1. กล่าวนำ 

อุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ส่งผลกระทบทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต บาดเจ็บ และพิการ รวมทั้งทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก สำหรับประเทศไทยมีสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่ถูกจัดอยู่ในลำดับต้น ๆ ของโลก ปัจจัยหลักที่สำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน คือ ผู้ขับขี่ ยานพาหนะ ถนนและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพฤติกรรมการขับขี่ สภาพของยานพาหนะ สภาพถนนและสภาพแวดล้อมของถนนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งสร้างความเสียหายหรือสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนซึ่งบางครั้งอาจจะดูไม่แตกต่างไปจากการก่ออาชญากรรม ถึงแม้ผู้กระทำให้เกิดอุบัติเหตุจะมิได้มีเจตนาที่ต้องการจะทำให้เกิดขึ้นก็ตาม ประกอบกับการกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการจราจรเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญาแม้จะไม่ได้มีลักษณะเป็นอาชญากรรมด้วยตัวของมันเองก็ตาม เพื่อศึกษาเปรียบเทียบองค์ประกอบเรื่องของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนกับกรณีของการเกิดอาชญากรรม จึงใคร่นำแนวคิดทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรม (Crime Triangle Theory) มาเป็นกรอบแนวคิดมุมมองการพิจารณาดังกล่าว

2. อุบัติเหตุทางถนน : ปัจจัยเสี่ยงและดัชนีชี้วัดความรุนแรง 

อุบัติเหตุเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิดหรือเป็นความบังเอิญโดยไม่มีเจตนาที่จะให้เกิด อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้โดยทั่วไปในทุกที่ ทุกเวลาและทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน หรือบนท้องถนน สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากความประมาท ขาดความระมัดระวัง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ปัญหาสภาพร่างกายหรือจิตใจ รวมไปถึงเหตุสุดวิสัยที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม วัสดุสิ่งของ เครื่องมือเครื่องใช้ และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอื่น ๆ   

อุบัติเหตุทางถนนหรืออุบัติเหตุการจราจร เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการเดินทางสัญจรบนท้องถนน ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร คนใช้รถใช้ถนน และยานพาหนะทุกประเภท อุบัติเหตุทางถนนอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การขับรถเร็วเกินกำหนด การขับรถในขณะมึนเมา การไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร หรือสภาพถนนที่ไม่ดี ผลกระทบของอุบัติเหตุทางถนนทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการจราจรซึ่งอาจจะต้องรับโทษสำหรับการกระทำความผิดตามที่กฎหมายกำหนด

2.1 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนถนน

ตามรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2565 มีข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่สำคัญ ได้แก่ 

2.1.1 ผู้ขับขี่ พฤติกรรมการขับรถที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุที่เป็นพฤติกรรมเสี่ยงหลัก 4 ประการ คือ 

(1) การขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด โดยเฉพาะบนถนนทางตรง ทั้งบนถนนทางหลวง ทางหลวงชนบท และบนทางด่วน 

(2) การขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด ทั้งในกรณีของรถตัดหน้าและคนตัดหน้าบนถนน และการตัดหน้าขบวนรถไฟบริเวณจุดตัดรถไฟและทางลักผ่าน โดยการขับรถตัดหน้ากระชั้นชิดยังเป็นสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุหลักในกรณีรถโดยสารสาธารณะด้วย

(3) การหลับในขณะขับรถ โดยเฉพาะบนถนนทางหลวงและถนนที่มีลักษณะเป็นทางตรง

(4) เมาสุรา มีการเกิดอุบัติเหตุทางถนนบนสายทางหลวงชนบทในสัดส่วนที่สูงกว่าทางหลวง และทางด่วน รวมถึงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนในช่วงเทศกาลหยุดยาว

