ชีวิตศตวรรษ
หนังสือแปล ชีวิตศตวรรษ แปลจาก The 100 Year Life : Living and Working in an Age of Longevity (2016) เขียนโดยศาสตราจารย์ Lynda Gratton และศาสตราจารย์ Andrew Scott เตือนว่า ต่อนี้ไปคนเราจะมีชีวิตยืนยาวขึ้นมาก วิถีชีวิตจะเปลี่ยนไปหมด อย่าคิดว่าจะใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ได้
ลองถาม Generative AI ว่าหนังสือเล่มนี้มีประเด็นสำคัญอะไรบ้าง ประเด็นไหนที่น่าจะล้าสมัยไปแล้ว เพราะพิมพ์มาแล้วตั้ง ๘ ปี ซึ่งเดาว่าน่าจะใช้ข้อมูลหลักฐานเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว ได้รับคำตอบที่ช่วยให้เราเห็นภาพใหญ่ที่หนังสือต้องการบอก คือ เมื่อมนุษย์อายุยืนขึ้นเรื่อยๆ วิถีชีวิตที่มีความสุขความราบรื่นก็จะต้องเปลี่ยนไป กฎเกณฑ์ทางสังคมและเศรษฐกิจต้องเปลี่ยน ที่ไทยเราล้าหลังมากคืออายุเกษียณ ๖๐ ปี ที่จริงก็มีหลายวิชาชีพที่ยกขึ้นเป็น ๗๐ อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ต่อเป็น ๖๕ ได้
ความหมายของเกษียณอายุงานก็ต้องเปลี่ยน หลักการว่าทำงานมานานในที่สุดต้องได้มีโอกาสอยู่เฉยๆ พักผ่อน ไม่ทำอะไร คงต้องเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผมนึกถึงสมัยผมอายุ ๘ ขวบ เรียนหนังสือชั้น ป. ๓ ปู่เสี้ยงของผมอายุ ๗๐ อยู่กับพ่อดำริของผม นั่งๆ นอนๆ คุยกับหลาน สอนหนังสือหลาน ทะเลาะกับหลาน และปลูกต้นไม้ดอกหอมเล่นบ้าง ตอนนี้ผมอายุ ๘๒ ชีวิตต่างกับปู่โดยสิ้นเชิง คือยังมีจุดมุ่งหมายทำโน่นทำนี่ให้แก่สังคม ยังมีคนมาตื๊อให้ไปเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยทั้งๆ ที่เราเจียมตัวว่าแก่แล้ว มีเรื่องให้ฝัน ให้คิด ให้ทำ ตลอดเวลาที่ตื่น
หนังสือบอกว่า ต้องเปลี่ยนความคิดและระบบ การใช้ชีวิต การหาเลี้ยงชีวิต การงาน สินทรัพย์ สถานการณ์สมมติ ขั้นของชีวิต เงินทอง เวลา ความสัมพันธ์ และ การเปลี่ยนแปลง
ปัญญาประดิษฐ์บอกว่า ต้องคิดใหม่เรื่องการศึกษาและพัฒนาทักษะ เน้นที่โอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ การบูรณาการชีวิตกับงาน เรื่องสุขภาพและสุขภาวะ เรื่องปฏิสัมพันธ์ทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น เรื่องการวางแผนการเงิน
ผมชอบที่ Gemini บอกว่า ต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ต่อการเป็นผู้สูงอายุ จากเป็นภาระและความเสื่อมถอย เป็นมองว่าเป็นโอกาสของการเติบโตและพัฒนา ตรงใจผมมาก เพราะตรงกับที่ผมกำลังปฏิบัติอยู่ ยิ่งสูงอายุยิ่งผ่านประสบการณ์มามาก ยิ่งสะท้อนคิดสู่หลักการได้เก่ง ยิ่งตอนนี้มีเครื่องช่วยความจำที่ใช้สะดวก จุดอ่อนความขี้หลงขี้ลืมของคนแก่ก็ยิ่งลดลง จุดแข็งที่มีเป้าหมายยิ่งใหญ่เพื่อส่วนรวม (purpose) ออกมากระทำการได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ชีวิตสูงอายุเป็นชีวิตที่มีความหมายยิ่งกว่าเดิม
หน้า ๑๓๒ - ๑๘๗ ว่าด้วยเรื่องสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ ที่ประกอบด้วย ๓ ส่วนคือ (๑) สินทรัพย์เพื่อความเจริญก้าวหน้า (๒) สินทรัพย์เพื่อพลังชีวิต และ (๓) สินทรัพย์เพื่อการปรับตัว (transformational assets) เป็นข้อเขียนที่มีค่าสุดสุด และตรงกับอุดมการณ์ที่ผมยึดถือมาตั้งแต่อายุ ๓๐ ต้นๆ ช่วยให้มีชีวิตที่ดียืนยาวมาใช้ตอนสูงอายุได้ด้วย ยิ่งตอนสูงอายุสนใจเรื่องการจัดการความรู้ การเรียนรู้ การเปลี่ยนโฉม (transformation) ยิ่งช่วยให้สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้เพิ่มพูนขึ้น รายละเอียดในหนังสือส่วน ๕๐ กว่าหน้านี้มีประโยชน์มาก
