ในการประชุมวิชาการทางการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 13 “Reimagining Higher Education in a Changing World: Innovation and Collaboration” และ Southern CWIE Forum 2026    ณ Conference Hall ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา  ระหว่างวันที่ ๒๖ - ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙   วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ตอนบ่าย เป็นเรื่อง เสวนาวิชาการ เรื่อง AI กับ จริยธรรม โดย - ดร.เฉลิมรัฐ นาควิเชียร ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท GMO Z.com Net Design Holding   - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและดิจิทัล มหาวิทยาลัยขอนแก่น   - ดร.วรสรวง ดวงจินดา ผู้ช่วยอธิการบดีด้านเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีปทุม   ดำเนินรายการ โดย  - รองศาสตราจารย์ ดร.โอภาส เกาไศยาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรการเรียนรู้คุณหญิงหลง อรรถกระวีสุนทร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์    เข้าฟังวิดีทัศน์บันทึกการประชุมได้ที่ (๑)  

ผมได้เรียนรู้มาก จากการเข้าฟัง   

ผศ. ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี บอกว่า เอไอทำให้อุดมศึกษาต้องเปลี่ยนจากการถ่ายทอดความรู้ (Knowledge Transfer)  ไปสู่การเร่งประสบการณ์  (Experience Accelleration)    ท่านบอกว่างานของพนักงานระดับเริ่มต้นจะหายไปมาก (แทนโดย เอไอ)    แต่คนที่มีสมรรถนะ ๔ ด้านต่อไปนี้จะเป็นที่ต้องการ คือ  (๑) ความสามารถในการตัดสินใจตามสถานการณ์ (conrextual judgement)   (๒) ป้องกันความเสี่ยง  (๓) ประสานงานให้ลุล่วง (workflow orchestration)   และ  (๔) ความฉลาดทางอารมณ์ (emotional intelligence)   ข้อ ๔ นี้ ชวนให้ผมคิดถึง SEL (Socio-emotional Learning - สังคม-อารมณ์ศึกษา)   

  ฟัง ดร. เด่นพงษ์ แล้ว เห็นชัดเจนว่า บัณฑิตในยุคเอไอ ต้องไม่ทำตัวเป็น มือใหม่ (novice)    ต้องพิสูจน์ได้ว่า เป็น “มือฉมัง” เอาการ   ที่ทำงานซับซ้อน ๔ ประการข้างบนได้   ทำให้ผมคิดต่อ ว่าการได้ฝึก เรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) ตอนเรียน ป. ตรี จะช่วยให้เขาพัฒนาสมรรถนะทั้ง ๔ ได้    โดยผมคิดว่า การได้ฝึก reflection สู่ abstract conceptualization ในกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ใน CWIE  จะช่วยให้นักศึกษาพัฒนาสมรรถนะทั้ง ๔ ใส่ตัว   

สรุปสั้นที่สุด บัณฑิตยุคเอไอต้อง มีสมรรถนะในการใช้เอไอ และมีสมรรถนะที่เอไอไม่มี คือ soft skills หรือ  Social and Emotional Skills นั่นเอง   ซึ่งสมรรถนะด้านจริยธรรมต้องบูรณาการอยู่ในทุกที่ ทุกกิจกรรม   

 ดร.วรสรวง ดวงจินดา เล่าเรื่องการพัฒนา SPU AI Buddy เพื่อนซี้ ๒๔ ชั่วโมง   สำหรับเป็นตัวช่วยการเรียนรู้ของนักศึกษา โดยมี เอไอ ๓ ตัว สามสมรรถนะเอาไว้ช่วย   สำหรับเรียนวิชา Future Skills  ที่เป็น ๑ ในรายวิชาศึกษาทั่วไป    ใช้ AI in Education Scalable Frameworks 8 หลักการคือ (๑) การเรียนรู้ที่ปรับให้เหมาะสมต่อแต่ละบุคคล (๒) ปรับเปลี่ยนเนื้อหาได้  (๓) กำกับดูแลอย่างดี  (๔) เชือถือได้ ถูกต้อง  (๕) มีความรับผิดรับชอบชัดเจน  (๖) เสริมผู้สอน ไม่ใช่ทดแทน  (๗)  ประสิทธิภาพสูง ต้นทุนต่ำ  (๘) เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา บนอุปกรณ์ทุกชนิด 

ดร. เฉลิมรัฐ นาควิเชียร เปิดบริษัทไอทีของตนเองมา ๓๐ ปี    เรื่องจริยธรรม ท่านเอ่ยถึง EU AI Act   ผมจึงขอให้สหายเอไอช่วยสรุปสาระสำคัญของ EU AI Act    ได้ผลดังนี้ 

 

