เช้าวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๗ ในงาน TRIUP Fair 2024 ช่วง ๑๑ - ๑๒ น. เป็นการอภิปรายเรื่อง PM 2.5 ที่ผมได้ความรู้และความคิดหลายอย่าง แต่ที่คิดว่ามีค่าที่สุดต่อชีวิตผมคือ การได้ฟังหนานชาญ อุทธิยะ พูด ว่าชีวิตในรูปแบบปัจจุบันของท่านเริ่มจากการรับงานวิจัยท้องถิ่น เรื่องแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เมื่อปี ๒๕๔๓ หากค้นกูเกิ้ลด้วยคำว่า ชาญ อุทธิยะ จะพบว่าท่านทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นหรือพัฒนาชีวิตของชาวบ้าน ในหลากหลายด้าน
ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องฝุ่น PM 2.5 ก็เพราะท่านทำวิจัยท้องถิ่นเรื่องป่า เรื่องการดูแลรักษาป่า คำพูดของท่านช่วยให้ผม คิดออก ว่าผลกระทบของงานวิจัยท้องถิ่น ที่ สกว. ริเริ่มไว้เมื่อกว่า ๒๕ ปีก่อนนั้น ผลกระทบที่แท้จริงต่อบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องวิจัย แต่เป็นเรื่องการพัฒนาคน
เป็นนวัตกรรมด้านการพัฒนาคน
ที่สำคัญยิ่งคือ ไม่เพียงพัฒนาคนที่คิดเป็นแก้ปัญหาเป็นเท่านั้น แต่ยังพัฒนาคนที่มีจิตสาธารณะ หรือคนเห็นแก่ส่วนรวมด้วย ผมคิดว่าผลกระทบด้านการสร้างคนที่มีจิตเห็นแก่ส่วนรวมนี่แหละ เป็นผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
พอดี รศ. ดร. สมคิด แก้วทิพย์ ผู้ประสานงานวิจัยท้องถิ่นภาคเหนือ นั่งฟังอยู่ในงานนี้ด้วย ผมจึงเดินไปถามท่านว่า งานวิจัยท้องถิ่นได้สร้างคนที่เป็นชาวบ้านแบบหนานชาญ ให้เป็นนักวิจัยท้องถิ่นเปี่ยมจิตสาธารณะอีกมากไหม ท่านตอบว่ามาก
ทำให้ผมเกิดปราโมทย์ ที่ชีวิตในอดีตได้ร่วมทำคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่ให้แก่บ้านเมือง อย่างไม่รู้ตัว
และเกิดความสงสัยว่า ระบบ ววน. ในปัจจุบัน ได้ใช้ทุนวิจัยสร้างผู้นำชุมชนที่คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น และมีจิตสาธารณะ เช่นนี้ อย่างต่อเนื่องหรือไม่
วิจารณ์ พานิช
๒๔ ก.ย. ๖๗
My salutes to หนานชาญ อุทธิยะ.To me he is true ‘statesman’ working for the good of his society.
Let us support him for greater good of the country.