คนเราทำงานเพื่ออะไร ๑. ความเห็นของ ChatGPT และ Perplexity
คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดเวที Research and innovations day ประจำปี 2569 (กิจกรรม D-Show ครั้งที่ 4) ในวันที่ 7 มกราคม 2569 เวลา 08.30 16.30 น. และวันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 08.30 – 11.30 น. ณ ห้องประชุมทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ อาคารเรียนรวม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้หัวข้อ “Beyond survival: the essence of work” ก้าวข้ามจากการทำงานเพื่ออยู่รอด สู่การค้นหาความหมายที่แท้จริงของการทำงาน” และเชิญผมไปพูดเรื่อง “เรา…ทำงานเพื่ออะไร?” ในวันที่ 7 มกราคม 2569 เวลา 09.15 – 10.30 น.
ผมจึงสะท้อนคิด เอาไปถามเหล่าสหายเอไอว่า “คนเราทำงานเพื่ออะไร ผมมองว่า ตอบได้หลากหลาย ไม่มีถูก-ผิด คำถามนี้มีไว้กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ในช่วง คิดหลากหลาย (diversification) สำหรับตรวจสอบความหมายหรือคุณค่าของงาน และของการทำงาน ที่ผมมีความเห็นว่า เราต้องใช้คำถามนี้ให้ก่อผลกระทบเชิงบวก ทำความเข้าใจผลกระทบเชิงลบ เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อ คำถามนี้ตีความได้หลากหลายมาก ทั้งในระดับความเป็นมนุษย์ ศักยภาพที่ซ่อนเร้นของมนุษย์ ระดับปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ในฐานะที่ต่างก็เป็นมนุษย์ และเป็นสมาชิกของหน่วยงาน และของสังคม ระดับการพัฒนาระบบของชุมชน พื้นที่ สังคม ประเทศ และโลก คนเราต่างก็มีบทบาททั้งในระดับไมโคร (micro) มีโส (meso) และแม็คโคร (macro) ของระบบ สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน เราควรเน้นบทบาทในการสร้างสังคมสีขาว ให้คุณค่าต่อความซื่อสัตย์สุจริต และเห็นแก่ส่วนรวม สรุปว่าเราทำงานไม่เพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือส่วน กลุ่ม ต้องมองที่ผลประโยชน์ส่วนรวม ทั้งผลประโยชน์ด้านผลงานที่รับผิดชอบโดยตรง และด้านการร่วมกันสร้างระบบ สร้างจิตวิญญาณที่เน้นคุณธรรม ทั้งระดับบุคคล กลุ่ม และระบบ เราทำงานเพื่อเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพื่อนร่วมงาน และเพื่อนร่วมโลก ที่พัฒนาอย่างเป็นองค์รวม VASK ผมคิดอย่างนี้ถูกต่้องเหมาะสมหรือไม่ มีประเด็นสำคัญอะไรบ้างที่ต้องเพิ่มเติม ในทางปฏิบัติต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทไทย และหวังผลทั้งระยะสั้น กลาง และยาว”
ได้รับคำตอบที่ประเทืองปัญญามาก ในบันทึกแนกนี้ ขอนำคำตอบของ ChatGPT และ Perplexity มาลงไว้ ดังต่อไปนี้
ChatGPT:
ผมเห็นว่า กรอบคิดของท่าน “ถูกต้อง เหมาะสม และมีพลังมาก” โดยเฉพาะการวางคำถาม “คนเราทำงานเพื่ออะไร” ให้เป็น คำถามเพื่อการคิดหลากหลาย (diversification) ไม่ใช่คำถามหาคำตอบเดียว และการยกระดับคำถามจากระดับปัจเจก ไปสู่ระดับระบบและจริยธรรมของสังคม ผมขอช่วย จัดระเบียบความคิดของท่านให้ชัดเป็นกรอบเชิงระบบ พร้อม ชี้จุดที่ควรเสริม และ เสนอแนวทางปฏิบัติในบริบทไทย โดยมองผลลัพธ์ระยะสั้น–กลาง–ยาว ดังนี้
