หนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา ตอนที่ ๒๖  ตีความจากหนังสือ Transformative Student Voice : A Guide to Classroom Action (2025) เขียนโดย Dane Stickney, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado  บทที่ 17  From Empowerment to Power : Transformative Student Voice  (ซึ่งเป็นบทสุดท้าย)     รวมทั้งผมเพิ่มเติมแนวคิดของผมเองเข้าไปด้วย 

หนังสือเล่มนี้มีเป้าหมายสำหรับให้ครูและผู้ใหญ่ใช้เป็นคู่มือ ในการทำหน้าที่ “คุณอำนวย” (facilitator)  หรือเป็นโค้ช หรือพี่เลี้ยง  แก่นักเรียนหรือเยาวชน  ในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจรณะทักษะ (soft skills) เพื่อปูพื้นฐานการเป็นพลเมืองผู้ริเริ่ม (agentic citizen) หรือพลเมืองผู้ก่อการ ในอนาคต   ผ่านกิจกรรมที่เรียกว่า TSV (Transformative Student Voice)   ที่ใช้เครื่องมือ CCI (Critical Civic Inquiry)  ตั้งคำถามต่อกิจกรรมสาธารณะ หรือกติกาสังคม รอบตัวนักเรียนหรือเยาวชน ทั้งในโรงเรียน และนอกโรงเรียน   นำมาเป็นประเด็นดำเนินการค้นคว้าหรือวิจัยที่เรียกว่า YPAR (Youth Participatory Action Research)    สู่การนำเสนอต่อผู้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงเรื่องนั้นๆ   โดยมี้เป้าหมายพลิกโฉม (transform) สังคมใน เรื่องนั้นๆ   เป็นที่มาของคำว่า Transformative Student Voice    ซึ่งกว่าจะมีการนำเสนอการพลิกโฉมนโยบายในเรื่องนั้นๆ ได้ ก็ต้องมีการค้นคว้าหาข้อมูลหลักฐานอย่างรอบด้าน    การ “ส่งเสียง” ในที่นี้จึงไม่ใช่ส่งเสียงตามอารมณ์หรือความเชื่อ    แต่เป็นการส่งเสียงอย่างมีข้อมูลหลักฐาน    และมีวิธี “ส่งเสียง” ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี  ตามที่เสนอไว้โดยพิสดารในหนังสือเล่มนี้ 

 

ได้รับการเอื้ออำนาจมีลักษณะอย่างไร

มองมุมหนึ่ง การได้รับการเอื้ออำนาจ (being empowered) หมายถึงได้รับการยอมรับ เช่นรับฟัง ทำให้ผู้ได้รับการเอื้ออำนาจรู้สึกมั่นใจในตนเอง  มั่นใจในการกระทำของตน    การเอื้ออำนาจ (empowerment) จึงมีผลต่อสภาพจิตใจภายในของผู้ได้รับการเอื้ออำนาจ   

การที่เยาวชนได้รับการเอื้ออำนาจ  ส่งผลให้เกิดความมั่นใจในตนเอง เป็นสิ่งดี แต่ไม่พอ   เราต้องการให้เยาวชนพัฒนาขึ้นเป็นผู้กล้าริเริ่มกระทำการ (agency)    คือกล้าแสดงพฤติกรรมบางอย่างที่เหมาะสม มีคุณค่า  มีประโยชน์ต่อสังคม    จึงต้องส่งเสริมเกื้อหนุนให้เยาวชนมี “พลังอำนาจ” (power)    

 

ความหมายของ “พลังอำนาจ” 

ในที่นี้ พลังอำนาจ (power) หมายถึง ความสามารถบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ (purpose)   เป็นศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงตนเอง และโลกโดยรอบตัว    ซึ่งในหลายกรณีต้องทำผ่านผู้อื่น หรือร่วมกับผู้อื่น    โดยต้องทำให้ผู้อื่นนั้นเปลี่ยนใจ  หรือเปลี่ยนการตัดสินใจในบางเรื่อง       

 

