หนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา ตอนที่ ๒๕  ตีความจากหนังสือ Transformative Student Voice : A Guide to Classroom Action (2025) เขียนโดย Dane Stickney, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado  บทที่ 16  Balancing Continuity and Change     รวมทั้งผมเพิ่มเติมแนวคิดของผมเองเข้าไปด้วย 

การจัดการกับความสมดุลระหว่างความต่อเนื่อง (continuity) และการเปลี่ยนแปลง (change) ในห้องเรียนและโรงเรียน    ทั้งในเรื่อง TSV และเรื่องอื่นๆ  เป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและมีผลจริง    โดยต้องรักษาสิ่งที่ทำงานได้ดีไว้    ในขณะเดียวกันก็พร้อมเปิดรับและทดลองวิธีการใหม่ ๆ ที่ตอบสนองต่อเสียงและความต้องการของนักเรียนอย่างแท้จริง    การเปลี่ยนแปลงควรได้รับการออกแบบอย่างรอบคอบ    เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือความไม่มั่นคงในระบบการเรียนรู้

ควรมีการเตรียมส่งต่อระหว่างรุ่นของนักเรียน   โดยเฉพาะกิจกรรมของนักเรียนชั้นสุดท้ายของโรงเรียน   

กระบวนการนี้ต้องการการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของนักเรียนและผู้ใหญ่    เพื่อร่วมสะท้อนและประเมินการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ    ทั้งยังต้องมีระบบสนับสนุนที่ชัดเจน สำหรับการติดตามผล    เพื่อให้มั่นใจว่าเสียงนักเรียนไม่เพียงได้รับฟัง แต่ยังนำไปสู่การปรับปรุงที่มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม    การรักษาสมดุลนี้ยังช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจระหว่างนักเรียนและผู้ใหญ่ ทำให้เกิดชุมชนการเรียนรู้ที่เข้มแข็งและร่วมมือกันอย่างแท้จริง

บทนี้เน้นว่าการขับเคลื่อนเสียงนักเรียนต้องผสมผสานระหว่างรักษาความต่อเนื่องของสิ่งที่ดีอยู่แล้ว   พร้อมกับทดลองและปรับเปลี่ยนสิ่งใหม่ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่าและยั่งยืนในชั้นเรียนและโรงเรียน

 

ตัวอย่างโรงเรียนที่มีความต่อเนื่องในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง

ในบทนี้ จะมีตัวอย่างจากโรงเรียนแสดงให้เห็นการรักษาความต่อเนื่องของแนวปฏิบัติและค่านิยมที่ดี    ในขณะที่ยังเปิดรับการเปลี่ยนแปลงที่ตอบสนองต่อเสียงนักเรียนอย่างแท้จริง     การขับเคลื่อนเสียงนักเรียนในบริบทนี้ไม่ได้ทำลายระบบเดิม  แต่สร้างสมดุลและพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เกิดพื้นที่เรียนรู้ที่นักเรียนและผู้ใหญ่มีส่วนร่วมและรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน    การรักษาความต่อเนื่องช่วยให้เกิดความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ    ขณะที่การเปลี่ยนแปลงนำไปสู่การปรับปรุงที่มีความหมายและตอบโจทย์ความต้องการจริงของนักเรียนในโรงเรียน

กล่าวโดยสรุปคือ โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในแง่นี้สามารถผสมผสานระหว่างรักษาสิ่งที่ดีและเปิดรับการเปลี่ยนแปลง ตามเสียงนักเรียน    เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

นักเรียนนำการพัฒนาวิชาชีพครู

การพัฒนาวิชาชีพ (Professional Development, PD) ที่นำโดยนักเรียน   เป็นกระบวนการที่ให้โอกาสนักเรียนมีบทบาทสำคัญในการออกแบบและดำเนินกิจกรรมฝึกอบรมสำหรับครูและบุคลากรในโรงเรียน    โดยนักเรียนจะเป็นผู้นำในการตั้งคำถาม สร้างสถานการณ์จริง (scenario-based discussions) และจัดการประชุมปฏิบัติการ ที่สนับสนุนการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างครูและนักเรียนอย่างเปิดเผย และเคารพซึ่งกันและกัน

