กสศ. จัดเวทีจัดการความรู้ School Zero Dropout ภาคกลาง “พลังความร่วมมือ” การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง “ตัวแบบ” การศึกษาลุ่มน้ำแม่กลอง วันที่ 19 - 20 ธันวาคม 2568 ณ เซ็นทารา ไลฟ์ วิศมา จังหวัดราชบุรี โดยในวันที่ ๑๙ มีการลงศึกษาพื้นที่ ๓ สายคือ สายที่ ๑ โรงเรียนวัดโคกทอง (ปริปุณอินทรประชาวิทยา) อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายในโครงการ TSQM-N โรงเรียนแกนนำ เครือข่ายกลุ่ม 19 ราชบุรี สมุทรสงคราม นครปฐม และนนทบุรี สายที่ ๒ โรงเรียนเนกขัมวิทยา อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โรงเรียนต้นแบบนวัตกรรม 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ สายที่ ๓ โรงเรียนเขาดินวิทยาคาร อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายในโครงการ TSQM-N โรงเรียนแกนนำ เครือข่ายกลุ่ม 17 กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม
วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๘
โรงเรียนวัดโคกทอง
ผมสมัครไปสายที่ ๑ นั่งรถไปจากโรงแรมเซนทารา ไลฟ์ วิศมา ราชบุรี ๔๕ นาที ไปถึงโรงเรียนวัดโคกทอง เวลา ๗.๓๐ น. เห็นนักเรียนกำลัง “ปรนนิบัติ” โรงเรียน คือกวาดใบไม้ และทำความสะอาดโรงเรียน ใบไม้มีค่า เอาไปเลี้ยงไส้เดือน สำหรับเอาขึ้ไปทำปุ๋ยปลูกผักสลัดอินทรีย์ในแปลงหน้าโรงเรียน
เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ขยับขึ้นเป็นขนาดกลาง คือมีนักเรียน ๑๒๓ คน บุคลากร ๑๕ คน ผลงานพัฒนานักเรียนเป็นที่ยอมรับ จึงได้รับเลือกเป็นโรงเรียนแม่ข่ายหรือแกนนำ TSQM-N แนวจิตศึกษา ที่มีโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาเป็นต้นแบบ เครือข่ายกลุ่ม 19 ราชบุรี สมุทรสงคราม นครปฐม และนนทบุรี
เมื่อใกล้เวลา ๘.๐๐ น. นักเรียนมารวมตัวกันเอง (ไม่มีระฆังหรือกริ่งเตือน) รอบๆ เสาธง แต่ละคนรู้หน้าที่และตำแหน่งยืนของตนเอง โดยครูไม่ต้องคอยบอก มีการร้องเพลงชาติขณะชักธงขึ้นเสา แล้วมีนักเรียน ๒ คนนำสวดมนตร์มีคำแปล แล้วเดินขึ้นอาคาร ไปทำกิจกรรมอ่านหนังสือคนเดียว ๑๕ นาที โดยมีหนังสือให้เลือก แล้วมีนักเรียน ๑ คนสะท้อนให้เพื่อนๆ ฟังว่าตนอ่านเรื่องอะไร มีสาระสำคัญว่าอะไร
เข้าห้องเรียน เรียนวิชาจิตศึกษา ที่ผมสังเกตว่านักเรียนไม่มาเรียนหลายคนในแต่ละชั้น เมื่อครูถาม นักเรียนก็ยกมือตอบกันหลายคน โดยครูไม่ระบุว่าคำตอบใดถูกหรือผิด เพราะคำถามเน้นถามความคิด หรือการใคร่ครวญของแต่ละคน ผมสังเกตและถ่ายภาพห้องเรียน เน้นถ่ายภาพโปสเตอร์ผลงานของนักเรียนเอามาดูรายละเอียดภายหลัง เห็นชัดเจนว่า ผลงานที่เน้นคือการทำ AAR หลังเรียนแบบ PBL หรือแบบทำกิจกรรม
