ผมส่งถุงข้าวกล่อง พร้อมขนมปัง ๑ ชิ้นและนมอีก ๑ กล่อง เด็กน้อยยกมือไหว้ขอบคุณแล้วส่งข้าวกล่องให้แม่ ผู้เป็นแม่ยิ้มรับและพูดออกมาเป็นภาษากระเหรี่ยง ผมไม่รู้ว่าเธอพูดอะไร แต่ฟังแล้วผมรู้สึกว่าไพเราะจับใจเหลือเกิน เพราะผมรับรู้ได้จากสีหน้าและน้ำเสียงของแม่

เหตุเกิดในห้องฉุกเฉิน

    ๑.  ลูกเอ๋ย..

          ผมไม่ทันจะได้กินข้าวกลางวัน ต้องรีบเดินทางไปให้เร็วที่สุด ไปให้ทันบ่ายสองโมง เพื่อนำลูกชายออกจากโรงพยาบาลเอกชนซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงแรมหรูใจกลางเมือง

          ลูกชายเป็นครูบรรจุใหม่ ไปอบรมและล้มป่วยกระทันหัน มีไข้ขึ้นสูง หมอเจาะเลือดหลายครั้ง พบว่าเกล็ดเลือดต่ำ ผมแปลกใจว่าทำไมเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่สามทุ่ม จนถึงบ่ายโมงของอีกวันหนึ่งก็ยังใช้คำว่า..รอดูอาการ

          อาการที่หมอว่าก็คือไข้เลือดออกและมาลาเรีย เพราะเห็นว่าลูกของผมมีอาการหนาวสั่น

          ผมบอกทางโทรศัพท์ให้ลูกชายรีบออกจากโรงพยาบาลเถอะ เพื่อไปโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลมากนัก เงินสดที่ผมโอนให้ลูกสองหมื่นบาทไม่พอจะจ่ายให้หมอ ผมต้องรีบแก้ปัญหาเดี๋ยวนั้น เพื่อออกจากโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

          เพราะหมอจะมาตรวจตอนเย็น และเชื่อว่าจะต้องให้ลูกผมนอนอีกคืนหนึ่ง เรื่องอะไรที่ผมจะต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาลที่แพงมาก ทั้งที่เบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ หน่วยงานที่จัดอบรมสัมมนาฯ ก็ไม่ได้มาดูแลช่วยเหลือค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด มีแต่คณะครูที่คอยเป็นธุระให้

          สี่โมงเย็น เดินทางถึงโรงพยาบาลใหญ่ในตัวจังหวัด ผมพาลูกชายเข้าห้องฉุกเฉิน พยาบาลรีบเจาะเลือด พบว่าเกล็ดเลือดดีขึ้น พบเชื้อไวรัสอ่อนๆของไข้หวัดใหญ่ ไม่พบไข้เลือดออกหรือมาลาเรียแต่อย่างใด ให้กลับบ้านได้

          ต้นเหตุของการป่วยครั้งนี้ เกิดจากการทำงานหนัก ขาดการพักผ่อน ลูกชายจึงอ่อนเพลียสะสมต่อเนื่องมาหลายวัน วันหยุดก็ไม่ได้หยุด ผมจึงสงสัยยิ่งนัก ก็ไหนว่า สพฐ.ลดภาระงานครูแล้วมิใช่หรือ?

          งานอบรมครั้งนี้ หากจัดโดยเขตพื้นที่การศึกษาฯ ผมจะไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะเขตฯ มีบุญคุณกับผมและครอบครัว แต่ครั้งนี้หน่วยงานอื่นจัด เป็นหน่วยงานที่มีอำนาจอยู่เหนือเขตพื้นที่ฯและเป็นหน่วยงานที่กำลังจะเพิ่มงานครูมากขึ้นทุกวัน  และเท่าที่ทราบคนของหน่วยงานนี้ก็มักจะให้ลูกของผมออกนอกโรงเรียนอยู่เสมอ              

           คนที่เป็นตัวตั้งตัวตี คือผอ.รร.คนเก่าที่เกษียณไปแล้ว ผมแปลกใจเหลือเกิน เกษียณอายุราชการไปแล้ว ทำไมยังมายุ่งเกี่ยวกับครูในโรงเรียน หรือว่ายังยึดติดในอำนาจวาสนา หรือถอดวางหัวโขนไม่ได้เสียที แล้วผอ.รร.คนใหม่ จะรู้หรือไม่ว่ากิจกรรมแบบนี้มันเกินกำลังของครูไปแล้ว

          ผมจะต้องบอกลูกอีกกี่ครั้งกี่หน ว่าลูกเอ๋ย เราเป็นเพียง”ครูผู้ช่วย”ที่เขาให้ทดลองงาน เอาแค่สะสมความดีก็พอ อย่าได้แคร์”ความชอบ”เลยหนา มิฉะนั้นชีวิตของลูกจะหาไม่ แล้วมันจะไม่คุ้มนะ

          ลูกเอ๋ย..เวลาเราเดือดร้อน ไม่มีใครมาช่วยเหลือเราหรอกนะ มีแต่พ่อกับแม่เท่านั้น พวกเขามีแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง มีแต่ป้อนคำหวาน สรรเสริญเยินยอ ในความเก่งกาจของลูก แท้ที่จริงแล้ว ลูกแค่เก่งเฉพาะทางเท่านั้น มิใช่ด้านสื่อหรือนวัตกรรมแต่อย่างใด

