ตอนที่ ๑ตอนที่ ๒

จากการไปร่วมการประชุม Pre-Conference ของ การประชุมวิชาการระดับชาติ Engagement Thailand ครั้งที่ 10  ที่สามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๙   ผมตั้งคำถามว่า อุดมศึกษาหุ้นส่วนสังคมคุณภาพสูง มีลักษณะอย่างไร    โดยที่ ACE – American Council on Education  และ Carnegie Foundation for the Advancement of Teaching ร่วมกันออก  Elective Classification for Community Engagement   ซึ่งมี Guidebook 2026 ดาวน์โหลดได้ที่ (๑)    หากจะนำมาประยุกต์ใช้ในบริบทอุดมศึกษาไทย และสังคมไทย  ควรมีการปรับให้เหมาะสมอย่างไรบ้าง   ส่วนไหนที่น่าจะคงหลักการเดิม ส่วนไหนที่ควรปรับให้เข้ากับบริบทไทย 

ผมนำข้อสะท้อนคิดเชิงตั้งคำถามข้างบนไปถามสหายเอไอ   และในบันทึกนี้ขอนำคำตอบของ Gemini และ Copilot   มาลงไว้ดังต่อไปนี้ 

 

Gemini:

กราบสวัสดีครับท่านอาจารย์วิจารณ์

น่ายินดีอย่างยิ่งที่ท่านอาจารย์ได้ไปร่วมงาน Engagement Thailand ครั้งที่ ๑๐ และหยิบยกเอาเกณฑ์ Elective Classification for Community Engagement (ฉบับปี 2026) มาเป็นประเด็นพิจารณา ซึ่งเกณฑ์ของ Carnegie นี้ถือเป็น "มาตรฐานทองคำ" ของโลกในการวัดระดับความเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ "รับใช้สังคม"

หากจะนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้าง "อุดมศึกษาหุ้นส่วนสังคมคุณภาพสูง" ในบริบทไทย ผมขอเสนอการวิเคราะห์แบ่งเป็นส่วนที่ควร "คงไว้" และส่วนที่ควร "ปรับเปลี่ยน" ดังนี้ครับ

 

๑. ส่วนที่ควร "คงหลักการเดิม" (Core Principles)

หัวใจของ Carnegie Foundation มีความเข้มข้นในเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่อุดมศึกษาไทยควรยึดถือเพื่อไม่ให้การทำงานสังคมเป็นเพียงแค่ "กิจกรรม CSR"

  • Reciprocity (การต่างตอบแทน): การทำงานต้องไม่ใช่การที่มหาวิทยาลัย "เอาความรู้ไปให้" (Expert Model) แต่ต้องเป็นหุ้นส่วนที่เรียนรู้ร่วมกัน (Co-creation)    ได้ประโยชน์ทั้งคู่    ชุมชนได้แก้ปัญหา มหาวิทยาลัยได้องค์ความรู้และโจทย์วิจัยใหม่
  • Institutional Identity & Culture: การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมต้องถูกระบุไว้ใน พันธกิจ (Mission)และ ยุทธศาสตร์ (Strategy) ของสถาบันอย่างชัดเจน    ไม่ใช่เป็นเพียงภารกิจฝากของคณะใดคณะหนึ่ง
  • Integrated Engagement: การทำงานสังคมต้องเชื่อมโยงกับ "การเรียนการสอน" (Teaching) และ "การวิจัย" (Research) อย่างแยกไม่ได้ เช่น การทำ Service-Learning ที่มีคุณภาพสูง

 

๒. ส่วนที่ควร "ปรับให้เข้ากับบริบทไทย" (Contextual Adaptation)

เพื่อให้เกณฑ์นี้ "กินได้" และ "เข้าถึงใจ" คนทำงานในสังคมไทย ผมเสนอการปรับเปลี่ยนใน ๔ มิติสำคัญครับ:

ก) จาก "Institutionalized" สู่ "Heart-based & Relationship"

  • บริบทเดิม: เน้นโครงสร้างเชิงสถาบัน (Institutionalization)    ระบบฐานข้อมูล และเอกสาร
  • ปรับเปลี่ยน: สังคมไทยขับเคลื่อนด้วย "ความสัมพันธ์" (Trust-based)    เกณฑ์ไทยควรเพิ่มการวัดผลด้าน "ความไว้วางใจ" (Social Capital) ระหว่างสถาบันกับชุมชน    ซึ่งบางครั้งประเมินได้จากความต่อเนื่องและความผูกพันที่เป็นมากกว่าแค่สัญญาจ้างหรือโครงการ

