สังคม-อารมณ์ศึกษา แนว TSEL (Transformative Social and Emotional Learning) เพื่อการพลิกโฉมบุคคลและสังคม  ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการเรียนรู้หลายด้าน จากวิธีการเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย  คือต้องเปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้จาก “เรียนเชิงรับ” (Passive Learning)  เป็น “เรียนรู้เชิงรุก” (Active Learning)  และ เรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning)    โดยที่กระบวนการเรียนรู้แบบใหม่นี้ ต้องเปลี่ยนมุมมองต่อการติดตามและประเมินผล   จากเน้นการวัดผลลัพธ์ว่าบรรลุผลตามที่ต้องการหรือไม่    มองการประเมินเป็นส่วนแยกออกจากกระบวนการเรียนรู้    ผลของการประเมินนำสู่การตัดสินคนสอบผ่าน กับคนสอบตก   เปลี่ยนเป็นมองการประเมินว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้  เป็นส่วนช่วยให้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคนบรรลุผลตามที่ต้องการ   ตามรายละเอียดในหนังสือ การประเมินเพื่อมอบอำนาจการเรียนรู้ (๒๕๕๗) โดยวิจารณ์ พานิช    ที่เดี๋ยวนี้เรียกกันว่า AfL (Assessment for Learning) - ประเมินเพื่อการเรียนรู้    และ AaL (Assessment as Learning) – การประเมินเป็นการเรียนรู้     

มุมมองใหม่ต่อ “การเรียนรู้” ในมิติของ TSEL อีกมุมมองหนึ่งคือ   การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่ออยู่ในห้องเรียน หรือในโรงเรียน    แต่เกิดขึ้นกับตัวเด็กในทุกที่ ตลอดเวลา ทั้งเวลาตื่นและเวลาหลับ    ๒๔ ชั่วโมงต่อวัน  ๗ วันต่อสัปดาห์  และ ๓๖๕ วันต่อปี   ดังนั้น ระบบนิเวศรอบตัวเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้    การประเมิน SEL จึงต้องไม่ประเมินเฉพาะที่ตัวเด็ก    ต้องประเมินผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย    และประเมินระบบนิเวศรอบตัวเด็กด้วย   

 ดังนั้น เพื่อให้สังคม-อารมณ์ศึกษา ส่งผลพลิกโฉมสังคม (Social Transformation)    ต้องพลิกโฉม (Transform) ระบบประเมินการเรียนรู้โดยสิ้นเชิง   

 

ให้ความหมายใหม่ต่อการประเมิน

เปลี่ยนเป้าหมายหลักของการประเมิน จากประเมินเพื่อตัดสิน  สู่ประเมินเพื่อหนุนการเรียนรู้ ให้บรรลุผลที่ต้องการ ในผู้เรียนทุกคน - ย้ำคำว่า “ทุกคน”   มองว่าการประเมินเป็นเสมือนเครื่องยนต์หรือแรงส่ง สู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ของผู้เรียน    ที่เราเรียกว่า เป็นการพลิกโฉม   การประเมินจึงไม่ได้อยู่ที่ปลายทางของการเรียนรู้  แต่อยู่ตลอดทางของการเรียนรู้    ผลของการประเมินแทนที่จะใช้ตัดสิน ได้-ตก  เก่ง-ไม่เก่ง แต่ใช้เป็นข้อมูลให้คำแนะนำป้อนกลับเชิงสร้างสรรค์ (Constructive Feedback)  เพื่อหนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน   

ย้ำว่า ความหมายของการประเมิน ในระบบการศึกษายุคศตวรรษที่ ๒๑ ที่สภาพของระบบประชากรมีคนเกิดน้อยกว่าคนตาย นี้   เน้นให้การประเมินเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรองรับการเรียนรู้ ที่เอาใจใส่การเรียนรู้ของผู้เรียนทุกคน (ย้ำคำว่า ทุกคน)    ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของระบบหรือวิธีคิดแบบ “แพ้คัดออก”

การประเมินจึงไม่ควรจัดแบบ “เสื้อโหล”  แต่ควร “ตัดเฉพาะตัว” เพื่อให้ได้ข้อมูลผลลัพธ์ หรือความก้าวหน้าของการเรียนรู้เฉพาะตัว   สำหรับให้คำแนะนำป้อนกลับเชิงสร้างสรรค์ที่เหมาะเจาะต่อผู้เรียนแต่ละคน   

อีกความหมาย หรือคุณค่าหนึ่งของการพลิกโฉมการประเมิน คือการ “คืนอำนาจ” (Empowerment)  ให้แก่ผู้เรียน    ให้ผู้เรียนได้มีบทบาทสำคัญทั้งในการตั้งเป้าหมายของการเรียน  และในการประเมิน   ดังจะกล่าวถึงต่อไป   และตามในหนังสือ การประเมินเพื่อมอบอำนาจการเรียนรู้ (๒๕๕๗) โดยวิจารณ์ พานิช    อันจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดความงอกงามของพลังความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (Agency) ขึ้นในตัวผู้เรียน    เป็นการวางรากฐานการมีบทบาทเป็นผู้ร่วมพลิกโฉมสังคมในอนาคต    

ความหมายที่กว้างขึ้นไปอีก   การประเมินเป็นกระบวนการเพื่อส่งเสริม การสะท้อนคิด  การเข้าใจบทเรียนจากประสบการณ์จริง   การปรับตัวของระบบการสอน   การมีส่วนร่วมของทุกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (multi-stakeholder feedback)  ไม่ใช่ เพื่อ วัดคะแนนแบบเดิม  ไม่ใช่เพื่อมีผู้ชนะและผู้แพ้  ไม่ใช่เพื่อหาคนเรียนเก่งและเรียนอ่อน  ไม่ใช่เพื่อเป็นเครื่องมือแสดงอำนาจของผู้ประเมิน   

