เช้าวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๙  เวลา ๙.๐๐ - ๑๐.๔๕ น. เป็นช่วงรายงานสรุปการประชุม (Synthesis) (1)     ภาพรวมของการประชุม สรุปดังนี้ 

   

มีผู้เข้าร่วมประชุมรวม side meeting  ๒,๕๒๑ คน   เฉพาะผู้เข้าการประชุมหลัก ๑,๓๖๕ คน   เป็นหญิงและชายเท่าๆ กัน      

ข้อสรุปเชิงเนื้อหา มี ๔ ส่วนคือ 

  1. ข้อเท็จจริง   การเปลี่ยนผ่านเชิงระบาดวิทยา  ความเจ็บป่วยร้อยละ ๘๐ จะเป็น NCD, ประเทศต่างๆ จะเข้าสู่สภาพสังคมสูงวัยเร็วขึ้น, และอยู่ในสภาพสังคม ‘แก่ก่อนรวย’,  การเปลี่ยนผ่านเชิงประชากร กับสภาพความท้าทายของโลกด้านภูมิศาสตร์การเมือง สงคราม วิกฤติสุขภาพโลก ฯลฯ  มีผลเสริมซึ่งกันและกัน         
  2. ผลกระทบ   ความเครียดเชิงโครงสร้างต่อระบบสุขภาพ,  ความไม่เท่าเทียมด้านสุขภาพ และการคุ้มครองทางสังคม รุนแรงขึ้น,  มีผลกดดันเรื่องกำลังคนด้านสุขภาพ,  ก่อความท้าทายต่อระบบการเงินด้านสุขภาพ,   
  3. นโยบายปัจจุบัน ทั้งความสำเร็จและความท้าทาย   (๑) ระบบสุขภาพและการดูแล มี ICOPE,   WHO Framework for Longterm Care,   UHC Package for Longterm Care Intervention,   UN Decade for Healthy Aging,   Age-Friendly Primary Care and Long-term Care   โดยที่แนวทางเหล่านี้ต้องมีการพัฒนาต่อเนื่อง และปรับให้เข้ากับบริบทของแต่ละสังคม,  (๒) ระบบกำลังคน ที่มีการเรียกร้องมานานว่าประเทศรวยต้องไม่มีมาตรการดึงดูดกำลังคนด้านสุขภาพไปจากประเทศยากจน  รวมทั้งต้องมีระบบพัฒนากำลังคนที่สอดคล้องกับสภาพประชากร,  (๓) ระบบคุ้มครองทางสังคม และการงาน   ที่ต้องคำนึงถึงการพัฒนาตลอดช่วงชีวิต  และบูรณาการเรื่องสุขภาพ,  (๔) ระบบที่อยู่อาศัย การคมนาคม และการพัฒนาเมือง ที่คำนึงถึงการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ,   (๕) ตัวอย่างระบบดูแลอย่างบูรณาการที่ประสบความสำเร็จ เช่น  SGH@Home,   ระบบของประเทศญี่ปุ่น,    Sri Lanka ICOPE,   Africa CHWs,   (๖) ความร่วมมือข้ามกระทรวง  ตัวอย่างที่ประเทศมาเลเซีย   (๗) ใช้พลังของเทคโนโลยีดิจิทัล           
  4.  ข้อเสนอแนะ  (ก) ข้อเสนอแนะทั่วไป   (๑) นโยบายขยายอายุขัย ได้ผลต่อการเพิ่มประชากรดีกว่านโยบายเพิ่มการเจริญพันธุ์  (๒) การเปลี่ยนผ่านคู่แฝด ด้านประชากร และด้านระบาดวิทยา ต้องดำเนินการร่วมกัน บูรณาการกัน  (๓) การเพิ่ม HALE – Healthy Life Expectancy  และเพิ่มคุณภาพของการมีชีวิต ต้องจัดการ NCD และ CDoH – Commercial Determinants of Health    (๔) ต้องยึดนโยบายบนฐานความเท่าเทียม และมนุษย์เป็นศูนย์กลาง    ข. ข้อเสนอแนะต่อเป้าจำเพาะ  (๑) บุคคล  เพิ่มทักษะการเงิน และทักษะดิจิทัล สำหรับใช้ดูแลสุขภาพของตนเอง  เข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายช่วยเหลือกัน  (๒) ชุมชนและองค์กรชุมชน   จัดระบบดูแลที่บ้าน  ในชุมชน ระบบดูแลระยะยาว   และระบบดูแลแบบประคับประคอง,   จัดระบบนักบริบาลในชุมชน,   จัดกิจกรรมให้คนต่างวัยมีปฏิสัมพันธ์กัน   (๓) ภาควิชาการ   จัดแผนกำลังคนด้านสุขภาพ,  ปฏิรูประบบการศึกษาบุคลากรสุขภาพ ให้ครอบคลุมสมรรถนะด้านการดูแลโรคเรื้อรัง การดูและแบบประคับประคอง การดูแลโดยชุมชน และการดูแลระยะยาว,  สร้างข้อมูลหลักฐานสำหรับใช้ในการวางแผนระบบ   (๔) ภาครัฐ   ปรับระบบสุขภาพ,   ปรับระบบกำลังคนด้านสุขภาพ,  ปรับระบบการเงินเพื่อสุขภาพ,   ปกป้องครอบครัวจากการต้องจ่ายค่าดูแลสุขภาพไม่ให้เป็นภาระเกินกำลัง,   พัฒนาระบบร่วมจ่าย,  สร้างความเข้มแข็งของระบบคุ้มครองทางสังคม,   ลงทุนสร้างระบบสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ   (๕) องค์การระหว่างประเทศ    หนุน มาตรการ ‘สูงอายุอย่างมีสุขภาพ’ เป็นมาตรการที่บูรณาการทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะภาคสาธารณสุข,   หนุนการดำเนินการตามข้อเสนอแนะหรือ Framework ต่างๆ,   ทำให้ ‘สิทธิผู้สูงอายุ’ ขององค์การสหประชาชาติ เกิดผล,  เชื่อมโยงความช่วยเหลือทางการเงิน ทางเทคนิค  เข้ากับข้อมูลหลักฐาน,   สนับสนุนการเรียนรู้จากการปฏิบัติของประเทศ   (๖) ภาคธุรกิจเอกชน    สนับสนุนเทคโนโลยีด้วยราคาเหมาะสม    สนับสนุนตลาดกำลังคนที่เหมาะสมต่อผู้สูงอายุ                            