สามโฉมหน้าของพลังอำนาจ

เป็นโฉมหน้าที่แตกต่างกันในระดับความลึก หรือความซ่อนเร้น    โฉมหน้าแรก ผมมองว่า คล้ายโฉมหน้าที่เราสวมหน้ากากเข้าหากัน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ  โดยกฎระเบียบที่มีการกำหนดขึ้น    โฉมหน้าที่สอง เป็นการรวมพลังกับแนวร่วม หรือพลังอำนาจรวมหมู่    และโฉมหน้าที่สาม ซ่อนอยู่ในวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ ค่านิยม ในสังคม    ชัดเจนว่า โฉมหน้าที่สาม และที่สอง ของพลังอำนาจ ซ่อนอยู่โดยเราไม่รู้ตัว    และมีอำนาจอยู่เบื้องหลัง   ที่หากไม่รู้จัก ไม่รู้จักใช้   ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงสังคม เพื่อระบบที่ดีกว่า ของโครงการ TSV ย่อมประสบอุปสรรคขัดขวาง     

ตารางแสดงสามโฉมหน้าของพลังอำนาจ

นิยาม ตัวอย่าง
โฉมหน้าแรก    พลังอำนาจของ TSV ในการโน้มน้าว กลไกตัดสินใจอย่างเป็นทางการ  เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียน  คณะกรรมการโรงเรียน   คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา  ในสหรัฐอเมริกา   TSV เรียกร้องให้คณะกรรมการเขตพื้นที่ มีมติห้ามการสวมกุญแจมือนักเรียนอายุต่ำกว่า ๑๐ ขวบ   ที่ตำรวจออกกฎหมายให้ทำได้   
โฉมหน้าที่สอง    พลังอำนาจที่เกิดจากการรวมพลังของ TSV เข้ากับกลไกขับเคลื่อนสังคมที่มีอยู่แล้ว  เช่น ชมรมผู้ปกครองนักเรียน  ชมรมนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม  เป็นต้น  นักเรียนได้รับความร่วมมือจากพ่อแม่ นักกฎหมาย สหภาพครู   ที่ร่วมกันไปเสนอต่อพื้นที่การศึกษา ว่าสนับสนุนข้อเสนอของนักเรียน   
โฉมหน้าที่สาม    พลังอำนาจที่เกิดจากการเข้าใจความเชื่อ   ค่านิยม  วัฒนธรรม  ประเพณี   โลกทัศน์  ที่ครอบงำสังคมอยู่    และเสนอทางออกสู่มิติใหม่ของความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณี  หรือโลกทัศน์    นักเรียนใช้กิจกรรมทางศิลปะ (เรื่องเล่า   บทกวี  โปสเตอร์  ภาพวาด   ละคร)   เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใหญ่สะท้อนคิด ว่าเป็นเรื่องประหลาดเพียงไร ที่เขตพื้นที่ยอมให้ตำรวจใส่กุญแจมือเด็กอายุต่ำกว่า ๑๐ ขวบ    นักเรียนจัดทำวิดีทัศน์ความยาว ๑ นาที   เสนอให้ผู้ใหญ่รำลึกถึงสมัยตนเป็นเด็ก ว่าได้ทำผิดกฎของโรงเรียนอย่างไรบ้าง 

 

โลกทัศน์ที่ต้องเอาชนะคือ มุมมองของคนในวงการศึกษา (และคนทั่วไป) ว่า นักเรียนเป็นผู้รับบริการ  เป็นผู้เรียนรู้จากการรับการสั่งสอน   เป็นเด็กที่ไร้เดียงสา    ยังอยู่ในวัยที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้   ยังไม่สามารถใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ    เพราะสมองส่วนหน้า (prefrontal lobe) ยังเจริญไม่เต็มที่    มุมมองเหล่านี้ฝังลึกอยู่ในใจคน   ยากที่จะเปลี่ยน    ต่องใช้พลังของกิจกรรมทางศิลปะ   สร้างแรงกระแทกใจ ให้ผู้รับนำไปสะท้อนคิดต่อ สู่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของตนเอง   

 