กระบวนการนี้ช่วยเพิ่มพลังเสียงนักเรียน และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่มีการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง    โดยครูได้รับการฝึกอบรมให้สามารถสร้างและดำเนินโปรแกรม PD ที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง    พร้อมกับสนับสนุนและพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำของนักเรียน เช่น ความเข้าใจผู้อื่น (empathy)  ความมั่นใจ  ความรับผิดชอบ  และความร่วมมือ     การใช้วิธีนี้ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนให้มีความเข้าใจและไว้วางใจกันมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการจัดเตรียม ตัวอย่างสถานการณ์และแนวทางปฏิบัติ ที่ครูสามารถนำไปใช้ปรับใช้งานในบริบทของตนเอง    เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในโรงเรียนอย่างยั่งยืน

สรุปคือ Student-led Professional Development คือแนวทางที่ให้นักเรียนมีบทบาทนำในการพัฒนาครูและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้    ผ่านการปฏิบัติจริงและการฝึกอบรม ที่ส่งเสริมความเป็นผู้นำและการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างชุมชนการเรียนรู้ที่เข้มแข็งและเท่าเทียมในโรงเรียน

โครงการความหลากหลายทางเศรษฐกิจและสังคม

โครงการ Socioeconomic Diversity Project ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา    มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและส่งเสริมความหลากหลายทางเศรษฐกิจและสังคมในโรงเรียน    โดยให้นักเรียนมีบทบาทสำคัญในการสำรวจและสะท้อนประสบการณ์ที่แตกต่างของแต่ละกลุ่มในชุมชนการเรียนรู้    นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์อุปสรรคและความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นจากความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคมในบริบทของโรงเรียน    เพื่อเสนอนโยบายและแนวปฏิบัติที่ส่งเสริมการมีนักเรียนและครูจากต่างฐานะทางเศรษฐกิจ สีผิว และวัฒนธรรม   สร้างความยุติธรรมและเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียม    โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่งต่อกันในหลายรุ่นของนักเรียน   

โครงการนี้สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนจากหลากหลายพื้นฐาน    ให้สามารถแสดงเสียงและมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ    โดยเน้นบทบาทของนักเรียนในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และโอกาสทางการศึกษาอย่างแท้จริง    อีกทั้งยังส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างนักเรียนและผู้ใหญ่เพื่อสร้างความตระหนักรู้คุณค่าของการมีนักเรียนและครูจากต่างระดับเศรษฐกิจและสังคม    และแนวทางป้องกันปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในโรงเรียน

สรุปคือ โครงการนี้เน้นการใช้เสียงนักเรียนเพื่อพัฒนาให้โรงเรียนเป็นพื้นที่เรียนรู้ความหลากหลายทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในสังคม   สร้างความเท่าเทียมในโรงเรียนผ่านการวิจัย สะท้อน และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเปลี่ยนแปลงนโยบายและการปฏิบัติในชั้นเรียนและโรงเรียน   

ลำดับชั้นของภาวะผู้นำ

เล่าเรื่องของครู Joni ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกเรียนวิชาเดิมซ้ำหลายปี เพื่อส่งเสริมกระบวนการ Transformative Student Voice (TSV) อย่างต่อเนื่อง    การดำเนินการนี้เปิดพื้นที่ให้กับนักเรียนรุ่นพี่—ที่มีประสบการณ์ในการทำงาน TSV แล้ว—ได้ถ่ายทอดความรู้และทักษะให้กับนักเรียนรุ่นใหม่ ผ่านการทำงานร่วมกันจริงในชั้นเรียน

นักเรียนที่กลับมาเรียนอีกในปีต่อๆ ไป จะได้รับบทบาทผู้นำ หรือพี่เลี้ยง ที่คอยสนับสนุน กระตุ้น และผลักดันให้นักเรียนใหม่ได้แสดงศักยภาพของตนเอง และเกิดวงจรการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง   พลังของ Cascade of Leadership จึงอยู่ที่การผลักดันให้นักเรียนได้เป็นทั้งผู้รับเรียนรู้และผู้ถ่ายทอด    โดยมีครู Joni เป็นผู้ดูแลและเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่นักเรียนทั้งสองกลุ่มรู้สึกมั่นใจที่จะทำหน้าที่ของตน