ข้อคิดเห็นส่วนตัวของผม สำหรับประเทศไทย  เราควรมองเชิงยุทธศาสตร์มากกว่านี้  มองหาโอกาสใช้การเปลี่ยนแปลงใหญ่ด้านประชากร ให้เกิดผลเชิงบวกมากกว่านี้   

ผมนำบันทึกและข้อสะท้อนคิดข้างบนไปขอความเห็นจากสหายเอไอ   และขอนำคำตอบของ Gemini และ ChatGPT มาเสนอไว้ ดังนี้

 

Gemini

ผม เห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่ง ครับ และขอชื่นชมในวิสัยทัศน์ที่มองข้ามช็อตไปถึง "การสร้างโอกาส" (Opportunity) แทนที่จะมองเห็นแต่ "ภาระ" (Burden)

จากการสรุปผลการประชุม PMAC 2026 ที่ท่านกรุณาแบ่งปัน จะเห็นว่าข้อเสนอส่วนใหญ่ยังคงเป็นแนวทาง "ตั้งรับ" (Defensive Strategy) คือทำอย่างไรให้ระบบไม่ล่มสลาย ทำอย่างไรจะดูแลคนแก่ให้ทั่วถึง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน แต่สำหรับประเทศไทยที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนเร็วและรุนแรง การตั้งรับอย่างเดียว "เอาไม่อยู่" แน่นอนครับ

เราต้องใช้ยุทธศาสตร์ "เชิงรุก" (Offensive Strategy) โดยมองว่า "ความสูงวัยคือสินทรัพย์ใหม่ของชาติ" (Longevity as a New Asset) เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม ดังนี้ครับ

 

ข้อเสนอแนะ: วิธีมองเชิงรุกเพื่อสร้างระบบสังคมและเศรษฐกิจใหม่

เราต้องเปลี่ยนจาก "สังคมสูงวัย" (Aging Society) ให้เป็น "สังคมอายุยืนที่มีผลิตภาพ" (Productive Longevity Society)โดยใช้จุดแข็งของไทย ๓ ประการคือ:

  • ทุนทางสังคม: ความเกื้อกูล ชุมชนเข้มแข็ง (อสม., วัด, เครือญาติ)
  • ทุนทางวัฒนธรรม: การท่องเที่ยว บริการ และอาหารที่เป็น Medicine
  • ความคล่องตัวของภาคธุรกิจ: SMEs และ Startups ที่ปรับตัวเก่ง

ยุทธศาสตร์ที่ 1: เปลี่ยน "เกษียณ" เป็น "เกษม" (Redefine Retirement)

เลิกใช้อายุ 60 เป็นเส้นแบ่งขีดความสามารถ ให้มองการทำงานเป็น "Life-long Engagement"