ตอนอายุราวๆ ๔๐ เศษ ลูกศิษย์มาชวนทำประกันชีวิต ผมบอกเขาว่าชีวิตผมมีประกันแล้วหลายชั้น มาอ่านหนังสือเล่มนี้จึงเข้าใจรายละเอียดของสินทรัพน์ที่ไม่ใช่เงินหรือทรัพย์สมบัติ ที่ชีวิตของผมมีบุญ ได้สั่งสมสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ไว้มาก ช่วยให้รู้สึกปลอดภัยยามชราภาพ
ผมคิดต่อว่า ทักษะเชิงลักษณะนิสัย เพื่อปลดปล่อยศักยภาพที่ซ่อนเร้น เป็น “สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้” นี้ด้วย เช่นเดียวกันกับการสั่งสมค่านิยมด้านดีตั้งแต่เด็ก ก็เป็นการสะสมสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ ที่ “หาค่ามิได้”
ชวนผมสะท้อนคิดชีวิตของตนเอง ที่ตัดสินใจตอนอายุ ๓๐ ต้นๆ ที่จะไม่ทำคลินิกหาเงินรายได้พิเศษ มุ่งทำงานวิชาการและงานรับใช้ราชการหรือรับใช้สังคม ที่ช่วยสร้างสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้แก่ผมมากเกินคาด แต่ก็แลกกับการมีชีวิตแบบระมัดระวัง ไม่ใช้สอยเกินตัว เพราะไม่มีสินทรัพย์ที่จับต้องได้มากมายเหมือนเพื่อนแพทย์ร่วมรุ่นคนอื่นๆ ที่มีรายได้มากจากการประกอบวิชาชีพ ผมถามตัวเองว่า หากให้ย้อนกลับไปตัดสินใจใหม่เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว จะเลือกทางไหน ผมได้คำตอบที่มั่นใจยิ่งกว่าเดิม ว่าเลือกเส้นทางเดิม
ที่หน้า ๒๔๔ และต่อจากนั้นอีกราวๆ ๒๐ หน้า ผมได้พบว่า ผู้สูงอายุก็สร้างความอ่อนเยาว์ (juvenescence) ให้แก่ตนเองได้ แทนที่จะมีแต่ความชรา (senescence) อย่างที่คิดกันทั่วไป และคิดเข้าข้างตนเองว่า ผมกำลังทำอยู่ ส่วนที่มันเสื่อมไปตามธรรมชาติก็ปล่อยไป แต่ก็มีส่วนที่เราสร้างความอ่อนเยาว์ได้ เช่น ออกกำลังกาย ทำใจให้สงบและมีความคิดเชิงบวก การใช้ความคิด คือสะท้อนคิดอย่างสม่ำเสมอ การแสวงหาความรู้ใหม่ การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อเรียนรู้ ฯลฯ
ผู้ชราสร้างความอ่อนเยาว์ (juvenescence) ให้แก่ตนเอง ผ่านทักษะยืดหยุ่น (resilience) ที่ต้องฝึกตั้งแต่เด็ก และกระบวนการศึกษาและเลี้ยงดูต้องเอาใจใส่หมั่นกระตุ้นให้เด็กพัฒนาใส่ตัวเอง เหมือนอย่างที่ผมไปเห็นการเปิดชั้นเรียนที่โรงเรียนเพลินพัฒนาเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๗ มองอีกมุมหนึ่ง นี่คือการพัฒนา soft skills
ที่หน้า ๔๐๗ มีหัวข้อ ผลกระทบและบทบาทของภาคการศึกษา ที่มีข้อแนะนำที่ดีหลายข้อ แต่ผมคิดว่าเขาไม่ได้แตะที่ประเด็นสำคัญที่สุด คือการศึกษาต้องหนุนให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการเรียนรู้ (learning skills) ใส่ตัว ทักษะการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดคือ การเรียนรู้จากประสบการณ์ ที่มีการสะท้อนคิดสู่การตกผลึกสร้างหลักการด้วยตนเอง สำหรับนำไปทดลองใช้ เพื่อหมุนวงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติตามด้วยการสะท้อนคิดเรื่อยไป ตามแนวทางของ Kolb’s Experiential Learning Cycle
ผลกระทบและบทบาทของภาคเอกชน ที่เริ่มจากหน้า ๔๑๓ ก็ให้คำแนะนำที่มีประโยชน์ แต่ผมก็ยังคิดว่าไม่แตะจุดสำคัญที่สุดคือ ที่ทำงานต้องเป็นที่เรียนรู้ไปพร้อมกัน คือเรียนรู้จากการปฏิบัติหรือจากประสบการณ์ ตามด้วยการสะท้อนคิด ตามแนวทางของ การเรียนรู้จากประสบการณ์ และ Kolb’s Experiential Learning Cycle นั่นเอง
ผมย้อนคิดเรื่องของตนเองว่า การมีกำเนิดเป็นเด็กบ้านนอก ในครอบครัวที่ขยันสร้างฐานะ และเป็นครอบครัวใหญ่ ช่วยการปรับตัวในวัยสูงอายุได้มาก
วิจารณ์ พานิช
๑๔ ต.ค. ๖๗
ขอบคุณที่นำเสนอ และเป็นตัวอย่างที่ดีตลอดมาเพื่อผ่านชีวิตหนึ่งศตวรรษ…วิโรจน์ ครับ