เราข้ามผ่านยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ข้อมูลข่าวสารถูกผลิตและทำซ้ำได้มากมาย และเผยแพร่ไปได้ทั่วถึงจำนวนมากและรวดเร็ว เข้าสู่ยุคเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และสมองกลที่ชาญฉลาด สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่มาก ทำให้รูปแบบการเรียนรู้และการใช้ชีวิตแตกต่างไปจากอดีตเมื่อ 20-30 ปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง . . . แม้ว่าแวดวงการศึกษาจะพยายามที่จะปรับตัวให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง แต่ก็เดินช้ากว่าทุกวงการอย่างเห็นได้ชัดมาก เรามักจะเห็นว่าทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น องค์กรแรกมักจะเป็นภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ตามมาด้วยการแพทย์ สาธรณาสุข การเมืองการปกครอง ส่วนด้านการศึกษานั้น แม้จะเห็นถึงการตื่นตัวเป็นระยะๆ แต่ในการนำมาใช้มักจะเป็นแค่การเปลี่ยนแปลงเปลือกนอก ที่เริ่มมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่ก็ไม่สามารถใช้ได้อย่างสุด ด้วยเหตุของการติดกับกรอบ ข้อจำกัดหลายๆ อย่าง
ฉันหันมามองถึงเป้าหมายของการศึกษาว่า เรายึดสิ่งใดเป็นแกน อะไรคือแก่นของการศึกษา? การเรียนรู้ช่วยนำพาให้เราออกจากทุกข์กันบ้างมั้ย?
ระบบการศึกษายังคงทำหน้าที่สร้างทุกข์ให้เกิดกับครูและผู้เรียน หรือไม?
หลายครั้งที่เรายึดกฏเกณฑ์ และจริยธรรมที่กำหนดขึ้นมาอย่างที่ไม่ยอมเห็นอัตตาที่ยึดครองไว้ การไม่ยอมทำความเข้าใจธรรมชาติของความต่าง ความอยากดีอยากเด่นที่มากไปมันไม่ได้สร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้น บางครั้งระบบการศึกษาก็กลายเป็นระบบการจับผิด แต่จริงๆ แล้วจะโทษระบบถ่ายเดียวก็ไม่ได้ เนื่องจากระบบเป็นเรื่องของกลไกที่กำหนดจากมนุษย์เรา และผู้ใช้ระบบนี้เอง ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นความจำเป็นที่เราทุกฝ่ายคงต้องหันมาทำความเข้าใจ หาแก่นแท้ของชีวิตกันดีมั้ย ระบบการศึกษาไม่ควรจะทำซ้ำความทุกข์ แต่ควรเป็นระบบที่ส่งเสริมการสร้างสุข และความสุขที่แท้จริงเกิดเมื่อเรามีความอยากลดลง มันแค่นี้เอง มองเห็นกันบ้างมั้ย?
I think we have a deep-rooted conflict in การไม่ยอมทำความเข้าใจธรรมชาติของความต่าง among people with different views of life and what is แก่นแท้ของชีวิต. Without examples or anecdotal stories, your ‘life in a nutshell’ is unclear.