2.1.2 ยานพาหนะ 

(1) ประเภทของยานพาหนะ ในภาพรวมของประเทศไทย รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด รถรถบรรทุกขนำดเล็ก (ปิกอัพ) และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมีสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุสูงบนทางหลวง และรถจักรยานยนต์มีสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุสูงบนทางหลวงชนบท และถนนในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับทางหลวงมีปริมาณการเดินทางของรถยนต์ส่วนบุคคล รถโดยสารสาธารณะ และรถบรรทุกสินค้าในปริมาณมาก จึงมีความเสี่ยงของอุบัติเหตุทางถนนจากรถประเภทดังกล่าวในสัดส่วนที่สูงกว่ารถจักรยานยนต์ รถโดยสารประเภทรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทมีการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นโดยส่วนใหญ่เกิดจากความประมาท

(2) สภาพของยานพาหนะ การที่อุปกรณ์ของรถบกพร่อง โดยเฉพาะระบบห้ามล้อขัดข้องเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้น ๆ ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนทางหลวง กรณีระบบไฟขัดข้องและยางแตก นอกจากนี้ยังพบว่า อุบัติเหตุบนทางหลวง ทางหลวงชนบท และทางด่วน มาจากกรณีที่อุปกรณ์ส่วนควบของรถเสียและทำให้ผู้ขับขี่ไม่สามารถแสดงเครื่องหมายหรือไม่สามารถแสดงสัญญาณตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลต่อการให้สัญญาณ จอด ชะลอ หรือเลี้ยว ฯลฯ 

สำหรับเรื่องของอุบัติเหตุที่เกิดจากสภาพรถโดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะหลายกรณีเกิดจากความบกพร่องของอุปกรณ์และการใช้รถที่มีการดัดแปลงอย่างผิดกฎหมายด้วย   

2.1.3 ถนนและสภาพแวดล้อม 

(1) ลักษณะทางกายภาพของถนน อุบัติเหตุส่วนใหญ่ที่เกิดบนถนนในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคมมักจะเกิดบริเวณทางตรงมากกว่าบริเวณทางโค้ง และมักจะเกิดบนถนนบริเวณทางแยก โดยหากพิจารณาปัจจัยด้านการใช้ความเร็วในการขับขี่ร่วมด้วย บริเวณที่ไม่มีความลาดชันหรือเป็นที่ราบซึ่งผู้ขับขี่สามารถทำความเร็วได้มากกว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้มากกว่าบริเวณถนนที่มีความลาดชัน การเกิดอุบัติเหตุ ขนาดใหญ่ในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ของปี พ.ศ. 2565 การเกิดอุบัติเหตุบนโครงข่ายถนนในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคมมักเกิดบนทางตรงบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ที่่มีทางร่วม ทางแยก และจุดกลับรถซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงและมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงจากการตัดกระแสการจราจรหรือสภาพแวดล้อมในพื้นที่ที่บดบังทัศนวิสัยในการขับขี่

(2) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางถนน ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ส่งผลการเกิดอุบัติเหตุทางถนนทั่วประเทศมาจากถนนลื่นจากฝนตก คนตัดหน้ารถขณะข้ามถนน สัญญาณไฟจราจรและป้ายบอกทางที่ไม่ชัดเจน/ชำรุด/ใช้การไม่ได้ การก่อสร้าง ปรับปรุง หรือการซ่อมทาง รวมทั้งการชนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญด้วย

2.2 ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงและความรุนแรงจากอุบัติเหตุทางถนน 

ข้อมูลการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย ในปี 2565 ตามรายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนประเทศไทย ปี 2565 (Thailand National Status Report on Road Safety 2022) ของสำนักงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) พบว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนทั้งสิ้น 17,379 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิต 26.65 ราย ต่อ 100,000 ประชากร 

สำหรับดัชนีชี้วัดความเสี่ยงและความรุนแรงจากอุบัติเหตุทางถนน ตามรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2565 มีข้อมูลที่สำคัญสรุปได้ ดังนี้