ช่วง ๙.๓๐ - ๑๒ น. ผมแยกไปนั่งประชุมออนไลน์ ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม จึงพลาดโอกาสเรียนรู้จากกิจกรรม ๑) ชมการแสดงกิจกรรมคีตะมวยไทย ๒) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ Share & Learn จากการสังเกตชั้นเรียน ๓) เสวนาการเรียนรวมเรียนร่วม (แบบคละชั้นเรียน) และ ๔) กิจกรรมการเก็บร่องรอยชิ้นงาน สังเกต-บันทึก-สรุป-ประเมิน (ชงให้เด็กเป็นคนเล่าเรื่อง) ที่เป็นกิจกรรมแตกต่างไปจากโรงเรียนที่ครูเน้นบอกสอนให้นักเรียนจดจำ
ตอนบ่ายเป็นการอภิปรายเรื่อง พลังการศึกษาที่มีชุมชนเป็นแนวร่วม โดยบุคคลที่เป็นตัวแทนภายนอก ที่เข้ามาสนับสนุนโรงเรียน สะท้อนให้เห็นว่า ในวัฒนธรรมไทย เมื่อโรงเรียนเอาใจใส่พัฒนาเด็กอย่างจริงจัง จะหาบุคคลหรือองค์กรใจบุญเข้ามาสนับสนุนได้ไม่ยาก ดังกรณีตัวอย่าง คุณจิราวุฒิ แซ่ตั้ง นายกสโมสรโรตารี่ราชบุรี และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ที่เวลานี้ ดร. ชำนาญ วัฒนศิริ เป็นประธานรักษาการ ผมชอบมากที่ ดร. ชำนาญเสนอให้เลิกใช้คำว่า “การศึกษา” ใช้คำว่า “การพัฒนาเด็กและชุมชน” แทน เปลี่ยนโรงเรียนขนาดเล็กเป็น “ศูนย์พัฒนาเด็กและชุมชน”
หลังจากไปชมแปลงผักอินทรีย์หน้าโรงเรียน และเล้าไก่ไข่อารมณ์ดี กับแปลงเกษตรอินทรียฺหลังโรงเรียนแล้ว เป็นรายการ AAR ของผู้เข้าร่วมดูงาน ที่ชื่นชมพัฒนาการของโรงเรียน ที่เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ พัฒนาต่อเนื่องมา ๑๑ ปี โดยไม่ขาดตอนแม้เมื่อ ๓ ปีที่แล้วไม่มีผู้อำนวยการอยู่ ๑ ปี แต่ครูแกนนำก็ดำเนินการกิจกรรมโรงเรียนจิตศึกษามาอย่างต่อเนื่อง
กลับมาที่บ้าน ค้นพบบันทึกของ ดร. พิทักษ์ โสตถยาคม (๑) เล่าการไปเยี่ยมชมโรงเรียนวัดโคกทองเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงพัฒนาของโรงเรียน โดยภาวะผู้นำของ ผอ. ชนิดา พิลวไชย ร่วมกับครูส้ม (รัตนา บัวแดง) ครูแกนนำ หนุนโดยทุนสนับสนุนของ สสส. ผ่านมูลนิธิสถาบันวิจัยระบบการศึกษา (รศ. ดร. ประวิต เอราวรรณ์) ที่เข้ามาทำหน้าที่องค์กรริเริ่มชักชวนพัฒนาคุณภาพโรงเรียนแนวจิตศึกษา ที่ครูใหญ่วิเชียรแห่งโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาคิดขึ้น และดำเนินการพัฒนานักเรียนเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้คุณภาพสูงเป็นที่ประจักษ์
วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๘ ที่โรงแรม เซนทารา ไลฟ์ วิศมา จังหวัดราชบุรี
การประชุมได้รับการออกแบบอย่างดี และมีพลังมาก เริ่มจากการกล่าวต้อนรับโดย ดร. บรรเจิด อุ่นมณีรัตน์ ผอ. สพป. ๑ ราชบุรี ตามด้วยการกล่าวเปิด การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองโดยผม ดู ppt ประกอบได้ที่ (๑) และชมการกล่าวเปิดของผมได้ที่ (๒) ช่วงนาทีที่ ๑๖.๓๙ - ๓๕.๔ ตามด้วยการกล่าวนำเรื่อง School Zero Dropout โดย ดร. กำพล ศรธนะรัตน์