ความหมายที่ลึกไปอีกทาง คือ ประเมินความพร้อม (Readiness Assessment) ที่เสนอไว้ในหนังสือ โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ (๒๕๖๖) บทที่ ๙ หน้า ๑๓๑ – ๑๔๗ ซึ่งเป็นการประเมินที่ต้นทาง    สำหรับใช้เตรียมตัวผู้เรียน  และสำหรับครูใช้ประกอบการออกแบบการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน   

แนวคิดใหม่ของการประเมิน จากหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning, 2nd Edition (2025)    มองว่า ต้องปรับแนวคิดด้านการประเมินใน ๕ มิติ คือ (๑) เปลี่ยนจากมุ่งประเมินผลลัพธ์ (Outcome-based)   เป็นมุ่งประเมินการเติบโตหรือการพัฒนา (Growth-based)   (๒) เปลี่ยนจาก การสอบจัดโดยกลไกนอกโรงเรียนหรือชั้นเรียน (External Evaluation) เป็นการสอบหรือการประเมิน อยู่ภายในชั้นเรียนหรือภายในบทเรียน (Embedded Assessment)   (๓) เปลี่ยนจากการสอบมาตรฐาน (Standardized Evaluation) สู่การประเมินเป็นรายคน (Individualized Assessment)   (๔) เปลี่ยนจาก ครูหรือนักวิชาการศึกษาเป็นเจ้าของการประเมิน    เป็นทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้เรียน ร่วมเป็นเจ้าของ (Co-own)    (๕) จากเน้นสร้างความรับผิดชอบต่อการเรียน เป็น เน้นการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง        

 

รื้อถอนระบบประเมินแบบเก่า และสร้างใหม่  

ระบบประเมินแบบเก่าถูกใช้เป็นกลไกของระบบบริหารการศึกษาของประเทศ เพื่อควบคุมกำกับโรงเรียนและครู   และครูก็ใช้เป็นเครื่องมือควบคุมดูแลให้นักเรียนปฏิบัติตามอีกต่อหนึ่ง    แนวทางนี้เป็นอุปสรรคขัดขวางการใช้ TSEL เป็นเครื่องมือพลิกโฉมสมรรถนะของนักเรียน ครู และบุคคลที่เกี่ยวข้องรอบด้าน  ซึ่งจะนำสู่การพลิกโฉมประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง สังคมดี อีกต่อหนึ่ง    ระบบประเมินแบบนี้เรียกว่า Summative Evaluation (การประเมินผลปลายทาง)    จุดอ่อนที่สำคัญคือ ไม่มีโอกาสใช้ผลการประเมินนี้เพื่อเป็นข้อมูลป้อนกลับสู่การปรับปรุงใดๆ เลย   

ระบบประเมินแบบใหม่ เพื่อหนุน TSEL  และหนุนการเรียนรู้อย่างครบด้าน  (Holistic Learning) ของนักเรียน เรียกว่า Formative Assessment (การประเมินเพื่อพัฒนา หรือ การประเมินระหว่างเรียน)   ซึ่งที่จริงไม่ใหม่ แต่ระบบการศึกษาไทยไม่หนุนให้ใช้อย่างจริงจัง    เพราะไม่สนองอำนาจของส่วนกลาง    รายละเอียดโดยพิสดารมีในหนังสือ การประเมินเพื่อมอบอำนาจการเรียนรู้ (๒๕๕๗) (gotoknow.org.posts/tags/ประเมินเพื่อมอบอำนาจ)   ที่เสนอว่า การประเมินแบบนี้ต้องตามด้วยการให้ข้อมูลป้อนกลับเชิงสร้างสรรค์ (Constructive Feedback) เพื่อช่วยหนุนให้ผู้เรียนปรับปรุงวิธีการเรียนรู้ของตน    ซึ่งจริงๆ แล้ว ครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ก็จะได้รับประโยชน์จากการประเมินแบบนี้ด้วย   เพราะจะสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลป้อนกลับต่อตนเอง เพื่อพัฒนาตนเอง ให้ช่วยพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ของเด็กให้เหมาะสมยิ่งขึ้น   

ในชีวิตจริงเราไม่ควรเลิกการประเมินแบบ Summative Evaluation   แต่ควรให้น้ำหนักน้อยลง  และหนุนให้มีการใช้ Formative Assessment + Constructive Feedback ในชีวิตประจำวันของการเรียนรู้   โดยอาจให้น้ำหนักการประเมินสองแบบนี้ ในสัดส่วน ๒๐ : ๘๐ หรือ ๑๐ : ๙๐ โดยให้น้ำหนัก Formative Assessment ร้อยละ ๘๐ - ๙๐ สำหรับใช้หนุนการเรียนรู้และปรับตัวของนักเรียน และของผู้เกี่ยวข้อง

การประเมินอีกรูปแบบหนึ่งที่วงการศึกษาไทยควรเรียนรู้และนำมาปรับใช้ สำหรับใช้พลังของการร่วมกันตีความสะท้อนคิดข้อมูลจากการประเมิน สู่การเรียนรู้ปรับตัวของผู้เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของนักเรียน   การประเมินแบบนี้เรียกว่า DE – Developmental Evaluation (การประเมินเพื่อพัฒนา – gotoknow.org/posts/tags/DE)   ที่จะกล่าวถึงต่อไป     