(1) อัตราการเสียชีวิตต่อจำนวนประชากร อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนต่อประชากร 100,000 คน ของประเทศไทย ในช่วง พ.ศ. 2559 - 2565 (ข้อมูลจากระบบ CRIMES) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2559 - 2560 แต่ในปี พ.ศ. 2562 - 2565 มีอัตราการเสียชีวิตลดลง เท่ากับ 13.04 11.06 10.02 และ 9.00 ตามลำดับ ในขณะที่ถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม มีอัตราการเสียชีวิตต่อประชากร 100,000 คน ในปี พ.ศ. 2559 - 2563 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คือ 3.71 4.27 4.63 4.92 และ 5.08 แต่ในปี พ.ศ. 2564 - 2565 มีอัตราการเสียชีวิตลดลง เท่ากับ 4.12 และ 3.97

(2) ดัชนีการเสียชีวิตต่อผู้ประสบเหตุจากอุบัติเหตุทางถนน ดัชนีการเสียชีวิตต่อผู้ประสบเหตุจากอุบัติเหตุทางถนนซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุของประเทศไทย ในช่วง พ.ศ. 2559 - 2565 มีระดับความรุนแรงค่อนข้างสูง โดยในปี พ.ศ. 2565 มีดัชนีการเสียชีวิตต่อผู้ประสบเหตุจากอุบัติเหตุทางถนนทั่วประเทศมีสัดส่วนร้อยละ 60.99 ในขณะที่ถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม มีดัชนีการเสียชีวิตต่อผู้ประสบเหตุร้อยละ 13.98

3. ทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรม (Crime Triangle Theory)

ทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรม (Crime Triangle Theory) เป็นทฤษฎีที่อธิบายเกี่ยวกับสาเหตุหรือองค์ประกอบของการเกิดอาชญากรรม โดย Ronald V. Clarke & John Eck ได้กล่าวถึงที่มาของสามเหลี่ยมอาชญากรรม (Crime Triangle) หรือที่เรียกว่าสามเหลี่ยมวิเคราะห์ปัญหา (Problem Analysis Triangle) ไว้ โดยมีที่มาจากทฤษฎีหลักทฤษฎีหนึ่งของอาชญาวิทยาสิ่งแวดล้อม คือ ทฤษฎีกิจกรรมประจำวัน (Routine Activity Theory) ของ Lawrence Cohen & Marcus Felson ซึ่งมีการกล่าวถึงว่า อาชญากรรมการล่าเหยื่อจะเกิดขึ้นเมื่อผู้กระทำผิดมีแนวโน้มจะก่ออาชญากรรมและได้พบกับเป้าหมายในเวลาและสถานที่เดียวกัน โดยไม่มีผู้คุ้มครองดูแลที่มีความสามารถอยู่ด้วย 

ทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรม (Crime Triangle Theory) หรือบางครั้งเรียกว่า สามเหลี่ยมวิเคราะห์ปัญหา (Problem Analysis Triangle) ช่วยอธิบายว่า อาชญากรรมจะเกิดขึ้นเมื่อผู้กระทำผิดและเป้าหมายมาพบกันในสถานที่ที่ผู้ควบคุม ได้แก่ ผู้ดูแล ผู้พิทักษ์ และผู้จัดการ ไม่มีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่หรือประมาทเลินเล่อในการทำหน้าที่ โดยแสดงให้เห็นในลักษณะของรูปสามเหลี่ยม 2 ชั้น ดังนี้  

(1) สามเหลี่ยมชั้นใน ระบุเกี่ยวกับองค์ประกอบของการเกิดอาชญากรรม 3 ประการ คือ 

   1) ผู้กระทำผิด (Offender) 

    2) เหยื่อ (Victim)/เป้าหมาย (Target)   

    3) สถานที่ (Place)                          

(2) สามเหลี่ยมด้านนอก ระบุเกี่ยวกับผู้ควบคุมที่จะเข้ามาแทรกแซงเพื่อที่จะสามารถยับยั้งการเกิดอาชญากรรม ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ 