ข) การปรับเปลี่ยนระบบ "ความก้าวหน้าทางวิชาการ" (Academic Reward System)

  • บริบทเดิม: มีการส่งเสริมอาจารย์ที่ทำงานชุมชน
  • ปรับเปลี่ยน: ในบริบทไทย เราต้องทำให้ "ประกาศ ก.พ.อ. ว่าด้วยผลงานวิชาการรับใช้สังคม" ใช้งานได้จริงและได้รับความยำเกรงเท่ากับงานวิจัยพื้นฐาน    เกณฑ์ Engagement ไทยต้องเน้นการวัดว่าสถาบันมีระบบ "Support" และ "Protect" อาจารย์ที่ทำงานพื้นที่อย่างไร (เช่น การนับภาระงาน, การสนับสนุนงบประมาณเบื้องต้น)

ค) การรับมือกับ "ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง" (Structural Inequality)

  • บริบทเดิม: เน้นการมีส่วนร่วมในสังคมประชาธิปไตยที่มีฐานรากแข็งแรงพอสมควร
  • ปรับเปลี่ยน: มหาวิทยาลัยไทยต้องสวมบทบาท "ผู้แก้ปมความเหลื่อมล้ำ" (Inequality Buster) มากขึ้น    เกณฑ์ควรเน้นไปที่การลดช่องว่างทางโอกาส การเข้าถึงทรัพยากร และการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืนที่แท้จริง

ง) อัตลักษณ์เชิงพื้นที่ (Place-based Identity)

  • ปรับเปลี่ยน: เกณฑ์ไทยควรส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยดึง "ทุนวัฒนธรรม" และ "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" มาบูรณาการกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ (เช่น AI หรือนวัตกรรม) แทนที่จะเดินตามโมเดลตะวันตกเพียงอย่างเดียว

 

๓. ภาพลักษณ์ "อุดมศึกษาหุ้นส่วนสังคมคุณภาพสูง" (High-Impact Partnership)

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ผมขอสรุปองค์ประกอบของมหาวิทยาลัยหุ้นส่วนสังคมในเวอร์ชันที่ปรับปรุงเพื่อคนไทยครับ:

๔. ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับ Engagement Thailand

เพื่อให้เกิดการยกระดับตามเกณฑ์ Guidebook 2026 อย่างเป็นรูปธรรม    ท่านอาจารย์อาจส่งเสริมให้เกิดสิ่งเหล่านี้ครับ:

  1. Community of Practice (CoP): สร้างเครือข่ายอาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อแลกเปลี่ยน "เครื่องมือ" การประเมินผลลัพธ์ (Impact Assessment) ที่วัดได้ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณค่า
  2. Engagement Portfolio: สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยทำ "สมุดปกขาว" หรือ Portfolio แสดงผลกระทบต่อสังคม (Social Impact) ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม (Accountability)
  3. Cross-sector Collaboration: ดึงภาคเอกชนและท้องถิ่น (อปท.) เข้ามาร่วมในเกณฑ์การประเมินด้วย    เพื่อให้เป็น "หุ้นส่วน" ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยทำฝ่ายเดียว

บทสรุป:

การใช้เกณฑ์ Carnegie Guidebook 2026 ในไทย ไม่ใช่การ "เลียนแบบ" แต่คือการ "ยกระดับคุณภาพ (Standardization)" โดยยังคง "จิตวิญญาณแห่งความเป็นไทย (Localization)" ไว้ครับ

ท่านอาจารย์เห็นว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ปี ๒๕๖๙ นี้ เราควรมี "รางวัล" หรือ "แรงจูงใจ" รูปแบบใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยขนาดเล็กในต่างจังหวัดกล้าลุกขึ้นมาทำตามเกณฑ์นี้มากขึ้นไหมครับ?