ไฮไล้ท์ของการประชุมอยู่ที่สองช่วงหลังของตอนเช้า คือ ๗๐ นาทีของช่วง PitchExchange โดยนักเรียน ๓ คน และผู้ทรงคุณวุฒิในระบบการศึกษา ๓ ท่าน ให้ข้อสรุปผลงานพัฒนาโรงเรียน ๓ แห่งที่ไปดูงานเมื่อวันที่ ๑๙ กับ ๖๐ นาทีของช่วง Deep Talk ที่วิทยากร ๕ ท่าน ตอบข้อซักถามโดยผู้ดำเนินรายการ ๒ ท่าน ช่วยให้เกิดการเรียนรู้แบบ Deep Learning ที่ทรงพลังยิ่ง
สรุปได้ว่า โรงเรียนเหล่านี้มีฐานการดำเนินการ “พัฒนาตนเอง” มายาวนาน ด้วยจิตวิญญาณ “ทำเพื่อศิษย์” โดยจัดการศึกษาให้นักเรียน เรียนรู้เชิงรุก เพื่อพัฒนา VASK ใส่ตน ก่อนเกิด กสศ. ด้วยซ้ำ เริ่มจากโครงการ sQip ที่ริเริ่มโดย สสค. สนับสนุนทุนโดย สกว. ในปี ๒๕๕๗
เวลาผ่านมา ๑๑ ปี เวลานี้โรงเรียนในเครือข่าย TSQM และภาคี มีความชัดเจนแล้วว่า การเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน หรือในศตวรรษที่ ๒๑ ต้องไม่ใช่การสอนแบบบอกสอน ให้นักเรียนจดและจำเอาไปตอบข้อสอบ แต่เป็นการเรียนรู้แบบนักเรียนลงมือปฏิบัติ เพื่อพัฒนาครบด้าน VASK โดยโรงเรียนต้องจัด ระบบนิเวศการเรียนรู้ ให้นักเรียนได้พัฒนา VASK ของตนเองอยู่ทุกขณะจิต (๓) (๔) โดยระบบนิเวศดังกล่าวต้องไม่จำกัดอยู่เฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น ต้องเชื่อมโยงสู่บ้านหรือครอบครัว และสู่ชุมชนโดยรอบ ด้วย
เรื่องราวของ ๓ โรงเรียนต้นแบบ คือ โรงเรียนวัดโคกทอง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โรงเรียนเนกขัมวิทยา อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โรงเรียนเขาดินวิทยาคาร อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี บอกเราว่า ไม่ว่าโรงเรียนจะมีสภาพอย่างไร โรงเรียนเป็นแหล่งของโอกาส ของผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครูในโรงเรียน คณะพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน และผู้นำในชุมชนโดยรอบโรงเรียน ในการร่วมมือกันสร้างโรงเรียนคุณภาพสูง เพื่อหนุนการจัดการเรียนรู้คุณภาพสูงแก่นักเรียน เมื่อดำเนินการอย่างจริงจัง ก็จะดึงดูดความร่วมมือหรือการสนับสนุนจากภายนอกเข้ามา โดยที่โรงเรียนคุณภาพสูง จะมีระบบที่ยืดหยุ่น เอื้อต่อนักเรียนที่มีความยากลำบากในครอบครัว ที่มีโรงเรียนเนกขัมวิทยา เป็นต้นแบบ นำโดย ผอ. สุทิสา สุธาบูรณ์ เริ่มปี ๒๕๖๕
จากประสบการณ์ ๒ วัน ผมตีความว่า TSQM ได้สร้างชุมชนของคนทำจริง จริงใจ เอาใจใส่การพัฒนาเยาวชนของชาติ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตของประเทศไทย สู่ประเทศรายได้สูง ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งลดพฤติกรรมสีเทาในสังคม