   1) ผู้ดูแล (Handler) คือ ผู้ที่อยู่ในฐานะที่จะสามารควบคุมดูแลผู้กระทำผิด

   2) ผู้พิทักษ์ (Guardian) คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองเหยื่อ (ตนเอง ครอบครัว และคนในความดูแล)

   3) ผู้จัดการ (Manager) คือ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมดูแลสถานที่

                 

ทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรม (Crime Triangle Theory) จึงเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงสาเหตุหรือองค์ประกอบของการเกิดอาชญากรรมตามองค์ประกอบของสามเหลี่ยม 3 ด้าน คือ  

(1) ผู้กระทำผิด (Offender) หมายถึง ผู้ที่ต้องการก่อเหตุหรือลงมือกระทำความผิด

(2) เหยื่อ (Victim)/เป้าหมาย (Target) หมายถึง บุคคล สถานที่ หรือวัตถุสิ่งของที่ผู้กระทำผิดมุ่งหมายกระทำต่อหรือเป็นเป้าหมายที่ต้องการกระทำต่อ

(3) โอกาส (Opportunity) หมายถึง ช่วงเวลา (Time) และสถานที่ (Place) ที่เหมาะสมที่ผู้กระทำความผิดมีความสามารถจะลงมือกระทำได้ 

เมื่อใดก็ตามที่องค์ประกอบทั้ง 3 ประการ เกิดมีขึ้นครบ การก่ออาชญากรรมก็อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น การที่มีความพยายามกระทำโดยวิธีใด ๆ เพื่อป้องกันขัดขวางมิให้องค์ประกอบของการเกิดอาชญากรรมเกิดขึ้น แม้เพียงองค์ประกอบด้านใดด้านหนึ่งเพียงองค์ประกอบเดียวก็อาจจะสามารถหยุดยั้งไม่ให้เกิดอาชญากรรมได้

4. เปรียบเทียบทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรมกับการเกิดอุบัติเหตุทางถนน

4.1 ทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรมกับองค์ประกอบการเกิดอุบัติเหตุ

ด้วยองค์ประกอบและเงื่อนไขของการเกิดอาชญากรรมซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญคือ ผู้กระทำผิด (Offender) มีความประสงค์จะก่อเหตุและลงมือกระทำต่อเหยื่อ (Victims) หรือเป้าหมาย (Target) เมื่อพบเหยื่อหรือเป้าหมายในสถานที่ (Place) และเวลา (Time) เดียวกัน โดยมีเงื่อนไขที่เหยื่อหรือเป้าหมายไม่มีผู้คุ้มครองดูแลที่จะสามารถให้ความคุ้มครองดูแล ในขณะที่การเกิดอุบัติเหตุเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้โดยผู้กระทำผิด (Offender) หรือผู้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ไม่ได้มีความประสงค์จะก่อเหตุหรือกระทำต่อเหยื่อ (Victims) หรือเป้าหมาย (Target) แต่เป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นในเวลาและสถานที่ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ ทำให้มีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อโดยไม่ทันระวังป้องกันตนเอง โดยอาจมีเงื่อนไขในเรื่องของการไม่มีผู้คุ้มครองดูแลที่จะสามารถให้ความคุ้มครองดูแลได้เช่นเดียวกับกรณีการเกิดอาชญากรรมได้เช่นเดียวกัน จึงทำให้เห็นได้ว่ากรณีของการเกิดอุบัติเหตุกับการเกิดอาชญากรรมอาจมีองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกัน โดยมีเรื่องของแนวโน้มความประสงค์หรือเจตนาที่ต้องการกระทำต่อเหยื่อที่มีความแตกต่างกัน

เมื่อนำแนวคิดทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรม (Crime Triangle Theory) หรือสามเหลี่ยมวิเคราะห์ปัญหา (Problem Analysis Triangle) มาพิจารณาประกอบกับลักษณะของการเกิดอุบัติเหตุ จึงอาจแสดงองค์ประกอบและเงื่อนไขของการเกิดอุบัติเหตุในรูปแบบทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรม (Crime Triangle Theory) หรือสามเหลี่ยมวิเคราะห์ปัญหา (Problem Analysis Triangle) ดังนี้