ในบริบทไทย  แนะนำแนวทาง ๖ ประการคือ 

  1. เปลี่ยนวัฒนธรรมการสอบ จากสอบเพื่อตัดสิน  สู่สอบเพื่อใช้หนุนการสะท้อนคิด เพื่อปรับปรุง    โดยน่าจะมีมาตรการพัฒนาครูประจำการทุกคนในเรื่องนี้   และนำสู่หลักสูตรผลิตครูด้วย
  2. สร้างระบบแฟ้มสะสมผลงาน TSEL ในระดับประเทศ   สะสมผลงานด้านอารมณ์ ด้านสังคม  ด้านคุณธรรม  ด้านพลเมือง   สะสมตั้งแต่ชั้น ป. ๑ - มหาวิทยาลัย 
  3. พัฒนาครูเป็นโค้ชด้านการประเมิน  ชวนศิษย์ร่วมกันตั้งเป้าและออกแบบคำแนะนำป้อนกลับที่ต้องการ    แทนการออกข้อสอบ 
  4. ใช้เทคโนโลยีช่วยการสะท้อนคิด (Reflection) หนุนการเรียนรู้  ไม่ใช่ใช้จัดอันดับ (Ranking) บอกว่าใครเรียนเก่ง ใครเรียนอ่อน   เช่นใช้ทำ E-Portfolio, Learning Dashboard, AI Reflection Assistant 
  5. เชื่อมการประเมินเพื่อหนุนการเรียนรู้ (AfL – Assessment for Learning  หรือ Formative Assessment) กับสุขภาวะทางปัญญา (Spiritual Well-being) อันได้แก่ ความหมายในชีวิต  ความเมตตา  ความรับผิดชอบ ความสงบภายใน   ไม่แค่ประเมินพฤติกรรมภายนอก
  6. ปรับระบบประกันคุณภาพการศึกษา   จากเน้นเอกสาร  เป็นเน้นการพัฒนาจริงอย่างต่อเนื่อง    ใช้ระบบประกันคุณภาพเพื่อพัฒนา (Developmental QA) 

ในบริบทไทย  พึงระวังสิ่งที่จะทำลาย TSEL ๕ ประการคือ  (๑) ทำเป็นรายการตรวจสอบ (Checklist)  (๒) ให้คะแนนอารมณ์  (๓) แข่งขันการทำความดี  (๔) ใช้การประเมินเพื่อลงโทษ  (๕) ใช้สร้างภาพลักษณ์   

ย้ำว่า ในบริบทใหม่ การประเมินเป็นพลังสู่การพลิกโฉม   สู่สภาพที่เด็กได้พัฒนาความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (Agency)    ครูเปลี่ยนเป็นหุ้นส่วนของการเรียนรู้ (Learning Partner)     โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้   สังคมมีพลังวัฒนธรรมสะท้อนคิด   และประเทศมีการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาในทุกระบบ ทุกภาคส่วน   

 

 

เพิ่มมิติใหม่ของการประเมิน

ขยายขอบเขตการประเมินจาก "ตัวบุคคล" (Individual) ไปสู่ "ระบบนิเวศ" (Ecosystem) อย่างชัดเจน เพราะเราไม่สามารถคาดหวังให้ "ปลา" แข็งแรงได้ หาก "น้ำ" ที่ปลาอาศัยอยู่นั้นเป็นพิษ    เน้นประเมินสภาพแวดล้อมและบริบท    ก่อนประเมินเด็ก  ระบบการศึกษาต้องตรวจสอบว่าโรงเรียนสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" และ "โอกาส" ให้เด็กได้ฝึกฝนการพัฒนาด้านสังคม-อารมณ์ และด้านคุณลักษณะอื่นๆ ของตนเอง หรือยัง   ถ้าสภาพแวดล้อมเป็นพิษ   เราไม่ควรประเมินทักษะอารมณ์ของเด็ก แต่ควรประเมินความล้มเหลวของระบบ   

เน้นการประเมินที่ช่วยสร้างความเสมอภาค   ระวังเรื่องอคติทางวัฒนธรรม    เครื่องมือวัดผลมาตรฐานมักสร้างจากบรรทัดฐานของตะวันตก การประเมินแบบ TSEL ต้องเปิดกว้างให้เด็กแสดงออกซึ่งทักษะทางสังคม-อารมณ์ ในแบบฉบับวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งในประเทศไทยมีหลายวัฒนธรรม     