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การดูแลกัน และการส่งต่อกันรุ่นต่อรุ่นเช่นนี้   ทำให้ห้องเรียน TSV มีพลวัตสูง พัฒนาเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่มีแรงผลักดันภายในจากนักเรียนเอง    ขณะเดียวกัน ครู Joni ก็มีบทบาทเหมือนผู้ประสาน และผู้อำนวยความสะดวก ไม่ใช่เจ้าของกระบวนการแต่เพียงผู้เดียว    ส่งผลให้คุณค่าของการส่งต่อกระบวนการ TSV ไม่หยุดนิ่งอยู่แค่กลุ่มเดิม    แต่ค่อยๆ ขยายผลข้ามปีการศึกษา สร้างรากฐานวัฒนธรรมผู้นำและการมีส่วนร่วมของนักเรียนในโรงเรียนอย่างยั่งยืน

แนวปฏิบัตินี้สะท้อนหลักการสำคัญของ Cascade of Leadership คือการสร้างโอกาสให้ผู้นำรุ่นเล็กเติบโตจากบทบาทผู้ตาม    และผู้มีประสบการณ์ได้ฝึกฝนภาวะผู้นำและจิตวิญญาณการให้ คืนกลับสู่ชุมชน TSV   ผ่านกระบวนการเรียนรู้และส่งต่อผู้นำอย่างต่อเนื่องในแต่ละรุ่น

 

ข้อเรียนรู้สำหรับครู TSV  

สรุปข้อเรียนรู้ของครู 3 ประเด็นหลัก ดังนี้:

  1. วิธีดึงดูดนักเรียนเข้าสู่กิจกรรม
    ครูใช้วิธีที่หลากหลายเพื่อชวนให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม TSV เช่น การเปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกเรียนวิชา elective ที่สอดคล้องกับความสนใจ   สร้างกลุ่มนักเรียน (student club) ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน TSV    โดยให้กิจกรรมมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาหรือประเด็นจริงที่นักเรียนเผชิญ เพื่อกระตุ้นความสนใจและสร้างความรู้สึกมีคุณค่าในการมีส่วนร่วม    รวมถึงสร้างบรรยากาศปลอดภัยและเปิดโอกาสแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง
  2. วิธีที่ครูทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง TSV กับฝ่ายบริหาร
    ครูมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเสียงและความคิดของนักเรียนกับฝ่ายบริหารโรงเรียน    โดยครูทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน สื่อสาร ปกป้อง และกลั่นกรองข้อเสนอของนักเรียน     ก่อนนำเสนอให้ฝ่ายบริหารรับรู้ เพื่อให้ข้อเสนอนั้นได้รับการพิจารณาและดำเนินการได้จริง    ครูช่วยสร้างความเข้าใจและผูกพันระหว่างทั้งสองฝ่าย เสริมสร้างความน่าเชื่อถือและพลังในการเปลี่ยนแปลง
  3. การสร้างความต่อเนื่อง
    ครูตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาและสืบต่อโครงการ TSV ผ่านระบบพี่เลี้ยงให้นักเรียนรุ่นเก่าถ่ายทอดประสบการณ์และทักษะแก่รุ่นใหม่    สร้างวัฒนธรรมการส่งต่อความรู้และคุณค่า และปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของนักเรียนในแต่ละรุ่น เพื่อให้ชุมชนการเรียนรู้ของ TSV มีพลังและความยั่งยืนในระยะยาว

โดยรวม ข้อเรียนรู้เหล่านี้สะท้อนบทบาทครูที่ไม่ใช่เพียงผู้สอน แต่เป็นผู้สร้างแรงจูงใจ ตัวกลางเชื่อมโยง และผู้ออกแบบระบบสนับสนุนนักเรียนให้เป็นเจ้าของกระบวนการ TSV อย่างแท้จริงในโรงเรียนและชั้นเรียน

 

ความท้าทาย   ผลที่ได้รับ และภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

งาน TSV เป็นงานยาก   เพราะต้องเกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์สารพัดแบบ   แต่ก็เป็นงานที่ให้ประโยชน์คุ้มค่าต่อความยกลำบาก    ดังจะแสดงดังต่อไปนี้