Gemini

EU AI Act (กฎหมายปัญญาประดิษฐ์ของสหภาพยุโรป) ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลกที่ออกมาเพื่อควบคุมดูแลการใช้ AI อย่างครอบคลุม โดยมีหลักการสำคัญคือ "ยิ่งเสี่ยงมาก ยิ่งคุมเข้มมาก" เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัย และจริยธรรม ในขณะที่ยังส่งเสริมให้นวัตกรรมเติบโตได้

นี่คือสรุปสาระสำคัญที่คุณควรรู้

1. การแบ่งระดับความเสี่ยง (Risk-Based Approach)

EU AI Act แบ่ง AI ออกเป็น 4 ระดับตามความเสี่ยงต่อสังคม:

  • ความเสี่ยงที่ไม่อาจยอมรับได้ (Unacceptable Risk): "ห้ามใช้เด็ดขาด" เช่น ระบบ Social Scoring (แบบในบางประเทศ), การใช้ AI จดจำใบหน้าในที่สาธารณะเพื่อสอดแนม (ยกเว้นคดีร้ายแรง), หรือ AI ที่เน้นปั่นหัว/ล่อลวงพฤติกรรมมนุษย์
  • ความเสี่ยงสูง (High Risk): "ต้องทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด" เช่น AI ที่ใช้ในโครงสร้างพื้นฐาน, การศึกษา (ตัดเกรด), การจ้างงาน (คัดเลือกคนเข้าทำงาน), การแพทย์ และกระบวนการยุติธรรม ต้องมีการตรวจสอบข้อมูล มีความโปร่งใส และมนุษย์ต้องควบคุมได้
  • ความเสี่ยงจำกัด (Limited Risk): "ต้องแจ้งให้ทราบ" เช่น Chatbots หรือ AI ที่สร้างภาพ/วิดีโอ (Deepfakes) ต้องระบุชัดเจนว่านี่คือสิ่งที่ AI สร้างขึ้น เพื่อไม่ให้ผู้ใช้เข้าใจผิด
  • ความเสี่ยงต่ำหรือไม่มีความเสี่ยง (Minimal Risk): "ใช้ได้อิสระ" เช่น เกมที่มี AI หรือระบบกรองสแปมเมล

2. การควบคุม General-Purpose AI (GPAI) และ LLMs

กฎหมายนี้ครอบคลุมไปถึง AI ที่มีความสามารถทั่วไปอย่าง ChatGPT (OpenAI), Gemini (Google)หรือ Claude (Anthropic) ด้วย:

  • ต้องทำเอกสารทางเทคนิคให้ชัดเจน
  • ต้องปฏิบัติตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของ  EU
  • สรุปข้อมูลที่ใช้ในการเทรนโมเดล (Training Data) ให้โปร่งใส
  • หากเป็นโมเดลที่มีพลังการคำนวณสูงและมีความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ต้องมีการทดสอบความปลอดภัยอย่างละเอียด (Red-teaming)

3. บทลงโทษ (Sanctions)

ค่าปรับโหดไม่แพ้ GDPR เพื่อให้บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติเกรงกลัว:

  • การฝ่าฝืนข้อห้ามการใช้  AI ที่เสี่ยงสูงมาก: ปรับสูงสุด 35 ล้านยูโร หรือ 7% ของรายได้รวมทั่วโลก (แล้วแต่ว่าจำนวนใดสูงกว่า)
  • การให้ข้อมูลไม่ถูกต้องแก่หน่วยงานกำกับดูแล: ปรับสูงสุด 7.5 ล้านยูโร หรือ 1% ของรายได้

4. ผลกระทบต่อ "คนนอก EU" (Extra-territorial Effect)

เช่นเดียวกับ GDPR ครับ แม้บริษัทจะไม่ได้ตั้งอยู่ในยุโรป แต่ถ้า "ผลลัพธ์จาก AI นั้นถูกนำมาใช้ใน EU"บริษัทนั้นก็ต้องทำตามกฎหมายนี้ทันที ดังนั้นบริษัทไทยที่มีลูกค้าเป็นชาวยุโรป หรือใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลคนยุโรปต้องเตรียมตัวครับ

 

ตารางสรุปภาพรวม

ระดับความเสี่ยง ตัวอย่าง มาตรการ
Unacceptable Social Scoring, Biometric Surveillance แบน (Prohibited)
High Recruitment, Credit Scoring, Healthcare ต้องผ่านการประเมินและขึ้นทะเบียน
Limited Chatbots, Deepfakes แจ้งผู้ใช้ (Transparency)
Minimal Video games, Spam filters ไม่ต้องควบคุมพิเศษ

 

มุมมองเพิ่มเติม: กฎหมายนี้กำลังกลายเป็น "มาตรฐานทองคำ (Gold Standard)" ที่ประเทศอื่นๆ (รวมถึงไทย) กำลังจับตามองเพื่อนำไปเป็นต้นแบบในการร่างกฎหมาย AI ของตนเอง

ฟังการอภิปรายนี้ได้ที่ (๑)   

วิจารณ์ พานิช

๒๘ ก.พ. ๖๙