การประเมินแนวใหม่ เน้นการวัด "ความสัมพันธ์และสภาพแวดล้อม" ใน 4 มิติหลัก

  1. ใน ๓ สถานที่  คือ โรงเรียน  บ้าน และในพื้นที่ดิจิทัล และสื่อสังคม (โซเชี่ยลมีเดีย)    โดยเน้น “การประเมินอำนาจ”    โดยตั้งคำถามว่า ในความสัมพันธ์ภายใต้ ๓ สถานที่นั้น ใครมีอำนาจกำหนดเกณฑ์  ใครได้ประโยชน์จากการวัด ใครเสียเปรียบ   มีใครเป็นผู้ยึดกุมอำนาจ  ควรมีการแบ่งปันอำนาจอย่างไร    ควรเอื้ออำนาจแก่เด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ TSEL ของเขาอย่างไร   ใครมีอำนาจกำหนดเกณฑ์    หาทางเพิ่มการประเมินความร่วมมือ (Collective Assessment) ได้แก่   ประเมินทีม   ประเมินชุมชน   ประเมินระบบสัมพันธ์
  2. ใช้การให้คำแนะนำป้อนกลับ (Feedback) ที่เจือการให้เกียรติ ความเมตตาและหวังดี  หนุนการเรียนรู้และพัฒนา    ในลักษณะของ “วงจรป้อนกลับเชิงระบบ” (Systems Feedback Loops)   ที่สะท้อนกลับสู่ ครู  หลักสูตร  ผู้บริหาร และนโยบายด้วย ไม่จำกัดอยู่เพียงสะท้อนกลับสู่นักเรียน   ซึ่งจะเป็นการป้อนกลับของระบบประเมินแนวสร้างการพลิกโฉม (Transformative Evaluation)      
  3.  ใช้ DE – Developmental Evaluation  เพื่อการเรียนรู้และร่วมกันพัฒนาสู่เป้าหมายร่วม ของภาคีหรือกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders)   โดยเริ่มจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่ต้องการขับเคลื่อนร่วมกัน (Shared Goal)  ที่มีมิติของเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เหนือผลประโยชน์ส่วนตน (Shared Purpose)    แล้วร่วมกันกำหนดกิจกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น  และร่วมกันกำหนดบทบาทหรือการกระทำของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละคน (หรือแต่ละฝ่าย) ว่าต้องเป็นผู้ทำ หรืองดเว้นการทำอะไร  เมื่อดำเนินการไปได้ระยะหนึ่งทีมประเมินนำผลการประเมินมาเสนอในวงสานเสวนา (Dialogue) ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย   ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันตีความ ว่าผลสำเร็จ และผลที่ยังไม่สำเร็จมีปัจจัยเกี่ยวข้องอะไรบ้าง   และร่วมกันกำหนดกิจกรรมและผู้รับผิดชอบทำกิจกรรมนั้นๆ ในรอบต่อไป   เป็นวงจรเช่นนี้ตลอดโครงการ       
  4. สู่เป้าหมายฝึกบทบาทพลิกโฉมสังคม  เริ่มจาก (๑) พลิกโฉมวัฒนธรรมอำนาจในโรงเรียน  (๒) พลิกโฉมความเป็นพลเมืองดิจิทัล (๓) พลิกโฉมการมีส่วนร่วมของสังคม   โดยเริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ ใน ๓ ระดับ คือ    
  • ระดับห้องเรียน  มีการตั้งเป้าหมายร่วมของนักเรียน เช่น “สัปดาห์นี้ เราจะร่วมกันเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์อะไร ที่เป็นเรื่องยากสำหรับพวกเรา”   แล้วครูแนะนำเครื่องมือให้นักเรียนใช้เพื่อการเรียนรู้และบรรลุเป้าหมายนั้น ตัวอย่างเช่น ใช้ “บันทึกสะท้อนคิด” (Reflective Journal)  นักเรียนแต่ละคนเขียนไดอารี บันทึกข้อสะท้อนคิดประสบการณ์การจัดการอารมณ์นั้นของตนเอง    อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ครูชวนนักเรียนร่วมกันทำ SEL Rubric สำหรับให้นักเรียนแต่ละคนประเมินตนเอง   ในแต่ละตัวอย่างวิธีการ มี ๑ ชั่วโมงในสัปดาห์ ที่นักเรียนตั้งวงนำเสนอผลการประเมินตนเอง และสะท้อนคิดร่วมกัน แบบสุนทรียสนทนาหรือสานเสวนา (Dialogue Assessment)     
  • ระดับโรงเรียน และชุมชน   ตรวจสอบความรู้สึกของนักเรียน (และครู)  ในเรื่องความปลอดภัยต่อการแสดงออก ปลอดภัยจากการถูกบังคับให้ทำหรือไม่ทำบางสิ่ง  ปลอดภัยจากการถูกหลอกหรือล่อลวง  ในโรงเรียน และในชุมชน    โดยมีเครื่องมือตัวอย่างให้ใช้ เช่น การสำรวจบรรยากาศในโรงเรียน (School Climate Survey)    การวัดดัชนีความเชื่อใจ (Trust Index)    การจัดให้มีกลไกให้คำแนะนำป้อนกลับจากชุมชน (Community Feedback)    การจัดให้มีกิจกรรมสำรวจและให้คำแนะนำป้อนกลับจากทีมครูโรงเรียนอื่น (Peer Feedback)   เป็นต้น    
  • ระดับระบบการศึกษา หรือระดับนโยบาย   ตรวจสอบว่านโยบาย มีความเหมาะสมหรือไม่ มีการดำเนินการตามนโยบายที่กำหนดไว้แค่ไหน    เช่นสำรวจว่า เด็กเปราะบางมีการพัฒนาครบด้าน และพัฒนาดีหรือไม่    ตัวอย่างเครื่องมือหลักได้แก่ DE   การประเมินผลกระทบด้านความเท่าเทียม (Equity Impact Assessment)    การติดตามผลระยะยาว  เป็นต้น          

เครื่องมือใหม่ ช่วยประเมินและป้อนกลับทันที

ปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI)   ที่กำลังพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว  หากใช้อย่างถูกต้อง จะช่วยหนุนการประเมินเพื่อพัฒนาได้อย่างมีพลังยิ่ง ดังนี้ 

  • Real-time Feedback Loop   ไม่ใช้ AI แทนที่ครู แต่ให้ช่วยทำหน้าที่เป็น "กระจกสะท้อน" (Mirroring) ให้ผู้เรียนเห็นอารมณ์และทักษะสังคมของตนเองในทันที (Real-time)    แทนที่จะรอผลสอบปลายภาค
  • Constructive Feedback (ให้ข้อมูลป้อนกลับอย่างสร้างสรรค์)    AI สามารถวิเคราะห์ข้อความสะท้อนความรู้สึก (Reflection logs) ของนักเรียน  และให้ Feedback ทันที เช่น "ดูเหมือนเธอกำลังกังวลเรื่องเพื่อน ลองใช้วิธีสื่อสารแบบ I-message ดูไหม"    ช่วยครูร่างคำแนะนำที่จำเพาะเจาะจง (Personalized) สำหรับเด็กแต่ละคนได้รวดเร็วขึ้น ทำให้ Formative Assessment เกิดขึ้นได้จริงในห้องเรียนที่มีเด็กจำนวนมาก
  • Scaffolding for TSEL    ใช้ AI ให้ "นั่งร้าน" (Scaffold) การเรียนรู้ โดยปรับระดับคำถามหรือสถานการณ์จำลอง (Role-play scenarios) ให้เหมาะกับระดับพัฒนาการและบริบททางวัฒนธรรมของเด็กแต่ละคน    ซึ่งตรงกับหลักการ Transformative SEL

นอกจากนั้น ปัญญาประดิษฐ์ยังจะช่วยให้ข้อมูลป้อนกลับแบบ real time แก่การประเมินแบบ ๓๖๐ องศา   และการประเมินระบบนิเวศ  ดังจะกล่าวในตอนนั้นๆ 