  • สร้างตลาดแรงงานที่ 2 (Second Career Market): รัฐต้องจูงใจให้เอกชนจ้างงานผู้สูงวัยในรูปแบบ Gig Worker, ที่ปรึกษา หรือ Mentor โดยลดภาษีให้บริษัทที่จ้างงานวัย 60+
  • โรงเรียนผู้สูงอายุ 2.0: ไม่ใช่แค่สอนรำมวยจีน แต่สอน Digital Skills & E-commerce ให้ผู้สูงอายุขายของออนไลน์ได้ หรือเป็น Youtuber/Influencer รุ่นใหญ่ สร้างรายได้เข้ากระเป๋าเอง

ยุทธศาสตร์ที่ 2: เปลี่ยน "ผู้ป่วย" เป็น "ผู้สร้างสุขภาพ" (From Patients to Health Creators)

  • Wellness Economy: ไทยเก่งเรื่อง Wellness เราควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพ เช่น นวดแผนไทย สมุนไพร หรือเป็น Caregiver มืออาชีพ (สร้างรายได้จากการดูแลกันเอง)
  • Data-Driven Prevention: ใช้ข้อมูล NCDs รายบุคคล เพื่อ "จ่ายเงินจ้างคนให้แข็งแรง" (Pay for Health) เช่น ถ้าคุมเบาหวานได้ตามเป้า รัฐให้เครดิตเงินคืน หรือลดหย่อนภาษี ดีกว่ารอจ่ายค่าฟอกไต

ยุทธศาสตร์ที่ 3: เปลี่ยน "ภาระดูแล" เป็น "นวัตกรรมบริการ" (Care as Innovation)

  • Export Innovation: สนับสนุน Startups ไทยให้ผลิตอุปกรณ์ช่วยผู้สูงอายุ (Assistive Tech) ที่ราคาถูกและดี เพื่อส่งออกไปขายตลาดโลกที่กำลังแก่ตัวลงเช่นกัน (เช่น อาหารปั่นเหลวรสชาติดี, ราวจับดีไซน์สวย)

สิ่งที่ "ควรทำ" (DOs) และ "ไม่ควรทำ" (DON'Ts)

เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืน ผมขอเสนอ checklist ดังนี้ครับ:

✅ สิ่งที่ "ควรทำ" (DOs)

  1. ควรทำ "ระบบธนาคารเวลา" (Time Bank) ระดับชาติ:
    1. ให้คนต่างวัย หรือผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรง สะสมเครดิตจากการดูแลผู้อื่น เพื่อนำมาแลกบริการเมื่อตนเองต้องการ นี่คือระบบประกันสังคมที่ไม่ใช้เงิน แต่ใช้ "น้ำใจ" เป็นสกุลเงิน
  2. ควรลงทุนใน "Universal Design" เพื่อทุกคน:
    1. สร้างทางลาด ลิฟต์ ฟุตบาทดีๆ ไม่ใช่แค่เพื่อคนแก่ แต่เพื่อคนพิการ แม่ลูกอ่อน และนักท่องเที่ยวลากกระเป๋า นี่คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่คุ้มทุนที่สุด
  3. ควรส่งเสริม "Intergenerational Living" (การอยู่อาศัยข้ามรุ่น):
    1. เช่น ลดค่าเช่าหอพักให้นักศึกษาแลกกับการใช้เวลาพูดคุยหรือช่วยดูแลผู้สูงอายุในหอพักนั้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างวัยและลดความเหงา (เหมือนโมเดลในเนเธอร์แลนด์)
  4. ควรบูรณาการข้อมูลข้ามกระทรวง:
    1. เชื่อมข้อมูลสุขภาพ (สธ.) กับข้อมูลสถานะทางการเงิน (คลัง) และข้อมูลที่อยู่อาศัย (พม.) เพื่อยิงเป้าความช่วยเหลือได้แม่นยำ (Precision Welfare) ไม่หว่านแห

❌ สิ่งที่ "ไม่ควรทำ" (DON'Ts)