ความท้าทาย

ครูต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ    เช่น ความสนใจของนักเรียนที่แตกต่างกัน  ทำให้การดึงดูดนักเรียนเข้าสู่กิจกรรมมีความซับซ้อน     นอกจากนี้ ครูต้องช่วยนักเรียนมองความยากและอุปสรรคในการทำงานว่าเป็นความท้าทายที่ควรยอมรับและแก้ไขอย่างจริงจัง    การตอบสนองปัญหาอย่างเร่งด่วนและมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ทันที ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ต้องจัดการ

อีกทั้งครูต้องสร้างความต่อเนื่องของกิจกรรม TSV ให้สืบทอดรุ่นสู่รุ่นได้    โดยต้องออกแบบระบบพี่เลี้ยงหรือกระบวนการส่งต่อองค์ความรู้และทักษะ    นอกจากนี้การส่งเสริมให้นักเรียนก่อตั้งหรือเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างแรงขับเคลื่อนและสื่อสารเสียงนักเรียนได้อย่างมีพลัง    และครูยังต้องสนับสนุนการสร้างประเด็นใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของนักเรียนในแต่ละช่วงเวลา

โดยสรุป ครู TSV ต้องบริหารจัดการความหลากหลายของนักเรียน    แปลงความยากเป็นพลัง เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส   พร้อมทั้งสร้างระบบความต่อเนื่องและสนับสนุนการเติบโตของชุมชนการเรียนรู้ที่นักเรียนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง    เพื่อผลักดันเสียงนักเรียนให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในโรงเรียนและชั้นเรียน

ผลที่ได้รับ

ผลที่เกิดขึ้นต่อนักเรียนเมื่อมีกระบวนการดำเนินการหัวข้อหนึ่งในนักเรียนหลายรุ่น (cohort) ตลอดหลายปีอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงในมุมมองต่อตนเองและโลกภายนอกอย่างลึกซึ้ง    พวกเขาพัฒนาความรู้สึกเป็นเจ้าของ (ownership) ต่อเสียงและความคิดของตนเอง    และมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนในการมีส่วนร่วมและสร้างการเปลี่ยนแปลง    นักเรียนได้เรียนรู้ที่จะเห็นปัญหาและความท้าทายต่าง ๆ เป็นสิ่งที่สามารถจัดการและแก้ไขได้ผ่านการทำงานร่วมกัน

ในกระบวนการนี้ นักเรียนไม่เพียงแต่สนับสนุนและช่วยเหลือกันในกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันเท่านั้น    แต่ยังส่งต่อความรู้และทักษะให้กับรุ่นน้องในรุ่นถัดไปด้วย    ทำให้เกิดชุมชนการเรียนรู้และความสัมพันธ์แบบเครือข่ายที่ยั่งยืนและมีพลัง    นักเรียนรุ่นหลังได้เติบโตจากการเป็นผู้ตามที่ได้รับการสนับสนุนจนกลายเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความมั่นใจและมีความรับผิดชอบ

ด้วยการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องนี้ นักเรียนสามารถพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร และทักษะการแก้ปัญหาที่สำคัญ     ผลลัพธ์เหล่านี้ช่วยให้พวกเขามีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำในระดับชั้นเรียน โรงเรียน และชุมชนในระยะยาว    รวมทั้งเตรียมพร้อมสำหรับบทบาทพลเมืองที่มีส่วนร่วมและมีอิทธิพลต่อสังคมในวงกว้าง

กระบวนการ Transformative Student Voice ที่ต่อเนื่องในหลายรุ่นช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้ในตนเองและสังคม สนับสนุนความร่วมมือและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน    และขยายผลลัพธ์ของเสียงนักเรียนให้เป็นพลังการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนในระบบการศึกษาและชีวิตของนักเรียนเอง

ภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออก

ในกระบวนการทำงานกับเสียงนักเรียน (TSV) ครูและผู้ใหญ่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากและสถานการณ์ท้าทายหลายประการที่เรียกว่า "dilemmas" หรือความขัดแย้งทางจริยธรรมและการปฏิบัติ    เช่น การตัดสินใจว่าจะให้อำนาจนักเรียนมากน้อยแค่ไหนในกระบวนการตัดสินใจบางเรื่อง ซึ่งอาจขัดแย้งกับบทบาทความรับผิดชอบของผู้ใหญ่     การจัดการกับความแตกต่างของความคิดเห็นระหว่างนักเรียนและผู้ใหญ่     การรักษาสมดุลระหว่างการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนมีเสียงและการควบคุมเพื่อความปลอดภัยและความเหมาะสมของชั้นเรียน    รวมถึงความท้าทายในการตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของนักเรียนอย่างเท่าเทียม