นักเรียนประเมินครู

การประเมินการเรียนรู้แนวใหม่ในบทที่ ๗ นี้ เน้นการประเมินแบบปัญญาและเมตตานิยม    และเน้นเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์แนวราบ  แทนวัฒนธรรมแนวดิ่งในระบบการศึกษาไทย    และในกรณีนักเรียนประเมินครูนี้ เป็นการ “ประเมินด้วยความเคารพและตรงไปตรงมา”   ไม่ใช่ประเมินแบบท้าทาย หรือตำหนิติเตียน   เท่ากับนักเรียนได้ฝึกทักษะด้านสังคม-อารมณ์จากการทำหน้าที่ประเมินครูด้วย  คือได้ฝึกท่าทีวาจาต่อผู้ใหญ่ ผ่านการให้ข้อมูลป้อนกลับตามความจริง ด้วยท่าทีอ่อนน้อมเคารพนบนอบ     

มีคำแนะนำวิธีปรับการประเมินครูโดยนักเรียนให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย    ที่เป็นวัฒนธรรมเกรงใจ เคารพอาวุโส ๖ ประการ ดังนี้

  • ไม่ใช้คำว่า “ประเมิน”  แทนที่ด้วยคำว่า “สะท้อนการเรียนรู้”   “กิจกรรมสะท้อนความรู้สึก" (Reflection Circle)   หรือ "ช่วยครูออกแบบห้องเรียน"
  •  ทำความเข้าใจว่า การให้ feedback เป็นการตอบแทนครูด้วยความจริงใจ  เป็นการแสดงความกตัญญูต่อครู  เพราะช่วยให้ครูได้พัฒนา และมีความก้าวหน้า
  • ค่อยๆ สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการประเมิน  เริ่มจากให้ feedback แบบไม่บอกชื่อ   ตามด้วยการประเมินแบบกลุ่ม    เมื่อคุ้นเคยต่อการประเมินดีแล้ว จึงประเมินแบบพบตัวพบหน้ากัน พูดคุยกัน 
  • ฝึกให้เด็กรู้จักใช้ถ้อยคำเชิงบวกในความหมายเดียวกัน   เช่น แทนที่จะบอกครูว่า “ชั่วโมงนี้ครูสอนไม่เข้าใจครับ”   เปลี่ยนเป็น “ผมอยากให้ครูอธิบายเพิ่มเรื่อง ... ครับ”    ซึ่งที่จริง เป็นการฝึกเรื่องสังคม-อารมณ์ โดยตรง 
  • ครูเปิดความเปราะบาง หรือจุดอ่อน หรือความห่วงใยของตนเองก่อน เพื่อเปิดช่องให้นักเรียนกล้าพูด เช่น  “ครูรู้สึกว่าคาบนี้ครูสอนได้ไม่ค่อยชัดเจน  นักเรียนมีความเห็นอย่างไร  ยังไม่เข้าใจตรงไหนบ้าง”   "วันนี้ครูสอนเร็วไปไหม  ใครไม่ทันบอกครูนะ ครูอยากให้พวกเราได้ความรู้จริงๆ"    เมื่อครูแสดงความ "ห่วงใย" (Care) นักเรียนจะกล้าสะท้อนกลับด้วยความ "เคารพ"
  • ในช่วงแรกใช้ครูพี่เลี้ยง ช่วยเป็นผู้ดำเนินรายการ (Moderator)  หรือ “คุณอำนวย” (Facilitator) ช่วยจัดวงเสวนา แบบไม่เผชิญหน้า     

เริ่มจากครูก่อน    ครูต้องเตรียมใจตัวเองให้พร้อมรับการประเมิน เพื่อพัฒนาตนเอง   เตรียมถ้อยคำที่แสดงความห่วงใยการเรียนของนักเรียนสำหรับใช้เป็นตัวเปิดบรรยากาศให้นักเรียนกล้าบอก    การประเมินครูนี้ จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ให้นักเรียนประเมิน  แต่ควรเป็นการประเมิน ๓๖๐ องศา ดังจะกล่าวต่อไป     

ตัวอย่างวิธีประเมินในชั้นเรียน

  • บัตรจบคาบเรียน   ๓ นาทีก่อนจบคาบเรียน แจกกระดาษให้นักเรียนคนละแผ่น    มี ๓ คำถาม ให้นักเรียนตอบคำถามละ ๑ - ๓ ประโยค (๑) จากการเรียนในคาบนี้ ฉันรู้แล้วว่า ...   (๒) ฉันอยากรู้ว่า ....   (๓) ฉันอยากบอกว่า ...   
  •  เทคนิค ๒ คำชม  ๑ คำขอ (Two Stars and a Wish)   ให้นักเรียนประเมินการสอนของครูในคาบนั้น โดยบอก "2 ข้อดี" (Stars) และ "1 ข้อที่น่าจะพัฒนาได้อีก" (Wish)
  •  ร่วมกันสร้าง Rubrics ประเมินครู (Rubrics Co-creation นักเรียนและครูร่วมกันสร้างเกณฑ์การประเมิน ทั้งประเมินนักเรียนและประเมินครู ตอนเริ่มปีการศึกษา 
  • สะท้อนคิดร่วม  หาเวลาสัปดาห์ละ ๑๕ - ๓๐ นาที   ครูกับนักเรียนร่วมกันตั้งคำถามว่าใน ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศและผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นอย่างไรบ้าง   ส่วนใดที่ได้ผลดีเกินคาด เพราะอะไร   ส่วนไหนที่ยังได้ผลน้อย เพราะอะไร  ควรปรับปรุงอะไรบ้าง ปรับอย่างไร  ใครควรทำ/ไม่ทำ อะไรบ้าง       

ประเมินด้วยถ้อยคำ (Narrative-Based Assessment)

