ภิกษุทั้งหลาย วาจาประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต ไม่มีโทษ และวิญญูชนทั้งหลายไม่ติเตียน

สุภาสิตสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๕. สุภาสิตสูตร

ว่าด้วยวาจาสุภาษิต

             [๒๑๓] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี

             สมัยนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า

             “ภิกษุทั้งหลาย วาจาประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต ไม่มีโทษ และวิญญูชนทั้งหลายไม่ติเตียน

             วาจาประกอบด้วยองค์ ๔ อะไรบ้าง

             คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

                          ๑. กล่าวแต่วาจาสุภาษิตอย่างเดียว ไม่กล่าววาจาทุพภาษิต

                          ๒. กล่าวแต่วาจาที่เป็นธรรมอย่างเดียว ไม่กล่าววาจาที่ไม่เป็นธรรม

                         ๓. กล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รักอย่างเดียว ไม่กล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก

                          ๔. กล่าวแต่วาจาจริงอย่างเดียว ไม่กล่าววาจาเหลาะแหละ

             ภิกษุทั้งหลาย วาจาประกอบด้วยองค์ ๔ เหล่านี้แล เป็นสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต ไม่มีโทษ และวิญญูชนทั้งหลายไม่ติเตียน”

             พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

                          สัตบุรุษทั้งหลายกล่าววาจาสุภาษิตว่าเป็นวาจาสูงสุด

                          บุคคลพึงกล่าววาจาที่เป็นธรรม

                          ไม่พึงกล่าววาจาที่ไม่เป็นธรรมเป็นที่สอง

                          บุคคลพึงกล่าววาจาอันเป็นที่รัก

                          ไม่พึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รักเป็นที่สาม

                          บุคคลพึงกล่าววาจาจริง

                          ไม่พึงกล่าววาจาเท็จเป็นที่สี่

             ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะลุกขึ้นจากอาสนะ ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมมือไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เนื้อความนี้ย่อมปรากฏแก่ข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต เนื้อความนี้ย่อมปรากฏแก่ข้าพระองค์”

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เนื้อความนั้นจงปรากฏแก่เธอเถิด วังคีสะ”

             ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะได้ทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาค ด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควร ณ ที่เฉพาะพระพักตร์ว่า

                          บุคคลพึงกล่าวแต่วาจา

                          ที่ไม่เป็นเหตุทำให้ตนเดือดร้อน

                         และไม่เป็นเหตุเบียดเบียนชนอื่น

                          วาจานั้นแลเป็นสุภาษิต

                          บุคคลพึงกล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รัก

                          ที่ชนทั้งหลายชื่นชอบ ไม่พึงพูดหยาบคายต่อชนเหล่าอื่น

                          พึงพูดแต่วาจาอันเป็นที่รัก

                          คำสัตย์แลเป็นวาจาไม่ตาย

                          ธรรมนี้เป็นของเก่า

                          สัตบุรุษทั้งหลายตั้งมั่นแล้วในคำสัตย์

                          ทั้งที่เป็นอรรถและเป็นธรรม

                          พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาใด อันเกษม

                          เพื่อบรรลุนิพพาน เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์

                          พระวาจานั้นแล สูงสุดกว่าวาจาทั้งหลาย

สุภาสิตสูตรที่ ๕ จบ

-------------------------