อย่าให้ความสมบูรณ์แบบปิดกั้นสิ่งดี

คำแนะนำสำหรับครู ผู้ทำหน้าที่โค้ช หรือพี่เลี้ยงนักเรียนในกระบวนการ TSV   คือต้องไม่ใจร้อน  ต้องมองกระบวนการนี้ว่าเป็นการเดินทางไกล หรือที่ในหนังสือ Transformative Student Voice เรียกว่า “งานช้า” (slow work)    ที่การเรียนรู้ระหว่างทาง สำคัญพอๆ กัน หรือมากกว่าการบรรลุเป้าหมาย   เมื่อได้รับการปฏิเสธจากผู้มีอำนาจ อย่าท้อใจ   เพราะในกระบวนการดังกล่าวตนได้ฝึกแบ่งปันอำนาจกับนักเรียน   และนักเรียนได้ฝึกอภิปรายแลกเปลี่ยนประเด็นต่างๆ ในชีวิตของตนเอง    แม้ว่าในโอกาสต่อไป ผู้อำนวยการโรงเรียนปฏิเสธที่จะทำตามข้อเสนอ   นักเรียนก็ได้ฝึกการแสดงออก ฝึกขับเคลื่อนสังคม และเกิดทักษะในการดำเนินการและเรียนรู้ต่อเนื่อง  เรียนรู้จากความผิดพลาดหรือความไม่สมบูรณ์แบบ ทำให้ยังไม่ประสบความสำเร็จในการเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย    แต่ก็จะเกิดการเรียนรู้ และมองเห็นลู่ทางที่จะดำเนินการต่อ   

หัวใจสำคัญคือ ในการดำเนินการต่อ ครูต้องตั้งเป้ายกระดับการดำเนินการ TSV ให้เกิดผลสูงขึ้น    และหยุดกิจกรรมชั่วคราว เพื่อสะท้อนคิดร่วมกัน เป็นระยะๆ   ร่วมกันหาความสำเร็จเล็กๆ เพื่อเฉลิมฉลอง   และร่วมกันหาลู่ทางพัฒนาในโอกาสต่อไป    

 

เครื่องมือสำหรับสะท้อนคิด

สำหรับครู ในฐานะผู้อำนวยความสะดวก

  • จุดแข็งของตัวครูในฐานะ TSV facilitator คืออะไร   มีลู่ทางพัฒนาขึ้นอีกได้อย่างไร
    • ในวงจร TSV วงจรหน้า   ซึ่งอาจใช้เวลา ๑ ภาคการศึกษา  หรือ ๑ ปีการศึกษา    ๓ ทักษะที่ครูต้องการพัฒนาคืออะไรบ้าง   ตัวอย่างเช่น  ก) การอำนวยความสะดวกต่อการตัดสินใจกลุ่ม  ข) ฝึกนักเรียนด้านการวิเคราะห์ข้อมูล  ค) ช่วยนักเรียนหาแนวร่วม  ง) แบ่งปันพลังอำนาจกับนักเรียน  จ) ฯลฯ   
    • มองไปในอนาคต ๓ ปีข้างหน้า   ครูคิดว่าตนจะอยู่ตรงไหนในขบวนการ TSV   ตนจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายใด   จะมีวิธีชวนเพื่อนครูเข้าร่วมขบวนการอย่างไร   
    • เป็นต้น     

สำหรับนักเรียน

  • มีเรื่องอะไรที่เราทำได้ดีในปีนี้    เรื่องใดที่ทีมนักเรียนภูมิใจ   
    • ตัวนักเรียนทำอะไรได้ดีในปีนี้   หนึ่งสิ่งที่ตัวนักเรียนได้เรียนรู้ หรือได้ประสบความสำเร็จ คืออะไร   
    • คุณต้องการแสดงความขอบคุณทีมงานในผลงานใดในปีนี้   
    • ความท้าทายใหญ่ที่สุดที่ได้เผชิญคืออะไร   ได้จัดการอย่างไร    หากต้องเผชิญซ้ำอีก จะจัดการต่างจากเดิมอย่างไร
    • มีคำแนะนำต่อครู ในการทำหน้าที่อำนวยความสะดวกต่อนักเรียนในปีการศึกษาหน้าอย่างไรบ้าง
    • มีคำแนะนำต่อนักเรียนในปีการศึกษาหน้าอย่างไรบ้าง
    • เป็นต้น   

 

สรุป

คำแนะนำสำคัญที่สุดแก่ครู    คือเรื่องนี้ทั้งสำคัญและยาก    อย่าทำคนเดียว ให้หาพันธมิตร   และเข้าร่วมเครือข่าย   