ความขัดแย้งเหล่านี้ทำให้ครูต้องใช้ความรอบคอบและวิธีคิดแบบไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเสียงนักเรียนและการรักษาความเป็นระเบียบในชั้นเรียน จึงเน้นว่าไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการเจรจา ปรับตัว และความร่วมมืออย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในระบบการศึกษา

Dilemmas ในงาน TSV แสดงถึงความซับซ้อนของการสร้างพลังให้เสียงนักเรียนภายใต้ข้อจำกัดและความรับผิดชอบหลายมิติ ที่ครูและนักเรียนต้องเผชิญร่วมกันในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ความยุ่งยากที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุด และน่าจะเป็นต้นเหตุของความล้มเหลวของ TSV มากที่สุด คือ บทบาทของครู   ครูต้องหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปเป็นเจ้าของ  บงการ  หรือครอบครองความสำเร็จของโครงการเสียเอง    ต้องทำงานอยู่เบื้องหลัง เหมือนกรณีครู Joni ในหนังสือ Transformative Student Voice 

 

สรุป

ข้อเรียนรู้หลัก

  • การเปลี่ยนแปลงในเรื่องที่ซับซ้อนต้องใช้เวลา    แนะนำให้เตรียมแผนงานข้ามปี
    • อย่าตกใจหรือหมดกำลังใจ หากโครงการไม่นำสู่การเปลี่ยนแปลงภายใน ๑ ปีการศึกษา    ให้มุ่งหน้าหนุนการดำเนินการต่อไป  นักเรียนที่เข้าร่วมได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการเป็นผู้ริเริ่ม และทักษะการเป็นพลเมืองผู้ริเริ่ม (agentic citizen) ไปแล้ว
    • เป็นเรื่องปกติที่นักเรียนรุ่นต่อไปจะเลือกเปลี่ยนเรื่อง จากเรื่องที่ประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงโด่งดัง    ไปสู่เรื่องใหม่ ที่อาจมีความเร่งด่วนกว่า  ครูต้องไม่เอาความคิดของตนเองเข้าไปมีอิทธิพลต่อเด็ก   ต้องปล่อยให้นักเรียนได้ฝึกความเป็นผู้ริเริ่ม (agency)   

 คำแนะนำเพื่อธำรงความต่อเนื่องในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง   

  • พัฒนาโครงสร้างที่นักเรียนเป็นศูนย์กลาง    หนุนโดยครู โรงเรียน  และเขตพื้นที่การศึกษา
    • ทำงานเป็นชั้นๆ หลายชั้นปี   และส่งต่อกิจกรรมจากรุ่นสู่รุ่น   การแก้ปัญหาทางสังคมที่ซับซ้อนเรื่องหนึ่งมักต้องใช้เวลาดำเนินการต่อเนื่องหลายปี
    • ใช้ตัวกลาง (broker) ช่วยสื่อสารกับผู้มีอำนาจ
    • เมื่อจะจบปีการศึกษา ร่วมกันสะท้อนคิดว่าจะส่งต่อกิจกรรมให้นักเรียนรุ่นต่อไปดำเนินการอย่างไร
    • จัดให้มีหลายช่องทางสำหรับนักเรียนที่เข้าร่วม    เปิดช่องทั้งแก่ผู้เรียนรู้ช้า   และผู้เรียนรู้เร็ว   
    • หาทางป้องกันช่องว่าง ที่เกิดจากนักเรียนในทีมย้ายโรงเรียน เรียนจบ หรือได้รับทุนไปต่างประเทศ   เตรียมตัวแทนไว้ปฏิบัติหน้าที่       

สิ่งที่ต้องเลี่ยง   

  • คาดหวังว่าจะเห็นผลอย่างรวดเร็ว
    • ครูต้องไม่อินกับโครงการมากเกินไป    หากนักเรียนไม่สนใจ ก็ต้องปล่อยให้เขาคิดเอง
    • ทำแบบงานด่วน  เรื่องเชิงสังคมต้องทำแบบมีแผน 

วิจารณ์ พานิช

๒๖ ก.ค. ๖๘