 (1) สามเหลี่ยมชั้นใน องค์ประกอบของการเกิดอุบัติเหตุ 3 ประการ คือ 

1) ผู้กระทำผิด/ผู้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ (Offender) 

2) เหยื่อ (Victims)  

3) สถานที่ (Place)                         

(2) สามเหลี่ยมด้านนอก องค์ประกอบผู้ควบคุมที่จะเข้ามาแทรกแซงเพื่อที่จะสามารถยับยั้งการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ 

    1) ผู้ดูแล (Handler) คือ ผู้ที่อยู่ในฐานะที่จะสามารควบคุมดูแลผู้กระทำผิด/ผู้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ

    2) ผู้พิทักษ์ (Guardian) คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองเหยื่อ (ตนเอง ครอบครัว และคนในความดูแล)

    3) ผู้จัดการ (Manager) คือ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมดูแลสถานที่

โดยอาจนำหลักการแนวคิดและองค์ประกอบการเกิดอาชญากรรมตามทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรม (Crime Triangle Theory) มาอธิบายสรุปเป็นองค์ประกอบของการเกิดอุบัติเหตุด้วยรูปแบบสามเหลี่ยม 3 ด้าน ได้ดังนี้ คือ  

(1) ผู้กระทำผิด/ผู้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ (Offender) ได้แก่ ผู้ที่กระทำโดยประมาทขาดความระมัดระมัดระวังทำให้เกิดอุบัติเหตุ

(2) เหยื่อ (Victims) ได้แก่ บุคคล สถานที่ หรือวัตถุสิ่งของที่ได้รับผลกระทบหรือได้รับความเสียหายจากการเกิดอุบัติเหตุ

(3) โอกาส (Opportunity) หมายถึง ช่วงเวลา (Time) และสถานที่ (Place) ที่ทำให้การเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ 

จึงอาจสรุปได้ว่า องค์ประกอบของการเกิดอุบัติเหตุกับองค์ประกอบของการเกิดอาชญากรรมอาจเป็นไปในรูปแบบหรือลักษณะที่คล้ายคลึงกัน โดยมีเรื่องของแนวโน้มความประสงค์หรือเจตนาที่ต้องการกระทำต่อเหยื่อที่มีความแตกต่างกัน ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่องค์ประกอบทั้ง 3 ประการ เกิดมีขึ้นครบการเกิดอุบัติเหตุก็อาจเกิดขึ้นได้ การป้องกันด้วยวิธีการต่าง ๆ จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่อาจจะสามารถป้องกันหยุดยั้งการเกิดอุบัติเหตุได้ 

4.2 ทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรมกับองค์ประกอบการเกิดอุบัติเหตุทางถนน

เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ตามทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรม (Crime Triangle Theory) จึงอาจสรุปได้ ดังนี้ 

(1) ผู้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ (Offender) ผู้ใช้รถใช้ถนนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้ขับขี่ คนโดยสาร พนักงานประจำรถ หรือผู้ใช้รถใช้ถนนอื่น ๆ อาจกลายเป็นผู้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ หากมีความประมาท ขาดความระมัดระวัง ขาดความรู้และประสบการณ์ ขาดความรับผิดชอบในการใช้รถใช้ถนนให้เกิดความปลอดภัยและมีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ทั้งในเรื่องของการใช้รถในการขับขี่ และการใช้ถนนด้วยวัตถุประสงค์อื่น รวมทั้ง เรื่องของการใช้รถหรือยานพาหนะที่มีความบกพร่องหรือผิดกฎหมาย ผู้ที่จะต้องควบคุมดูแล ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลในครอบครัว ผู้บังคับบัญชา ครู อาจารย์ นายจ้าง ผู้ปกครอง เพื่อนฝูงญาติพี่น้อง ฯลฯ จึงต้องช่วยเหลือดูแลสร้างจิตสำนึกให้มีความตระหนักในการขับขี่ปลอดภัย รวมทั้ง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมาย ให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งครัด