อย่าทำตัวเป็นศิลปินเดี่ยว

Dane Stickney หนึ่งในคณะผู้เขียนหนังสือ Transformative Student Voice เล่าประสบการณ์ของตนเองสมัยเป็นครู สอนวิชา writing นักเรียนชั้น ป. ๖  และนำเอาแนวทาง CCI (Critical Civic Inquiry) และ TSV มาประยุกต์ใช้   พบว่านักเรียนชอบมาก   มีการล้อมวงกันอภิปราย และหาข้อมูลมาเรียนรู้ร่วมกันอย่างสนุกสนาน    แต่ครูใหญ่ไม่ชอบใจ  รู้สึกว่าเป็นความเสี่ยง และท้าทายต่อตนเอง    ถึงขนาดเรียกครูเดนไปเตือน และให้เข้าโครงการพัฒนาตนเอง ให้ทำงานตามแบบแผนของโรงเรียน   

ครูเดนกับนักเรียนต้องใช้วิธีแอบทำกิจกรรม   และมีแผนสองที่จะปรับมาดำเนินการทันทีหากครูใหญ่มาสังเหตห้องเรียน    แต่การแอบทำนี้ก็มีความจำเป็นอยู่ไม่นาน   เพราะในเทอม ๒ ผลของการประเมินชั้นเรียนที่ดำเนินการโดยเขตพื้นที่ออกมา    ครูเดนสอนวิชานี้ ๔ ห้องเรียน    และใช้ CCI + TSV สองห้อง   ไม่ใช้สองห้อง   ห้องที่ไม่ใช้ผลออกมาว่านักเรียนมีพัฒนาการของการเรียนใน ๖ เดือน เท่ากับการเรียน ๑๒ เดือน    ส่วนในห้องที่ใช้  CCI + TSV ผลออกมาว่าห้องหนึ่ง มีพัฒนาการเท่ากับการเรียน ๒.๔ ปี  อีกห้องหนึ่ง ๒.๘ ปี    ครูใหญ่เลิกโครงการพัฒนาตนเอง  และบอกครูเดนให้เดินหน้า กิจกรรม CCI + TSV ต่อไป   และแทบไม่มาตรวจห้องเรียนที่ครูเดนสอนอีกเลย  แทนที่ด้วยนักวิจัยและนักวิชาการที่มาให้การสนับสนุน และให้คำแนะนำป้อนกลับ ตามที่ครูเดนเคยกระหายอยากได้   

สำหรับครูที่ต้องการชุมชนเรียนรู้ของครูที่ประยุกต์ใช้ CCI + YPAR + TSV   เขาแนะนำ หลักสูตรปริญญาโทด้านหลักสูตรและการสอนของมหาวิทยาลัยโคโลราโด เดนเวอร์    Action Research Network of the Americas    รวมทั้งติดต่อคณะผู้เขียนหนังสือ Transformative Student Voice ได้ที่ https://www.transformativestudentvoice.net/           

ข้อเรียนรู้ 

  • TSV ทำให้นักเรียนรู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับ (empowered)   แต่จงอย่าหยุดอยู่แค่นั้น
    • ในการเปลี่ยนแปลงสถาบันและระบบ  นักเรียนต้องเรียกร้องพลังอำนาจ (power) ของตน   
    • นักเรียนแสดงพลังอำนาจ ไม่เพียงเฉพาะในเวทีตัดสินใจเชิงนโยบาย  แต่ต้องรวมทั้งการสร้างแนวร่วม  และการเปลี่ยนใจคนจำนวนมาก ว่าสิ่งใดที่เป็นไปได้ (เปลี่ยนวัฒนธรรม)   

 

ผมขอเพิ่มเติมว่า หนังสือเล่มนี้ ว่าด้วยการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ต่อนักเรียน และเยาวชน    จากผู้ไร้เดียงสา  เป็นผู้มีศักยภาพต่อการเรียนรู้ผ่านการเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ  ระบบการศึกษาไทยต้องให้โอกาสนี้แก่นักเรียนไทยทุกคน   

วิจารณ์ พานิช

๒๗ ก.ค. ๖๘