1️⃣ คำตอบของท่าน “สมบูรณ์” ในเชิงปรัชญาการทำงานหรือไม่ จุดแข็งมาก แนวคิดของท่านครอบคลุมครบ 4 มิติสำคัญ 1. มิติความเป็นมนุษย์ (Humanistic) – งานเป็นพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพมนุษย์ (VASK) – งานมีคุณค่าในตัวมันเอง ไม่ใช่แค่เครื่องมือหาเงิน 2. มิติปฏิสัมพันธ์ (Relational) – งานคือความสัมพันธ์กับผู้อื่น – การทำงานร่วมกันสร้างจิตวิญญาณองค์กรและสังคม 3. มิติระบบ (Systemic) – บทบาท micro–meso–macro เชื่อมโยงกัน – งานของคนหนึ่งคนมีผลต่อระบบที่ใหญ่กว่าเสมอ 4. มิติคุณธรรมและสาธารณะ (Moral & Public Good) – งานต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือของผลประโยชน์ส่วนตน/กลุ่ม – ต้องสร้าง “สังคมสีขาว” และผลประโยชน์ส่วนรวม
ในเชิงทฤษฎี แนวคิดนี้ สอดคล้องกับ • Humanistic economics • Ethics of work • Systems thinking • Capability approach (Sen, Nussbaum) • และแนวคิด VASK ที่ท่านพัฒนาเอง
2️⃣ ประเด็นสำคัญที่ “ควรเพิ่มเติม” เพื่อให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น ผมขอเสนอ 4 ประเด็นเสริม ที่จะช่วยให้แนวคิดนี้ “ไม่ถูกบิดเบือนในทางปฏิบัติ”
(1) งานกับ “อำนาจ” (Power) คำถาม คนเราทำงานเพื่ออะไร ต้องระวังการถูกใช้เป็นเครื่องมืออำนาจ เช่น • ใช้คุณธรรมบังหน้าเพื่อกดขี่แรงงาน • ใช้ “ทำเพื่อส่วนรวม” เพื่อปิดปากการตั้งคำถาม จึงควรเสริมว่า งานที่ดีต้องมาพร้อมศักดิ์ศรี ความยุติธรรม และสิทธิในการตั้งคำถาม
(2) ความจริงใจเชิงโครงสร้าง (Structural Integrity) ความซื่อสัตย์ไม่ใช่แค่คุณธรรมส่วนบุคคล แต่ต้องมี • ระบบตรวจสอบ • ความโปร่งใส • การลดผลประโยชน์ทับซ้อน มิฉะนั้น “คนดีจะอยู่ไม่ได้ในระบบไม่ดี”
(3) การเรียนรู้จากความล้มเหลว ถ้าเราทำงานเพื่อเรียนรู้จริง • ความล้มเหลวต้องไม่ถูกลงโทษ • ต้องถูกแปลงเป็นบทเรียน (AAR, reflection)
(4) การดูแลตัวเอง (Self-care) และขอบเขต การทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่ควรกลายเป็นการเผาผลาญชีวิต • ต้องมีขอบเขต • ต้องเคารพสุขภาวะของตนเอง
3️⃣ จากปรัชญา → การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ (Systematic Action) ผมขอสรุปเป็น 4 ระดับการขับเคลื่อนในบริบทไทย
ระดับที่ 1: ระดับบุคคล (Micro) ทำอย่างไร • ใช้คำถามนี้เป็น เครื่องมือสะท้อนตนเอง (reflective practice) • เชื่อมงานของตนกับ VASK • ทำ AAR เป็นกิจวัตร ไม่ใช่พิธีกรรม ผลที่หวัง • ระยะสั้น: เห็นคุณค่าของงานมากขึ้น • ระยะกลาง: เติบโตเป็นมืออาชีพที่มีจริยธรรม • ระยะยาว: เป็น “คนทำงานเพื่อสังคมโดยไม่ถูกระบบกลืน”
ระดับที่ 2: ระดับทีม/องค์กร (Meso) ทำอย่างไร • สร้างพื้นที่สนทนาเรื่อง “ความหมายของงาน” อย่างปลอดภัย • ประเมินผลงานมากกว่าตัวชี้วัดเชิงปริมาณ • เชื่อมผลงานกับผลกระทบทางสังคม เครื่องมือ • Learning circle • After Action Review • Developmental evaluation ผลที่หวัง • ระยะสั้น: ความไว้วางใจ • ระยะกลาง: วัฒนธรรมองค์กรที่ซื่อสัตย์ • ระยะยาว: องค์กรที่เรียนรู้และยั่งยืน
ระดับที่ 3: ระดับระบบการศึกษาและการทำงาน (Macro) ทำอย่างไร • เปลี่ยนจาก “สอนทำงานเก่ง” เป็น “สอนทำงานอย่างมีความหมาย” • บูรณาการ o จริยธรรม o ระบบคิด o การทำงานเพื่อสาธารณะ ตัวอย่าง • TSQM • โรงเรียนพัฒนาตนเอง • การเรียนรู้แบบ PBL + reflection
