้และสังคม”
แม้จะยากในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะสร้าง
- องค์ความรู้ที่ลึกและยั่งยืน
- ผลกระทบที่แท้จริงต่อสังคม
- ตัวตนทางวิชาการที่แข็งแรง
ตอนนี้น่าจะมีผู้รับจ้างทำผลงานเลื่อนระดับ น่ากังวลมากค่ะ
I wonder if Thailand has a register of problems with certain attributes which indicate demand, urgency and support for solutions (in simple terms price tag). This registry may be useful for researchers’ exploration to avoid duplication, low-return, and ill-defined areas. It can be useful for research grants. However, such a register must have a sponsor and each problem must have [at least] one owner.
Would hospitals be ideal starting points? And later be consolidated into national healthcare problem register?
@SR In my opinion, the way we define research questions lacks a clear process and systematic analysis for developing them over the short, medium, and long term—whether over 1 year, 3 years, 5 years, or even 10 years.
ใช่ค่ะพี่แก้ว เป็นระบบและทำอย่างเปิดเผย