 Narrative Assessment คือการใช้ “เรื่องเล่า” เป็นเครื่องมือประเมิน ที่สอดคล้องกับ SEL เพราะช่วยสะท้อนทักษะอารมณ์ สังคม และการตัดสินใจเชิงลึก    เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ในชีวิตจริง สะท้อนตัวตนได้ดีกว่าคะแนน    เป็นการประเมินเชิงคุณค่า (Qualitative & Reflective)   โดยใช้ “เรื่องเล่า” ของผู้เรียนเอง เพื่อให้ผู้เรียนสะท้อนประสบการณ์ ความคิด ความรู้สึก ความสัมพันธ์ และการตัดสินใจของตนเอง    เป็นเครื่องมือที่กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดเชิงตรวจสอบความคิดของตนเอง  (metacognition)    และสร้างความหมายเชิงส่วนตัวต่อทักษะ SEL เช่น การมีสติในตนเอง (self-awareness), ความตระหนักทางสังคม (social awareness), ทักษะด้านปฏิสัมพันธ์ (relationship skills), ทักษะการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ (decision-making skills)     

เมื่อนักเรียนเขียนบันทึก สร้างเรื่องเล่า หรือสะท้อนประสบการณ์    นักเรียนจะได้สร้าง “ตัวตนในการเรียนรู้” (learner identity) ซึ่งสอดคล้องกับการปลูกฝังความเป็นผู้ริเริ่มก่อการ (Agency)  และทักษะด้านการเป็นพลเมือง (citizenship skills  เช่น การรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ, การทำงานร่วมกับผู้อื่น, การจัดการอารมณ์)   

วิธีดำเนินการ Narrative Assessment 

  1. สะท้อนด้วย “เรื่องเล่าชีวิต/ประสบการณ์” (Life Story Narratives)    ให้ผู้เรียนเขียนหรือบันทึกเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับประสบการณ์ที่สะท้อน SEL skills เช่น  (๑) ครั้งที่ฉันต้องจัดการอารมณ์เมื่อเกิดความท้าทาย  (๒) เรื่องที่ฉันต้องร่วมมือกับผู้อื่นและเรียนรู้บางอย่าง   (๓) เหตุการณ์ที่ฉันตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ    โดยมี คำถามชี้นำที่กระตุ้นการตรวจสอบความรู้สึกและความคิด เช่น “สิ่งนี้ทำให้ฉันรู้สึกอย่างไร”    “ฉันเลือกทำอะไรและทำไม”    “สิ่งนี้ช่วยพัฒนาทักษะอะไรในตัวฉัน”
  2. วิเคราะห์เรื่องเล่าโดยใช้ “กรอบทักษะ SEL”   วิเคราะห์เนื้อหาเรื่องเล่าว่ามีหลักฐานของสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ อะไรบ้าง เช่น  ความตระหนักรู้ตน (self-awareness)   การจัดการอารมณ์ (self-management)   การตระหนักรู้สังคม (social awareness)   ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์   การตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ
  3. ให้คำแนะนำป้อนกลับ แบบ Narrative   โดยผู้สอนให้ feedback แบบเล่าเรื่องตอบกลับ เช่น  “ฉันเห็นว่าคุณตอบสนองต่อความเครียดอย่างไร…”    “จากเรื่องเล่านี้ สะท้อนการตระหนักรู้ตนที่ลึกซึ้ง…”    “ถ้าลองมุมมองนี้ .... จะเกิดอะไรขึ้น”   เป็นการเปลี่ยนผลลัพธ์ เป็นโอกาสเรียนรู้ (learning opportunity) และพัฒนาต่อ

การนำNarrative Assessment มาใช้ในบริบทการศึกษาไทย

ในบริบทไทย การใช้ Narrative Assessment เพื่อพัฒนาคนที่สร้างสรรค์    ริเริ่มก่อการ (Agency)    และเป็นพลเมืองผู้ริเริ่มก่อการ (agentic citizen)  มีแนวทางดังนี้   

  • เชื่อม เรื่องเล่า กับบริบทชีวิต   โดยให้ผู้เรียนสะท้อนเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของตน  เช่น เรื่องในชุมชน ครอบครัว โรงเรียน    เพราะเรื่องเล่าในบริบทจริงจะช่วยให้เกิดความหมายที่ลึกซึ้งและเชื่อมต่อกับตัวตนของผู้เรียน
  • เชื่อมโยง Narrative Assessment เข้ากับการเรียนรู้ผ่านโครงงาน (Project-Based Learning)   ให้นักเรียนทำ โครงการที่สะท้อนปัญหาชุมชน และเขียนเรื่องเล่าว่า เป้าหมายของโครงการคืออะไร    ฉันทำอะไร    ได้เรียนรู้อะไรบ้าง    จะใช้สิ่งที่เรียนรู้นั้นสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
  • ให้คำแนะนำป้อนกลับจากหลายมิติ   โดยใช้ เพื่อนเป็นผู้ให้การสะท้อนคิด (peer reflection),  สะท้อนคิดตนเอง (self-reflection),  และ ครูสะท้อนคิดป้อนกลับ (teacher feedback)    ทำให้ Narrative Assessment เป็นส่วนหนึ่งของ การประเมิน 360° ซึ่งสะท้อนทั้งมุมมองของตัวผู้เรียน เพื่อน ครอบครัว และครู

ร่วมกันตั้งเป้า และร่วมกันประเมิน

ร่วมกันตั้งเป้าหลายเป้า    และร่วมกันประเมิน แบบ ๓๖๐ องศา    ยกระดับไปสู่การประเมิน "ความสัมพันธ์" และ "ระบบนิเวศ" ซึ่งตรงกับหัวใจของ TSEL (Transformative SEL) ในยุคใหม่ อย่างแท้จริง    โดยมองว่าเราไม่สามารถสร้างเด็กที่มี ความริเริ่มก่อการ (Agency) ได้ หากระบบนิเวศยังกดทับเขาอยู่    เป็นการนำการประเมิน “ลงสู่ดิน" ในบริบทสังคมไทย เพื่อ ใช้การประเมินแนวใหม่ หนุนการสร้าง “พลเมืองผู้กระตือรือร้นและรู้สึกว่าเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลง” (Agentic Citizen)   