(2) เหยื่อ (Victim) ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนอาจมีโอกาสตกเป็นเหยื่อหรือเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการเกิดอุบัติเหตุหรือโดยทางอ้อมจากผลของการเกิดอุบัติเหตุ จึงเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องไม่ประมาท ต้องระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนน บุคคลในครอบครัว ผู้บังคับบัญชา ครู อาจารย์ นายจ้าง ผู้ปกครอง เพื่อนฝูงญาติพี่น้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จึงต้องช่วยเหลือดูแลให้เกิดความตระหนักในเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างจริงจัง

(3) โอกาส (Opportunity)ได้แก่ เวลา (Time) และสถานที่ (Place) รวมถึงปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ  อาทิเช่น ลักษณะทางกายภาพของถนน สภาพแวดล้อม ทัศนวิสัยในการขับขี่ ห้วงเวลาที่อาจมีความเสี่ยง ความบกพร่องของถนน สัญญาณไฟ ป้ายบอกทางที่ชำรุดไม่ชัดเจน ตลอดจนถนนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหรือซ่อมแซมปรับปรุงก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ การใช้รถหรือยานพาหนะที่มีความบกพร่องสภาพไม่พร้อมหรือมีการดัดแปลงที่ผิดกฎหมายก็อาจมีโอกาสทำให้เกิดอุบัติได้เช่นเดียวกัน จึงเป็นความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่จะต้องควบคุมดูแลบริหารจัดการอย่างเพียงพอเต็มที่ เพื่อเป็นการปิดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุหรือลดความรุนแรงหากมีกรณีการเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้น

5. สรุป 

เรื่องของอุบัติเหตุทางถนนเมื่อพิจารณาด้วยองค์ประกอบของทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรม (Crime Triangle Theory) อาจกล่าวได้ว่า องค์ประกอบและเงื่อนไขการเกิดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ เมื่อใดก็ตามที่องค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่ (1) ผู้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ (Offender) (2) เหยื่อ (Victims) และ (3) โอกาส (Opportunity) เกิดมีขึ้นครบ การเกิดอุบัติเหตุก็อาจเกิดขึ้นได้ โดยที่ผู้ใช้รถใช้ถนนทั้งหลายมีโอกาสเป็นผู้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุหรือมีโอกาสตกเป็นเหยื่อจากการเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น หากไม่ต้องการที่จะเป็นผู้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุหรือตกเป็นเหยื่อของการเกิดอุบัติเหตุ จะต้องตระหนักในความปลอดภัยของการใช้รถใช้ถนน มีวินัยมีน้ำใจในการใช้รถใช้ถนนและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้ง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็จะต้องให้ความสำคัญและปฏิบัติให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งครัดด้วย

------------------------------------


อ้างอิง

รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2565 สำนักแผนความปลอดภัย สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร.

รายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนประเทศไทย ปี 2565 (Thailand National Status Report on Road Safety 2022) สำนักงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.)

Eck, John E. : Places and the Crime Triangle.Encyclopedia of Criminological Theory. (https://study.sagepub.com/)

Cohen, Lawrence E., and Marcus K. Felson. : Encyclopedia of Criminological Theory: Routine Activity Theory. (https://study.sagepub.com/)

Ronald V. Clarke John Eck Jill Dando. Become a Problem Solving Crime Analyst In 55 small steps.Institute of Crime Science University College London. (https://popcenter.asu.edu/)

https://doh.go.th/

https://ebook.tsu.ac.th/

https://grad.dpu.ac.th/

https://www.houstontx.gov/

https://www.ncjtc-static.fvtc.edu/

https://www.otp.go.th/

https://www.popcenter.asu.edu/

https://www.rswgsthai.com/

https://www.surin.dlt.go.th

--------------------------