ระดับที่ 4: ระดับสังคมไทย (Macro+) เน้นอะไร • สังคมสีขาว = ระบบที่คนดีอยู่ได้ • คุณธรรมต้องมี กลไกคุ้มครอง • ให้คุณค่าคนทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างเป็นรูปธรรม ผลระยะยาว • ลดความเหลื่อมล้ำ • ลดพฤติกรรมสีเทา • สร้างทุนทางสังคม (social capital)
4️⃣ สรุปสั้นที่สุด คนเราทำงาน • เพื่อเลี้ยงชีพ • เพื่อเรียนรู้และพัฒนาความเป็นมนุษย์ • เพื่อร่วมสร้างสังคมที่ดี • และเพื่อทิ้งระบบที่ดีกว่าไว้ให้คนรุ่นต่อไป
แนวคิดของท่าน ไม่เพียงถูกต้อง แต่เป็น กรอบคิดเชิงนโยบายและเชิงจริยธรรม ที่ประเทศไทยต้องการอย่างยิ่งในเวลานี้
Perplexity:
มุมมองของอาจารย์ที่ว่า “คนเราทำงานเพื่อเรียนรู้พัฒนาตนเอง เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมโลก อย่างองค์รวม (VASK: Values, Attitudes, Skills, Knowledge) โดยเน้นสังคมสีขาว ความซื่อสัตย์ และผลประโยชน์ส่วนรวมทั้ง micro-meso-macro” นั้นถูกต้องและเหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทไทยที่กำลังเผชิญวิกฤตความไว้วางใจสาธารณะ (trust deficit) และ middle-income trap ซึ่งต้องการ “จิตวิญญาณรวมพลัง” ในการยกระดับทั้งคุณธรรมและสมรรถนะ มุมนี้สอดคล้องกับทั้งทฤษฎี motivation ระดับองค์รวม (self-determination theory + purpose-driven work) และนโยบายไทยที่เน้น human capital + ethical governance.documents1.worldbank+3 จุดแข็งของมุมมองอาจารย์ • องค์รวมและหลายระดับ: การมองงานเป็นเวทีพัฒนา VASK และเชื่อม micro (ตนเอง) ไป macro (สังคมโลก) ตรงกับกรอบ SDG 17 goals และ Thailand 4.0 ที่ต้องการ human development แบบ holistic.unctad • เน้นคุณธรรมสังคมไทย: การยก “สังคมสีขาว ซื่อสัตย์ เห็นแก่ส่วนรวม” ตอบโจทย์ตรงจุด เพราะรายงาน UNCTAD ชี้ว่า corruption perception และ low trust เป็น structural barrier ของ innovation ecosystem ไทย.unctad • กระตุ้น creativity + positive impact: การใช้คำถาม “คนเราทำงานเพื่ออะไร” เป็นเครื่องมือ diversification และ self-reflection ช่วยหลีกเลี่ยง “toxic positivity” โดยเชิญชวนตรวจสอบ shadow side (ผลกระทบเชิงลบ) ด้วย.documents1.worldbank ประเด็นสำคัญที่ควรเพิ่มเติม 1. Work as Meaning-Making: งานจิตวิทยาองค์กรชี้ว่า คนทำงานเพื่อ “purpose” (ความหมาย) มากกว่าค่าแรงเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะ Gen Z/Alpha ที่ให้ค่ากับ impact ต่อสังคมและ sustainability สูงขึ้น ในไทย ควรเพิ่มมิติ “งานเพื่อ legacy และ dignity ของชาติตระกูล” ซึ่งเป็นคุณค่าท้องถิ่น.documents1.worldbank 2. Balance Individual vs Collective: แม้เน้นส่วนรวม แต่ต้องระวัง “collectivist trap” ที่ทำให้บุคคลเสีย agency ควรเสริม “empowerment through work” เพื่อให้คนกล้าท้าทายระบบที่ทุจริต.jscires 3. Systemic Barriers: ต้องยอมรับว่าโครงสร้างไทย (bureaucracy, patronage) มักบิดเบือน purpose ของงานไปสู่ผลประโยชน์กลุ่ม ดังนั้นต้องมีกลไก accountability.nxpo 4. AI & Future of Work: ในยุค AI disruption งานจะเปลี่ยนจาก routine ไป creative/ethical judgment ต้องเตรียม VASK ที่ AI ทำแทนไม่ได้ เช่น moral courage และ systems thinking.nxpo แนวปฏิบัติเชิงระบบในบริบทไทย ระยะสั้น (1-2 ปี): สร้างวัฒนธรรมและเครื่องมือ ระดับ กลยุทธ์หลัก ตัวอย่างปฏิบัติ Micro (บุคคล) Purpose reflection Workshop “Why I Work” รายไตรมาส + journaling app เชื่อม VASK Meso (องค์กร) Ethical leadership KPI ผู้นำรวม “trust score” จากทีม + whistleblower safe channel nxpo