ไม่ใช่ประเมินเพื่อ "ตัดสินคน"   แต่เป็นการ "ตรวจสอบสุขภาพของพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน"    ผู้ถูกประเมิน ไม่ใช่แค่ "เด็ก" แต่รวมถึง "ครู" "ผู้บริหาร" และ "บรรยากาศโรงเรียน"    เป้าหมายของการประเมิน เพื่อดูว่า ระบบนิเวศนี้อนุญาตให้ความเป็น Active Citizen เติบโตได้หรือไม่    

กุญแจสำคัญคือ "ผู้ใหญ่ต้องใจกว้างพอที่จะถูกประเมิน"    หากครูและผู้บริหารยอมรับ Feedback จากเด็กได้  จะเป็นบทเรียนแรกของความเป็นประชาธิปไตยและความเป็นพลเมืองที่เด็กจะได้สัมผัสจริง ไม่ใช่แค่ท่องจำจากตำรา

หลักการและวิธีการประยุกต์ใช้ในบริบทไทย

  • เปลี่ยนจาก "ตรวจสอบ" เป็น "กัลยาณมิตร"   ลดความเป็นทางการ     เปลี่ยนจาก "การสอบ" หรือ "การประเมินผลงานครู"  ไปเป็น "วงคุยเพื่อพัฒนาบ้านของเรา"   เน้นความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety)    ให้ความมั่นใจว่า "พูดความจริงแล้วปลอดภัย" (Voice without Fear)    หากเด็กสะท้อนว่าครูใช้อำนาจกดทับ เด็กต้องไม่ถูกหักคะแนนจิตพิสัย
  • สร้างความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (Agency)   โดย 
    • ให้นักเรียนเป็นผู้ประเมินระบบ (Student-Led Ecosystem Audit)    ให้เด็กๆ สวมหมวกเป็น "นักวิจัย" สำรวจโรงเรียน แล้วสะท้อนกลับมา เช่น "จุดไหนในโรงเรียนที่ทำให้เขารู้สึกกล้าแสดงความคิดเห็นมากที่สุด และจุดไหนที่ทำให้เขารู้สึกตัวเล็กลง"   เด็กได้ฝึกใช้ Agency ในการวิพากษ์ระบบ และผู้ใหญ่ได้รับข้อมูลจริงเพื่อแก้ปัญหา   รายละเอียดมีอยู่ในหนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา (๒๕๖๙) เขียนโดยวิจารณ์ พานิช   
    • ใช้การสะท้อนกลับแบบสลับขั้ว (Reciprocal Feedback)    ครูถามเด็ก: "มีอะไรที่ครูทำแล้วช่วยให้เธอเรียนรู้ได้ดีขึ้น? และมีอะไรที่ครูเผลอทำแล้วปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของเธอไหม"    เด็กถามครู: "ผม/หนู อยากให้ครูช่วยหนุนเรื่อง... เพื่อให้โปรเจกต์นี้สำเร็จ"    การที่ครูยอมให้เด็กประเมินกลับ คือการสอน TSEL ที่ทรงพลังที่สุด ผ่านการทำเป็นตัวอย่าง (Role Model) เป็นการทลายกำแพงอำนาจนิยม
    • ใช้การประเมินด้วยถ้อยคำ ๓๖๐ องศา แบบสร้างสรรค์ (Constructive "360 Narrative")    แทนการให้คะแนน  ด้วยการเขียน Note สั้นๆ ให้กัน (เพื่อนถึงเพื่อน, ครูถึงศิษย์, ศิษย์ถึงครู) โดยใช้สูตร "สิ่งที่ชื่นชม (Strength)" + "สิ่งที่อยากเห็นเพิ่ม (Growth)"    เน้นพฤติกรรมที่เป็น Active Citizen เช่น "ชื่นชมที่เธอกล้าแย้งในที่ประชุมวันนั้น ทำให้งานกลุ่มเราดีขึ้น"

พลังของคณะกรรมการสถานศึกษา

การประเมินไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายบริหารหรือครูเพียงฝ่ายเดียว    คณะกรรมการสถานศึกษาในฐานะตัวแทนชุมชน ควรมีบทบาทเชิงรุกในการกำกับติดตาม (oversight) เพื่อให้แน่ใจว่าโรงเรียนไม่ได้นำนโยบาย TSEL ไปปฏิบัติอย่างผิวเผิน    แต่มีการดำเนินการจริงจังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบและเท่าเทียม   แล้วนำไปสื่อสารสาธารณะในชุมชน    เพื่อพัฒนากระบวนทัศน์ใหม่ของชุมชนหนุนการศึกษาแนวใหม่  ที่สร้างคนรุ่นใหม่ที่มีสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ครบทุกด้าน รวมทั้งด้านสังคม-อารมณ์  เพื่อทำหน้าที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง     

คณะกรรมการสถานศึกษาเปลี่ยนบทบาท “จากผู้สนับสนุน สู่ผู้ขับเคลื่อน”    โดยกำหนดให้ TSEL เป็นวาระของการกำกับติดตาม    มีวาระการประชุมที่ชัดเจนเกี่ยวกับ TSEL อย่างสม่ำเสมอ (เช่น ทุกภาคเรียน)    เพื่อติดตามความคืบหน้า ไม่ใช่แค่รายงานการดำเนินงานทั่วไป

