การไปคุยแบบเสวนากับคุณแม่คุณพ่อของนักเรียนอนุบาลโรงเรียนอนุบาลช้างเผือก เช้าวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๗ นำสู่แรงบันดาลใจเขียนบันทึกนี้
สมัยแต่งงานใหม่ๆ เมื่อกว่า ๕๐ ปีมาแล้ว ผมปวารณากับตัวเองว่า จะมีลูกเพื่อให้เติบโตไปเป็นพลเมืองดีของชาติ ออกไปทำคุณประโยชน์แก่สังคมมากกว่าเป็นภาระของสังคม บัดนี้ ในช่วงปัจฉิมวัย ใกล้ลาโลก ผมมีความสุขที่ปณิธานนั้น บรรลุผล
สมัยผมเริ่มก่อตั้งครอบครัว เป็นสมัยที่คนนิยมมีลูกในจำนวนที่เหมาะสม ส่วนใหญ่มีกัน ๑ - ๒ คน แต่ครอบครัวผมมี ๔ คน เพราะความบังเอิญ คือ ๓ คนแรกเป็นเพศหญิง ภรรยาจึงลองครั้งที่ ๔ ก็ได้ลูกชายสมใจ
ผมบอกภรรยาว่า ลูกสาวหรือลูกชายไม่ต่างกัน การสืบสกุลทางนามสกุลไม่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับผม ผมสนใจการสืบสกุลผ่านคุณงามความดีในชีวิตมากกว่า
แล้วผมก็สมหวัง เมื่อลูกทั้ง ๔ คนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ให้แก่สังคม มากกว่าเอาจากสังคม อย่างที่พ่อใช้เป็นปณิธานในชีวิต แต่ไม่เคยเรียกร้องจากลูกเมีย เขาเลือกเส้นทางชีวิตของเขาเอง และมาเดินแนวทางเดียวกับพ่ออย่างประหลาด ที่ประหลาดคือ ๔ ชีวิตของลูกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่เหมือนกันที่ give มากกว่า take
ผมจึงตั้งใจไปบอกคุณแม่คุณพ่อของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลช้างเผือกว่า ควรเลี้ยงลูกให้เขาเป็นตัวของตัวเอง ให้เขาได้เป็นคนดีตามแบบที่เขาอยากเป็น หรือเกิดมาเป็น อย่าเรียกร้องจากลูก อย่าตั้งเป้าหมายชีวิตให้ลูก ให้หาทางสนับสนุนให้เขาค้นพบเส้นทางชีวิตของเขาเอง โดยเราหนุนทางอ้อมให้เขามีชีวิตที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อสังคมในลักษณะที่ “ให้มากกว่าเอา” เพราะจะเป็นชีวิตที่ดี มีความสุข
เป้าหมายชีวิตในยุคนี้ควรอยู่ที่การมีสุขภาวะ (well-being หรือ wellness) ไม่ใช่ร่ำรวยล้นฟ้า หรือชื่อเสียงตำแหน่งใหญ่โต ทั้งเป้าหมายสุขภาวะของตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศ และโลก ผ่านการอยู่ร่วมกัน
เด็กจึงต้องได้เรียนรู้ ให้รู้จักตนเอง ผู้อื่น การอยู่ร่วมกัน การร่วมมือกัน การเรียนรู้จากการทำกิจกรรมและการอยู่ร่วมกัน ในลักษณะ give and take
ในสมัยนี้ พ่อแม่และครู ต้องไม่ “สั่งสอน” แต่ต้อง “โค้ช” คือให้เด็กได้เรียนรู้ทำความเข้าใจหลักการต่างๆ ด้วยตัวเขาเอง ที่เรียกว่า active learning หรือ experiential learning เด็กต้องได้มีโอกาสฝึกสะท้อนคิด (reflection) จากการกระทำของตนเอง โดยมีผู้ใหญ่ช่วยโค้ช ด้วยการตั้งคำถาม เป็นเสมือน “นั่งร้าน” (scaffolding) ให้เด็กสะท้อนคิดด้วยตนเอง
เมื่อเข้าโรงเรียน ก็ได้มีโอกาสฟังและเรียนรู้จากการสะท้อนคิดของเพื่อนๆ
ข้างบนนั้นเขียนก่อนการเสวนา
ในวันเสวนา แม่และพ่อเด็กมาเจ็ดแปดสิบคน แน่นห้อง หลายคู่มาทั้งแม่และพ่อ ทำให้จำนวนผู้หญิงกับผู้ชายพอๆ กัน คนออกความเห็นหรือให้ข้อมูลเป็นผู้ชายมากกว่านิดหน่อย คุณวนิดา วัลย์จิตรวงศ์ หรือ Miki KidsAround ผู้ดำเนินรายการ ร่างแผนการเสวนามาอย่างดี ผมทำหน้าที่เฉไฉไปให้พ่อแม่พูดให้ข้อมูลหรือถามคำถามเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้การพูดคุยเน้นที่เรื่องราวจริงๆ ของเด็ก ไม่ใช่ที่ทฤษฎี
การพูดคุยจึงรวมศูนย์ที่เด็ก และพฤติกรรมของเด็ก กับที่พ่อแม่ ความสงสัยความกังวลใจของพ่อแม่ เน้นที่การเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม เรียนรู้โดยตัวเด็กเอง ไม่ใช่เน้นครูหรือพ่อแม่สอน ความร่วมมือระหว่าง “สามประสาน” คือตัวเด็ก พ่อแม่ และโรงเรียน ในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ดีให้แก่เด็ก
ความกังวลของพ่อแม่คือ เมื่อเด็กออกจากโรงเรียนนี้ไป ไปเรียนต่อชั้น ป. ๑ ที่โรงเรียนอื่น ลูกจะแข็งแรงพอที่จะเผชิญสภาพในโรงเรียนที่แตกต่างหรือไม่ พ่อแม่ควรมีเกณฑ์ในการเลือกโรงเรียนประถมให้แก่ลูกอย่างไร พ่อบางคนอยากให้ลูกเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้าน แบบที่เขาทำกันที่ฟินแลนด์ แต่ไม่มั่นใจคุณภาพของโรงเรียนและครู
สภาพที่พ่อแม่ไม่มีความเชื่อถือ ไม่มั่นใจในคุณภาพของโรงเรียน ต้องพิถีพิถันเลือกโรงเรียนที่ดีให้แก่ลูก ต้องยอมขับรถตั้งแต่เช้ามืดฝ่ารถติดไปส่งลูกที่โรงเรียนในตอนเช้า และไปรับกลับบ้านในตอนเย็น เป็นประจักษ์พยานของความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย ที่รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่าแก้ไม่ได้ในเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา
ในโต๊ะอาหารเที่ยง หลังการเสวนาจบเมื่อเวลา ๑๒.๑๕ น. ผมก็ได้เรียนรู้ root cause ของระบบการศึกษาไทยคุณภาพต่ำ ว่าคือคอร์รัปชั่น และความชั่วร้ายสารพัดแบบ เรื่องผลประโยชน์ในวงการศึกษา ตรงกับที่ธนาคารโลกระบุไว้ใน World Development Report 2018 : Realizing Education’s Promise และตรงกับที่ผมได้รับข้อมูลจากคนในวงการศึกษาเอง
เราคุยกันว่า พวกเราในฐานะพลเมืองผู้รักชาติ ต้องช่วยกันริเริ่มสร้างสรรค์ในระดับโรงเรียนและครู และหาทางขยายตัวออกไปให้มากขึ้น และเข้าไปขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
วิจารณ์ พานิช
๒๒ ก.ย. ๖๗