“ไม่ใช่ลาภของเราเลย ไม่ใช่ลาภของเราเลย เราได้ชั่วหนอ เราไม่ได้ดีหนอ ที่เราดูหมิ่นภิกษุทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่าอื่น เพราะปฏิภาณของตน”

เปสลาติมัญญนาสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๓. เปสลาติมัญญนาสูตร

ว่าด้วยการนึกดูหมิ่นภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก

             [๒๑๑] สมัยหนึ่ง ท่านพระวังคีสะอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ เขตเมืองอาฬวี กับท่านพระนิโครธกัปปะผู้เป็นอุปัชฌาย์ สมัยนั้น ท่านพระวังคีสะนึกดูหมิ่นภิกษุทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่าอื่น เพราะปฏิภาณของตน ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะได้มีความคิดดังนี้ว่า “ไม่ใช่ลาภของเราเลย ไม่ใช่ลาภของเราเลย เราได้ชั่วหนอ เราไม่ได้ดีหนอ ที่เราดูหมิ่นภิกษุทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่าอื่น เพราะปฏิภาณของตน”

             ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะให้ความเดือดร้อนเกิดขึ้นแก่ตนด้วยตนเองแล้ว จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า

                          ท่านผู้เป็นสาวกของพระโคดม

                          ท่านจงละความเย่อหยิ่ง

                          และจงละทางแห่งความเย่อหยิ่งให้หมด

                          เพราะผู้ที่หมกมุ่นอยู่ในทางแห่งความเย่อหยิ่ง

                          จะต้องเดือดร้อนเป็นเวลานาน

                          หมู่สัตว์ที่ยังลบหลู่คุณท่าน

                          ถูกความเย่อหยิ่งกำจัดแล้ว ย่อมตกนรก

                          เหล่าปุถุชนที่ถูกความเย่อหยิ่งกำจัดแล้ว

                          เกิดในนรก ย่อมเศร้าโศกตลอดกาลนาน

                          บางครั้ง ภิกษุปฏิบัติชอบแล้ว

                          ชนะกิเลสได้ด้วยมรรค ไม่เศร้าโศกเลย

                          ยังกลับได้เกียรติคุณและความสุข

                          บัณฑิตทั้งหลายเรียกภิกษุผู้ปฏิบัติชอบเช่นนั้นว่าเป็นผู้เห็นธรรม

                          เพราะเหตุนั้น ภิกษุในพระศาสนานี้

                          ไม่ควรมีกิเลสเครื่องตรึงใจ ๕ อย่าง

                          ควรมีแต่ความเพียรชอบ ละนิวรณ์ได้แล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์

                          ทั้งละความเย่อหยิ่งได้หมด สงบระงับแล้ว

                          ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ด้วยวิชชา

เปสลาติมัญญนาสูตรที่ ๓ จบ

------------------------------------