Macro (นโยบาย) National campaign ส่งเสริม “Work for White Society” ผ่าน NXPO/MHESI + media collab ระยะกลาง (3-5 ปี): สร้างระบบและสถาบัน • Education Reform: ฝัง “Purpose of Work” ในหลักสูตร SEL/Vocational + OBE (Outcome-Based Education) ที่วัด VASK ไม่ใช่แค่ knowledge.eef • HR Policy: ทุกหน่วยงานรัฐ/เอกชนกำหนด “Social Impact Score” ใน performance review + tax incentive สำหรับบริษัทที่ proof ethical supply chain.unctad • Anti-Corruption Ecosystem: ขยาย NACC role ไป monitoring “work purpose alignment” ในโครงการใหญ่ + blockchain สำหรับ transparency.nxpo ระยะยาว (5-10 ปี): เปลี่ยน paradigm สังคม เป้าหมาย ตัวชี้วัด กลไกขับเคลื่อน สังคมไว้วางใจสูง Corruption Perception Index >50 Ethical governance academy สำหรับ leader pipeline Productivity + Happiness Human Development Index top ASEAN Work-life integration policy + universal basic services Global Competitiveness Innovation Index top 30 National “Purpose Fund” สำหรับ social enterprise/deep tech แนวทางนี้ใช้กรอบ “nested systems change” ที่ NXPO แนะนำ: เริ่มจาก pilot ในหน่วยงานนำร่อง (เช่น มหาวิทยาลัย/หน่วยงานรัฐดีๆ) แล้ว scale up ผ่าน policy leverage และ cultural shift. สำคัญคือต้องมี “champion network” ระดับสูงทั้งภาครัฐ เอกชน Academia ที่กล้าพูด “Work for Greater Good” และลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่ rhetoric.nxpo+1 มุมมองของอาจารย์ไม่เพียง “ถูกต้อง” แต่เป็น “visionary framework” ที่ไทยต้องการในจุดนี้ ถ้าทำให้กลายเป็น movement ได้ จะช่วยเปลี่ยน “work as survival” เป็น “work as nation-building” และยกระดับทั้งจิตใจ เศรษฐกิจ สังคมไปพร้อมกันครับ.jscires+1 1. https://documents1.worldbank.org/curated/en/322521507638821474/pdf/120336-PUB-PUBLIC.pdf 2. https://unctad.org/publication/science-technology-and-innovation-policy-review-thailand 3. https://www.nxpo.or.th/th/en/8256/ 4. https://www.nxpo.or.th/th/wp-content/uploads/2022/06/HIGHER-EDUCATION-SCIENCE-RESEARCH-AND-INNOVATION-DEVELOPMENT.pdf 5. https://jscires.org/article/7875/ 6. https://www.nxpo.or.th/th/en/26895/ 7. https://en.eef.or.th/2023/01/18/sel-social-and-emotional-learning/
ขอย้ำคำของ ChatGPT ที่ว่า “คนเราทำงาน เพื่อเลี้ยงชีพ เพื่อเรียนรู้และพัฒนาความเป็นมนุษย์ เพื่อร่วมสร้างสังคมที่ดี และเพื่อทิ้งระบบที่ดีกว่าไว้ให้คนรุ่นต่อไป” และคำของ Perplexity ที่ว่า “เพื่อเปลี่ยน ‘work as survival’ เป็น ‘work as nation-building’ และยกระดับทั้งจิตใจ เศรษฐกิจ สังคมไปพร้อมกัน” วิจารณ์ พานิช ๓๐ ธ.ค. ๖๘