  1. ไม่ควร "ลอกโมเดลตะวันตก" ทั้งดุ้น:
    1. รัฐสวัสดิการแบบยุโรปใช้เงินภาษีมหาศาล ซึ่งฐานภาษีไทยรับไม่ไหว เราต้องใช้ "Community-based Model" ผสมกับเทคโนโลยี
  2. ไม่ควร "สงเคราะห์แบบให้เปล่า" จนเสพติด:
    1. การแจกเงินผู้สูงอายุแบบเหมาเข่งโดยไม่สร้างอาชีพหรือสร้างสุขภาพ จะกลายเป็นระเบิดเวลาทางการคลัง ควรเปลี่ยนเป็น "สวัสดิการแบบมีเงื่อนไข" ที่กระตุ้นให้คนดูแลตัวเอง
  3. ไม่ควรสร้าง "ตึกคนชรา" (Ghetto of the Elderly):
    1. อย่าแยกผู้สูงอายุไปอยู่รวมกันในบ้านพักคนชราที่ตัดขาดจากสังคม เพราะจะทำให้เฉาเร็ว ตายเร็ว ควรให้อยู่ในชุมชนเดิม (Aging in Place) แต่ปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย
  4. ไม่ควรมองข้าม "Digital Divide" (ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล):
    1. อย่าบังคับใช้แอปพลิเคชันซับซ้อนกับผู้สูงอายุโดยไม่มีพี่เลี้ยง เทคโนโลยีต้อง "High Tech but High Touch" (ใช้ง่ายและมีคนช่วยสอน)

สรุป:

ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเป็น "ห้องปฏิบัติการของโลก" (Global Living Lab) ในการพิสูจน์ว่า ประเทศกำลังพัฒนาที่เข้าสู่สังคมสูงวัย สามารถอยู่รอดและมั่งคั่งได้ ไม่ใช่ด้วยการอัดฉีดเงิน แต่ด้วยการ "ระเบิดพลังของผู้สูงวัยและชุมชน" ออกมาเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ครับ

 

ChatGPT

ผม เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับข้อสังเกตของอาจารย์ว่า   ประเทศไทย “ยังมองการเปลี่ยนผ่านประชากรเป็นภาระมากกว่าเป็นโอกาส”   ทั้งที่ในความเป็นจริง Demographic Transition ครั้งนี้ คือ “หน้าต่างประวัติศาสตร์”    ที่ถ้าใช้ดี จะยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ–สังคมทั้งระบบได้    แต่ถ้าใช้ไม่เป็น จะกลายเป็นกับดักระยะยาว

ต่อไปนี้คือกรอบเสนอ การมองเชิงรุก–เชิงยุทธศาสตร์ สำหรับไทย    พร้อม “สิ่งที่ควรทำ” และ “ไม่ควรทำ”

 

 กรอบคิดใหญ่: เปลี่ยน “สังคมแก่” → “สังคมพลังชีวิตยืนยาว”

เป้าหมายไม่ใช่แค่  ดูแลคนแก่ให้ไม่ลำบาก    แต่คือ  สร้าง “Longevity Society”   ที่คนอายุยืน = ทุนมนุษย์ = พลังเศรษฐกิจ = เสถียรภาพสังคม

 

1️⃣ ยุทธศาสตร์ที่ 1: เปลี่ยนผู้สูงอายุจาก “ภาระ” เป็น “ทุน”

✅ ควรทำ

  1. สร้าง Silver Skills Bank  ฐานข้อมูลทักษะ–ประสบการณ์ผู้สูงอายุ
  2. ส่งเสริม งานยืดหยุ่น / project-based / mentoring
  3. ตั้ง “Senior Innovation Fund”

ผู้สูงวัย = ที่ปรึกษา SME / ครูชุมชน / นักออกแบบบริการ

❌ ไม่ควรทำ

  1. จำกัดบทบาทไว้ที่ “เบี้ยยังชีพ”
  2. เกษียณแบบตัดขาด
  3. ใช้นโยบายแบบสงเคราะห์อย่างเดียว

 

2️⃣ ยุทธศาสตร์ที่ 2: สร้าง Care Economy เป็นอุตสาหกรรมหลัก

✅ ควรทำ

  1. ปั้น “ระบบเศรษฐกิจการดูแล” (Home care, Tech care, Community care)
  2. รับรองวิชาชีพ caregiver
  3. Export model ไปอาเซียน  Care = งาน + รายได้ + soft power

❌ ไม่ควรทำ

  1. ปล่อยเป็นภาระครอบครัว
  2. อาศัยแรงงานราคาถูก
  3. ไม่มีมาตรฐานคุณภาพ

 

3️⃣ ยุทธศาสตร์ที่ 3: ปฏิรูประบบสุขภาพสู่ “Health Creation”

✅ ควรทำ

  1. Shift จาก Sick Care → Life-long Care
  2. ลงทุน Prevention + NCD reversal
  3. Integrate community + digital

โรงพยาบาล = ฐานฟื้นพลังชีวิต ไม่ใช่ซ่อมร่างกาย

❌ ไม่ควรทำ

  1. เพิ่มเตียงอย่างเดียว
  2. Medicalize ทุกปัญหา
  3. มองสุขภาพเป็นเรื่องหมอเท่านั้น