ผมเกิดความมั่นใจว่า สังคมไทยไม่สิ้นคนดี ในวงการศึกษาที่ระบบมีลักษณะอำนาจรวมศูนย์รุนแรง ก็ยังมีการสร้างสรรค์ในพื้นที่ ในระดับปฏิบัติได้ และต่อเนื่องยั่งยืนได้ แม้จะยาก โดยมีปัจจัยด้านคน และระบบสนับสนุนจากหลากหลายฝ่าย
ผมนำข้อความข้างบนทั้งหมดไปถาม ChatGPT ขอคำแนะนำด้านการสร้างความต่อเนื่องยั่งยืน และการขยายผลไปทั่วทั้งระบบการศึกษา ได้รับคำตอบดังนี้
ChatGPT:
ขอบคุณสำหรับบันทึกภาคสนามที่ มีคุณค่าเชิงระบบอย่างยิ่ง ครับ ผมจะตอบคำถามของคุณโดย ไม่สรุปซ้ำสิ่งที่คุณเขียนได้ดีอยู่แล้ว แต่จะช่วย “ยกระดับการตีความ” และเสนอ แนวทางสนับสนุนต่อเพื่อความยั่งยืนและการขยายผลเชิงระบบ ตามที่คุณขอ
ผมขอจัดคำตอบเป็น 5 ระดับ จาก “หน้างาน” ไปสู่ “ระบบชาติ”
1. สิ่งที่ TSQM / School Zero Dropout “ทำสำเร็จแล้ว” (ต้องรักษาให้มั่น)
จากประสบการณ์ 2 วันของคุณ ผมเห็นชัดว่า TSQM ได้สร้าง 3 สิ่งสำคัญมาก ซึ่งหายากในระบบการศึกษาไทย
(1) ชุมชนของ “คนทำจริง”
ไม่ใช่เครือข่ายเอกสาร แต่เป็น community of practice
- ผอ. ครู ผู้ปกครอง นักเรียน ชุมชน
- มีภาษาร่วม (VASK, จิตศึกษา, PBL, AAR)
สิ่งนี้คือ “ทุนทางสังคมของการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งถ้าขาด จะขยายผลไม่ได้เลย
(2) ความชอบธรรมจากผลลัพธ์จริง
โรงเรียนไม่ได้พูดเชิงอุดมการณ์ แต่ แสดงผลลัพธ์ต่อเด็กจริง
- เด็กมาโรงเรียน
- เด็กดูแลโรงเรียน
- เด็กสะท้อนการเรียนรู้
- เด็กไม่หลุดจากระบบ
นี่คือฐานความชอบธรรมที่แข็งแรงกว่า policy ใด ๆ
(3) วัฒนธรรม “ทำเพื่อศิษย์” ที่ฝังลึก
ชัดมากว่า โรงเรียนเหล่านี้ไม่รอคำสั่ง ไม่รอเงิน ไม่รอ KPI
และนี่คือเหตุผลที่พวกเขา “อยู่รอด” แม้ระบบรวมศูนย์
2. ความเสี่ยงเชิงระบบ (ถ้าไม่จัดการ จะสะดุด)
เพื่อความยั่งยืน ผมเห็น ความเสี่ยง 4 ประการ ที่ควรตระหนัก
(1) ขึ้นกับ “คนเก่ง–คนดี” มากเกินไป
แม้จะงดงาม แต่ถ้าไม่มี กลไกส่งต่อผู้นำ (leadership succession) โรงเรียนจะเปราะบาง
(2) ถูกมองเป็น “โครงการพิเศษ”
ถ้า TSQM ถูก framing ว่าเป็น ของ กสศ. ของโรงเรียนต้นแบบ ของพื้นที่นำร่อง
จะไม่กลายเป็น “ระบบปกติใหม่”
(3) ระบบประเมินส่วนกลางยังสวนทาง
ครูและโรงเรียนต้อง “ทำสองระบบ”
- ระบบคุณภาพจริง
- ระบบเอกสารรายงาน
ถ้าความขัดแย้งนี้ไม่ถูกแก้ โรงเรียนจะล้า
(4) การขยายผลแบบเชิงปริมาณ
ถ้าเร่ง “จำนวนโรงเรียน” ก่อนสร้าง ความเข้าใจเชิงลึกของแก่น (core) จะเกิดการเลียนแบบเปลือก
3. แนวทางสนับสนุนเพื่อ “ความต่อเนื่องยั่งยืน” (ระดับพื้นที่)