 

Copilot:

คำตอบสั้น: หลักการสำคัญของ Elective Classification for Community Engagement (2026) เช่น ความร่วมมือแบบมีส่วนร่วม (reciprocal partnership), การลงทุนเชิงระบบ, และการบูรณาการพันธกิจสัมพันธ์กับชุมชน ควรคงไว้    แต่ในบริบทไทยจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับโครงสร้างอุดมศึกษา วัฒนธรรมท้องถิ่น และความท้าทายด้านความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นการสร้าง “หุ้นส่วนสังคมคุณภาพสูง” ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับชุมชนอย่างแท้จริง

 

 หลักการที่ควรคงไว้

  • การยืนยันพันธกิจสัมพันธ์กับชุมชนเป็นแกนกลางของสถาบัน: ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย
  • การลงทุนเชิงระบบและโครงสร้าง: ต้องมีหลักฐานชัดว่ามหาวิทยาลัยจัดสรรทรัพยากร บุคลากร และนโยบายเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน
  • หุ้นส่วนแบบแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน (reciprocal partnership): ความสัมพันธ์ต้องไม่ใช่การ “บริการชุมชน” แบบฝ่ายเดียว แต่เป็นการเรียนรู้ร่วมและสร้างคุณค่าร่วม
  • การบูรณาการกับการเรียนการสอนและการวิจัย: Community engagement ต้องฝังอยู่ในหลักสูตรและโครงการวิจัย ไม่ใช่แยกออกมา

 

 ส่วนที่ควรปรับให้เข้ากับบริบทไทย

  • โครงสร้างอุดมศึกษาไทย:
    • ปรับเกณฑ์ให้เหมาะกับมหาวิทยาลัยที่มีความหลากหลาย เช่น มหาวิทยาลัยภูมิภาค, มหาวิทยาลัยราชภัฏ, และมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง
    • เน้นการสร้างเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยกับองค์กรท้องถิ่นและภาคประชาสังคม
  • วัฒนธรรมและชุมชนท้องถิ่น:
    • เพิ่มเกณฑ์ที่สะท้อนการเคารพภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมไทย
    • ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในฐานะ “ผู้ร่วมออกแบบ” ไม่ใช่เพียง “ผู้รับบริการ”
  • ความเหลื่อมล้ำและการเข้าถึง:
    • ปรับเกณฑ์ให้เน้นการลดช่องว่างระหว่างเมือง–ชนบท และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา
    • สร้างตัวชี้วัดด้าน equity และ inclusion ที่เหมาะกับสังคมไทย
  • การประเมินผลกระทบต่อสังคมไทย:
    • เพิ่มตัวชี้วัดที่สะท้อนผลกระทบต่อคุณธรรม ความโปร่งใส และการสร้างสังคมสีขาว
    • เน้นการพัฒนาพลเมืองที่มีคุณภาพสูง ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์เชิงวิชาการ

 

 ตารางเปรียบเทียบ

หลักการสากล (ACE–Carnegie) การปรับในบริบทไทย
พันธกิจสัมพันธ์เป็นแกนกลาง เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติและการพัฒนาท้องถิ่น
การลงทุนเชิงระบบ ปรับให้เหมาะกับมหาวิทยาลัยภูมิภาคและราชภัฏ
หุ้นส่วนแบบ  reciprocal เคารพภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมไทย
บูรณาการกับการเรียนการสอนและวิจัย เน้น equity, inclusion และการลดเหลื่อมล้ำ
การประเมินผลกระทบ เพิ่มตัวชี้วัดด้านคุณธรรมและสังคมสีขาว

 

 ข้อควรระวัง

  • ไม่ให้การจัดประเภทกลายเป็นภาระเอกสาร: ต้องออกแบบระบบที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณหลักฐาน
  • ไม่ให้ engagement เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์: ต้องมีผลกระทบจริงต่อชุมชนและนักศึกษา
  • ระวังการตีความแบบบนลงล่าง (top-down): ต้องเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีเสียงและอำนาจร่วม

 

สรุป: อุดมศึกษาหุ้นส่วนสังคมคุณภาพสูงในไทยควรคงหลักการสากลของ ACE–Carnegie เช่น reciprocal partnership และการลงทุนเชิงระบบ    แต่ต้องปรับให้เข้ากับโครงสร้างมหาวิทยาลัยไทย วัฒนธรรมท้องถิ่น และความท้าทายด้านความเหลื่อมล้ำ เพื่อสร้างพลเมืองคุณภาพสูงและสังคมที่โปร่งใส ยั่งยืน

 

มหาวิทยาลัยไทยเข้าร่วม Carnegie Classification of Community Engagement เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาเป็นเป้าหมายหลัก   ไม่ใช่เพื่อได้รับการรับรองเป็นเป้าหมายหลัก    และต้องไม่เน้นเข้าไปช่วยเหลือ   แต่เน้นที่การเป็นภาคีหรือหุ้นส่วนเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาของทุกฝ่าย  

วิจารณ์ พานิช

๑๔ ม.ค. ๖๙