 

4️⃣ ยุทธศาสตร์ที่ 4: เมือง–ชุมชน = โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของชาติ

✅ ควรทำ

  1. Age-friendly city จริง ไม่ใช่ป้าย
  2. Universal design
  3. 15-minute community

เมืองดี = ลดค่ารักษา = เพิ่ม productivity

❌ ไม่ควรทำ

  1. Mega project ที่ไม่ตอบชีวิตจริง
  2. พัฒนาแบบแยกวัย
  3. เน้นอสังหาฯ มากกว่าคุณภาพชีวิต

 

5️⃣ ยุทธศาสตร์ที่ 5: Human Capital ใหม่ทั้งชีวิต

✅ ควรทำ

  1. Lifelong learning credits
  2. Reskill วัยกลางคน
  3. University–Community hubs

การศึกษา = ระบบต่อเนื่องตลอดชีวิต

❌ ไม่ควรทำ

  1. จบแล้วจบเลย
  2. วัดคุณค่าที่ปริญญา
  3. แยกวัยออกจากระบบเรียนรู้

 

6️⃣ ยุทธศาสตร์ที่ 6: ระบบการเงินเพื่อชีวิตยืนยาว

✅ ควรทำ

  1. Pension + Health + Care integrated
  2. Longevity bonds
  3. Preventive investment

ใช้เงินวันนี้ ลดค่าใช้จ่าย 20 ปีหน้า

❌ ไม่ควรทำ

  1. แยกกองทุน
  2. แก้ปัญหาระยะสั้น
  3. เลื่อนภาระให้รุ่นหลัง

 

7️⃣ ยุทธศาสตร์ที่ 7: ใช้ “ชุมชนไทย” เป็นฐานนวัตกรรม

✅ ควรทำ

  1. Community care labs
  2. Digital village
  3. Intergenerational programs

ชุมชน = Living Lab ระดับชาติ

❌ ไม่ควรทำ

  1. รวมศูนย์
  2. คิดแทนชุมชน
  3. ทำโครงการบนกระดาษ

 

📌 Roadmap 15 ปี (เชิงยุทธศาสตร์)

ระยะ เป้าหมาย
2026–2030 ทดลองโมเดลครบวงจร 10 จังหวัด
2031–2035 Scale ทั้งประเทศ
2036–2040 Export model

 

 สิ่งที่ “อันตราย” ที่สุด ถ้าไทยพลาด

  1. ติดกับดัก “สงเคราะห์ผู้สูงอายุ”
  2. Medicalization เกินจำเป็น
  3. แยกนโยบายเป็น silo
  4. ไม่ลงทุน prevention
  5. ปล่อย informal sector นอกระบบ

     

🌟 โอกาสพิเศษของไทย

ไทยมี “ทุนพิเศษ” ที่หลายประเทศไม่มี:

  1. UHC แข็งแรง
  2. ชุมชนเข้มแข็ง
  3. วัฒนธรรมดูแลกัน
  4. Civil society active
  5. บุคลากรสุขภาพคุณภาพ

ถ้าเชื่อมเป็นระบบ → ไทยเป็น Longevity Hub ของอาเซียน ได้

 

🔷 สรุปเชิงยุทธศาสตร์

ผมขอสรุปเป็นประโยคเดียว:   ประเทศที่ชนะสังคมสูงวัย   ไม่ใช่ประเทศที่ดูแลคนแก่เก่ง   แต่คือประเทศที่เปลี่ยนอายุยืน   ให้เป็นพลังการพัฒนา

 

ถ้าอาจารย์สนใจ  ผมสามารถช่วยต่อยอดเป็น:

  1. “Thailand Longevity Strategy 2040”
  2. White Paper เสนอนายกฯ
  3. Framework สำหรับ PMAC SI Thailand Hub

ได้ทันทีครับ

เป็นการร่วมกันสะท้อนคิดจาก PMAC 2026 ระหว่างมนุษย์กับเอไอ   ที่เชื่อม Demographic Transition เข้ากับ Creative Mindset   ที่คงต้องนำไปเป็นข้อมูลสำหรับทีมผู้ที่จะนำไปใช้จริง    เอาไปคิดต่อ และคิดต่าง อีกหลายตลบ   รวมทั้งต้องเอาเรื่อง migration จากประเทศเพื่อนบ้าน เอามาคิดยุทธศาสตร์เชิงบวกด้วย      

วิจารณ์ พานิช

 ๓๑ ม.ค. ๖๙