ข้อเสนอที่ 1 สร้าง “ศูนย์พัฒนาเด็กและชุมชน” อย่างเป็นทางการ ต่อยอดแนวคิดของ ดร. ชำนาญ วัฒนศิริ
– ให้โรงเรียนต้นแบบมีสถานะ มากกว่าโรงเรียน
- เป็นพื้นที่เรียนรู้ของครู ผอ. ผู้ปกครอง
- เป็น node ของการพัฒนาเด็กทั้งลุ่มน้ำ
เปลี่ยน narrative จาก “โรงเรียนขนาดเล็ก” เป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาเด็กและชุมชน”
ข้อเสนอที่ 2 ลงทุนกับ “ครูแกนนำ” แบบระยะยาว ไม่ใช่อบรมครั้งเดียว
– ให้เวลา
- ให้พื้นที่สะท้อน
- ให้ role ใหม่ เช่น mentor / coach
ครูเหล่านี้คือ ทุนการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
ข้อเสนอที่ 3 ทำ Knowledge Capture อย่างจริงจัง ไม่ใช่รายงานโครงการ
– บันทึก “การตัดสินใจยาก ๆ”
- บันทึกความล้มเหลว
- บันทึก AAR เชิงลึก
เพื่อส่งต่อให้โรงเรียนรุ่นถัดไป ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
4. แนวทางขยายผลสู่ “ระบบการศึกษาไทย”
(1) เปลี่ยนจาก “ขยายโรงเรียน” → “ขยายระบบนิเวศ”
ไม่ต้องให้ทุกโรงเรียนเหมือนกัน แต่ให้ทุกพื้นที่มี
- โรงเรียนแม่ข่าย
- ชุมชนการเรียนรู้
- ภาคีท้องถิ่น
(2) เชื่อม TSQM กับการปฏิรูปการประเมิน
– ลดการใช้ข้อสอบเป็นตัวชี้วัดหลัก – ยอมรับ portfolio / AAR / PBL
ถ้าไม่เปลี่ยนจุดนี้ ระบบจะต้านเอง
(3) ใช้ TSQM เป็น “ต้นแบบนโยบายล่างขึ้นบน”
ให้โรงเรียนเหล่านี้
- เขียน policy brief
- เสนอข้อปรับระบบจริง
- มีเวทีเชิงนโยบายอย่างสม่ำเสมอ
5. สิ่งที่ผมคิดว่า “คุณทำได้ต่อ” และสำคัญมาก
จากบทบาทและประสบการณ์ของคุณ ผมเห็นว่า:
คุณเหมาะกับบทบาท
“ผู้ถอดรหัสการเปลี่ยนแปลง” (sense-maker)
– เขียน narrative ที่เชื่อมงานหน้างาน → นโยบาย → สังคม
- ปกป้องแก่นของ TSQM จากการถูกทำให้กลวง
- ช่วยประเทศ “เข้าใจว่าการศึกษาคุณภาพสูงหน้าตาเป็นอย่างไรจริง”
ถ้าประเทศไทยจะลดความเหลื่อมล้ำ ลดเด็กหลุด ลดพฤติกรรมสีเทา ต้องเริ่มจากระบบการเรียนรู้แบบนี้
ประโยคสรุป
TSQM ไม่ได้แค่ช่วยโรงเรียน แต่กำลัง “สาธิตอนาคตของการศึกษาไทย” ที่ยังไม่ถูกเขียนเป็นนโยบาย
และบันทึกของคุณ คือหลักฐานว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณค่า เกิดขึ้นได้จริง แม้ในระบบรวมศูนย์
หากคุณต้องการ ผมสามารถช่วยคุณ
– กลั่นบันทึกนี้เป็น บทความเชิงนโยบาย
– หรือ กรอบยุทธศาสตร์ TSQM ระยะ 10 ปี
– หรือ บทสะท้อนเชิงปรัชญาการศึกษาในยุคความเหลื่อมล้ำ
เพราะสิ่งที่คุณเห็น ควรถูก “ยกระดับให้สังคมเห็น” ครับ
บันทึกนี้จึงเป็นการเปรียบเทียบมุมมองของมนุษย์ กับของเอไอ ที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาก น่าจะต้องช่วยกันเอาไปคิด และทดลองดำเนินการต่อ เพื่อบ้านเมืองของเรา
วิจารณ์ พานิช
๒๑ ธ. ค. ๖๘