ร่วมกันกำหนดตัวชี้วัดที่สะท้อน TSEL    นอกจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแล้ว คณะกรรมการควรสอบถามและเห็นชอบตัวชี้วัดอื่นๆ ที่สะท้อนความสำเร็จของ TSEL เช่น  (๑) ข้อมูลเชิงบวก   อัตราการมาเรียนของนักเรียนและครู, จำนวนกิจกรรมเสริมสร้างทักษะทางสังคมและอารมณ์, ผลสำรวจความรู้สึกปลอดภัยและการเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน (school connectedness)  (๒) ข้อมูลเชิงพัฒนา   แนวโน้มของการลดลงของการใช้มาตรการทางวินัยเชิงลบ (เช่น การพักการเรียน)   จำนวนข้อขัดแย้งที่ได้รับการแก้ไขด้วยกระบวนการเชิงสมานฉันท์ (restorative practices)   (๓) ตั้งคำถามเชิงลึกต่อผู้บริหาร   คณะกรรมการควรมีบทบาทในการตั้งคำถามที่ท้าทายและสร้างสรรค์    ตัวอย่างคำถามที่คณะกรรมการควรถามผู้บริหาร เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงาน TSEL มีคุณภาพและยั่งยืน 

  • ประเด็นการประเมิน ตัวอย่างคำถามที่คณะกรรมการควรถาม
    ความเสมอภาค (Equity) ข้อมูลที่เราเก็บรวบรวม สะท้อนให้เห็นว่านักเรียนกลุ่มใดบ้างที่ยังเข้าไม่ถึงหรือไม่ได้รับประโยชน์จาก TSEL อย่างเต็มที่    แผนลดช่องว่างนี้มีอะไรบ้าง
    การพัฒนาผู้ใหญ่ (Adult SEL) เราได้ลงทุนในการพัฒนาทักษะ  SEL ของครูและบุคลากรแล้วหรือยัง    เพราะครูจะปลูกฝังทักษะเหล่านี้ให้เด็กได้ดี ก็ต่อเมื่อตัวครูเองมีทักษะเหล่านี้อย่างเข้มแข็ง 
    การบูรณาการ (Integration) TSEL ถูกผนวกเข้ากับการเรียนการสอนในวิชาหลักๆ เช่น คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ อย่างไร   หรือยังคงถูกมองว่าเป็นกิจกรรมแยกต่างหาก
    การมีส่วนร่วม (Partnership) เรามีช่องทางใดบ้างที่เปิดให้ผู้ปกครองและชุมชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ ให้ข้อเสนอแนะ และสนับสนุนการดำเนินงาน TSEL 

 

กลยุทธ์การสื่อสารสู่ชุมชนเพื่อสร้างแรงหนุน

คณะกรรมการสถานศึกษาเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญที่สุดระหว่างโรงเรียนและชุมชน    การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะเปลี่ยน "ความเข้าใจ" เป็น "การสนับสนุน"    และเปลี่ยน "การสนับสนุน" เป็น "หุ้นส่วน" ที่เข้มแข็ง   โดยคณะกรรมการสถานศึกษา ดำเนินการกิจกรรมต่อไปนี้ 

  1. เปิดบ้าน...เปิดใจ (Transparency & Storytelling)    จัดประชุมคณะกรรมการในรูปแบบ "Town Hall" หรือ "Open House" ปีละครั้ง เพื่อนำเสนอข้อมูลความก้าวหน้าของ TSEL ต่อชุมชนโดยตรง    ที่ไม่ใช่เสนอเพียงตัวเลข แต่เล่าเรื่องราวความสำเร็จผ่านนักเรียน ผู้ปกครอง และครู ให้ชุมชนเห็นภาพจริงของ "การพลิกโฉม”  (Transformation) ที่เกิดขึ้น
  2. ใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือสื่อสาร (Data as a Dialogue Tool)    นำเสนอข้อมูลเชิงบวกที่คณะกรรมการได้ร่วมกันกำหนดไว้ (เช่น การลดลงของปัญหาทางวินัย) เพื่อแสดงให้เห็นถึง "ผลตอบแทนจากการลงทุน" (Return on Investment) ด้าน TSEL ทั้งในเชิงคุณค่าต่อตัวนักเรียนและเชิงเศรษฐกิจต่อสังคม
  3. คณะกรรมการทำหน้าที่ "ทูต TSEL" (Board Members as Ambassadors)    คณะกรรมการแต่ละท่านควรเป็นกระบอกเสียงในการสื่อสารกับเครือข่ายของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงาน ชมรม หรือในกลุ่มผู้ปกครองด้วยกันเอง โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและเชื่อมโยงกับคุณค่าร่วมของชุมชน
  4. สร้างวงจรรับฟัง-ปรับปรุง (Feedback Loop)    ใช้การประชุมคณะกรรมการเป็นเวทีเปิดให้ชุมชนได้เสนอความคิดเห็นและข้อกังวลเกี่ยวกับการดำเนินงาน TSEL  จากนั้นคณะกรรมการต้องแสดงให้เห็นว่าข้อคิดเห็นเหล่านั้นถูกนำไปพิจารณาและปรับปรุงการทำงานอย่างไร สร้างความไว้วางใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม
  5. สร้างกลไกพัฒนา ระบบนิเวศ เพื่อการพัฒนา SEL ในชุมชน   ที่สมาชิกในชุมชนร่วมกันดำเนินการและปรับปรุง    เพื่อสร้างชุมชนแห่งความสัมพันธ์เชิงบวก   ชุมชนที่ร่วมกันขจัดภัยที่ชักจูงเด็กในชุมชนไปในทางเสื่อม     

 

ใช้กลไกการติดตามประเมินผล เป็นกลไกส่งเสริมวงจรเรียนรู้และปรับตัวของระบบการศึกษา   ที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมในฐานะผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับพลิกโฉมให้แก่ระบบการศึกษาไทย   เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนารากฐานด้านสังคม-อารมณ์ และด้านอื่นๆ อย่างครบถ้วน (Holistic Learning)    เพื่อเติบโตไปเป็นพลเมืองที่มีพลังของผู้ริเริ่มกระทำการเพื่อพัฒนาชุมชน และประเทศ 

วิจารณ์ พานิช

๑๖ ก.พ. ๖๙   ปรับปรุง ๒๘ ก.พ. ๖๙   และ ๑๕ มี.ค. ๖๙