         ลูกไม่ได้รอบรู้ด้านวิทยาศาสตร์และงานวิจัยใดๆ เพียงแต่ลูกมีวินัยและความรับผิดชอบ  และต้องการให้ความร่วมมือ แบบที่ปฏิเสธใครไม่ได้ พ่อเตือนลูกแล้ว ให้ระมัดระวังอาจตกเป็นเครื่องมือ พวกเขาอยากได้หน้าได้ตาและมีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝงมากมาย พ่อรู้แต่พูดไม่ได้

          ผอ.คนเก่าของลูก เขาอยากมีผลงานต่อเนื่องในระดับจังหวัด ส่วนในโรงเรียนเขาก็ไม่สามารถจะวางใจหรือใช้ครูคนใดได้เลย พ่อพูดได้แค่นี้แหละ

๒. เด็กน้อยเอ๋ย

         เด็กชายชั้นป.๖ ในห้องฉุกเฉิน นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยข้างๆลูกชายผม แขนซ้ายหักเพราะเล่นฟุตบอลจึงต้องเข้าเฝือกยาวตลอดแขน หมอให้นอนเพื่อรอดูอาการ มีแม่ยืนใกล้ๆพูดคุยคอยให้กำลังใจ ทั้งสองคนส่งภาษากระเหรี่ยงอย่างชัดเจน

          ผมถามว่ามาจากไหนกัน คำตอบคือมาจากบ้านในอำเภอที่ตั้งอยู่ชายขอบ ผมรู้สึกแปลกใจระคนสงสารยิ่งนัก ว่าทำไมมาได้ไกลถึงเพียงนี้ ระยะทางกว่า ๒๐๐ กิโลเมตร. ผ่านโรงพยาบาลประจำตำบลและอำเภอหลายแห่ง แต่ช่างเถอะ

          “ลุงครับ แม่ให้ถามว่าห้องน้ำไปทางไหนครับ”  ผมจึงบอกให้เดินออกไป แล้วเลี้ยวขวา เดินตรงไปสุดทางก็จะถึงห้องน้ำ

          “ลุงครับ คืนนี้แม่จะนอนอยู่กับผมในห้องนี้ได้ไหมครับ” ผมรีบบอกว่า “ไม่ได้หรอกนะ เพราะนี่คือห้องฉุกเฉินเขาไม่ให้ใครนอนหรอก เดี๋ยวหมอเขาจะส่งหนูไปห้องพักผู้ป่วยที่อยู่ชั้นบน แม่ค่อยตามขึ้นไปเพื่อดูแลหนูนะครับ”

          เด็กน้อยส่งภาษากระเหรี่ยงให้ผู้เป็นแม่ที่พูดไทยไม่ได้ ทั้งสองคนต่างมีรอยยิ้มให้แก่กัน

          “ลุงครับ แม่ผมหิว ร้านอาหารอยู่ตรงไหนครับ?” “อ๋อ วันนี้เป็นวันอาทิตย์ร้านสวัสดิการของโรงพยาบาลเขาปิดแล้วนะ เมื่อกี้ลุงซื้อข้าวมาจากเซเว่นต์ ๒ กล่อง ลุงแบ่งให้แม่หนูกล่องนึงแล้วกัน แม่จะได้ไม่ต้องข้ามถนนไปฝั่งโน้น”

           ผมส่งถุงข้าวกล่อง พร้อมขนมปัง ๑ ชิ้นและนมอีก ๑ กล่อง เด็กน้อยยกมือไหว้ขอบคุณแล้วส่งข้าวกล่องให้แม่ ผู้เป็นแม่ยิ้มรับและพูดออกมาเป็นภาษากระเหรี่ยง ผมไม่รู้ว่าเธอพูดอะไร แต่ฟังแล้วผมรู้สึกว่าไพเราะจับใจเหลือเกิน เพราะผมรับรู้ได้จากสีหน้าและน้ำเสียงของแม่

          เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล เข็นรถพาเด็กน้อยขึ้นตึกผู้ป่วยชาย ผมเตรียมพาลูกชายคนเล็กกลับบ้าน รถเข็ญที่มีผู้ป่วยเป็นเด็กผู้ชายแขนหัก กำลังเคลื่อนผ่านเลยเตียงของลูกชายผม ทั้งคนป่วยและผู้เป็นแม่ยกมือไหว้ผมอย่างนอบน้อม ผมยิ้มให้และคิดในใจว่า ขอให้สองแม่ลูกผ่านค่ำคืนนี้ไปอย่างปลอดโปร่ง ไม่ทุกข์กายทุกข์ใจด้วยเถิด

          บทเรียนในห้องฉุกเฉิน คงสอนให้ลูกชายของผมมีทักษะชีวิตมากขึ้น และทำให้ผมพยายามทำใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็มีคำถามคาใจ ที่ผมมักจะสงสารลูกคนอื่นอยู่เสมอ แล้วคนอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รู้สึกสงสารและเห็นใจลูกของผมบ้างไหม? หรือผมต้องคิดซ้ำๆเหมือนเดิม คือไม่ต้องคาดหวัง ในสังคมที่โหดร้ายมากขึ้นทุกวันเช่นนี้ 

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์