ยัญญสูตร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
๙. ยัญญสูตร
ว่าด้วยการบูชายัญ
[๑๒๐] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
สมัยนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตระเตรียมการบูชามหายัญ คือ โคตัวผู้ ๕๐๐ ตัว ลูกโคตัวผู้ ๕๐๐ ตัว ลูกโคตัวเมีย ๕๐๐ ตัว แพะ ๕๐๐ ตัว และแกะ ๕๐๐ ตัว ถูกนำไปผูกไว้ที่หลักเพื่อบูชายัญ แม้ข้าราชบริพารของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้นผู้เป็นทาส คนใช้หรือกรรมกรที่มีอยู่ แม้ชนเหล่านั้นก็ถูกอาชญาคุกคาม ถูกภัยคุกคาม ร้องไห้น้ำตานองหน้า กระทำบริกรรมอยู่
ครั้นเวลาเช้า ภิกษุจำนวนมากครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร (หมายถึงถือบาตรด้วยมือ ถือจีวรด้วยกาย คือห่มจีวรแล้วอุ้มบาตรนั่นเอง) เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี กลับจากบิณฑบาต ภายหลังจากฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตระเตรียมการบูชามหายัญ คือ โคตัวผู้ ๕๐๐ ตัว ลูกโคตัวผู้ ๕๐๐ ตัว ลูกโคตัวเมีย ๕๐๐ ตัว แพะ ๕๐๐ ตัว และแกะ ๕๐๐ ตัว ถูกนำไปผูกไว้ที่หลักเพื่อบูชายัญ แม้ข้าราชบริพารของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้น ผู้เป็นทาส คนใช้หรือกรรมกรที่มีอยู่ แม้ชนเหล่านั้นก็ถูกอาชญาคุกคาม ถูกภัยคุกคาม ร้องไห้น้ำตานองหน้า กระทำบริกรรมอยู่”
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า
มหายัญที่มีกิริยามากเหล่านั้น คือ
อัสวเมธ บุรุษเมธ สัมมาปาสะ
วาชเปยยะ นิรัคคฬะ (หมายถึงมหายัญ ๕ ประการของพราหมณ์ ได้แก่ อัสวเมธ คือการฆ่าม้าบูชายัญ ปุริสเมธ คือการฆ่าคนบูชายัญ สัมมาปาสะ คือการทำบ่วงแล้วขว้างไม้ลอดบ่วง ไม้ตกที่ไหนทำการบูชายัญที่นั้น วาชเปยยะ คือการดื่มเพื่อพลังหรือเพื่อชัยชนะ นิรัคคฬะ คือยัญไม่มีลิ่มหรือกลอน คือทั่วไปไม่มีขีดคั่นจำกัด การฆ่าครบทุกอย่างบูชายัญ อนึ่ง มหายัญ ๕ ประการนี้ เดิมทีเดียวเป็นหลักสงเคราะห์ที่ดีงาม แต่พราหมณ์สมัยหนึ่งดัดแปลงเป็นการบูชายัญเพื่อผลประโยชน์ในทางลาภสักการะแก่ตน) ไม่มีผลมาก
(เพราะ)พระอริยะผู้ปฏิบัติชอบแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับยัญที่มีการฆ่าแพะ
แกะ โค และสัตว์ชนิดต่างๆ
ส่วนยัญใด ไม่มีกิริยา เอื้ออำนวยประโยชน์
ประชาชนบูชาตระกูลทุกเมื่อ
คือ ไม่มีการฆ่าแพะ แกะ โค และสัตว์ชนิดต่างๆ
พระอริยะผู้ปฏิบัติชอบ แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ย่อมเกี่ยวข้องกับยัญนั้น
นักปราชญ์พึงบูชายัญนั้น ที่มีผลมาก
เพราะเมื่อบูชายัญนั้นนั่นแหละ
ย่อมมีแต่ความดี ไม่มีความชั่ว
ยัญย่อมแพร่หลาย และเทวดาก็ยังเลื่อมใส
ยัญญสูตรที่ ๙ จบ
------------------
อรรถกถายัญญสูตรที่ ๙
เพราะเหตุไร พระราชาจึงทรงเริ่มยัญนี้. ก็เพราะจะทรงกำจัดฝันร้าย.
เล่ากันว่า วันหนึ่ง พระราชาประดับเครื่องอลังการทุกอย่าง ประทับบนคอช้างต้นตัวดี เลียบพระนคร ทอดพระเนตรเห็นสตรีผู้หนึ่งเปิดหน้าต่างมองดู (กระบวน) มีพระทัยปฏิพัทธ์ต่อนาง เสด็จกลับจากที่นั้นทันที เข้าสู่พระราชวังตรัสบอกความนั้นแก่ราชบุรุษคนหนึ่ง แล้วทรงส่งเขาไป สั่งให้สืบว่า สตรีผู้นั้นมีสามีหรือยังไม่มีสามี.
ราชบุรุษนั้นก็ไปถามสตรีผู้นั้น.
สตรีผู้นั้นก็แสดงว่า นั่นสามีของดิฉันนั่งที่ตลาด.
ราชบุรุษก็กลับมาทูลความนั้นแด่พระราชา.
พระราชาโปรดให้เรียกบุรุษผู้ [สามี] นั้นมาสั่งว่า เจ้าจงปรนนิบัติเรา [เป็นองครักษ์] ถูกบุรุษนั้นทูลทัดทานว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ไม่รู้ที่จะปรนนิบัติ พระเจ้าข้า รับสั่งว่า ธรรมดาว่าการปรนนิบัติไม่จำต้องเล่าเรียนในสำนักอาจารย์ดอก แล้วทรงให้เขาถืออาวุธและโล่โดยพลการ ตั้งเขาให้ทำหน้าที่คนปรนนิบัติ.
บุรุษนั้นพอปรนนิบัติแล้วก็กลับบ้านเลย.
โปรดให้เรียกเขามาอีก รับสั่งว่า ธรรมดาว่าผู้ปรนนิบัติจะต้องทำตามคำสั่งของพระราชา เจ้าจงไปสระโบกขรณีสำหรับชำระศีรษะของเรา ที่หนทางโยชน์หนึ่งจากที่นี้มีอยู่ จงเอาดินสีแดงเรื่อและดอกอุบลสีแดงจากสระนั้นมา ถ้าเจ้ามาไม่ทันวันนี้ เราจักลงราชอาชญาเจ้าแล้วทรงส่งเขาไป.
บุรุษนั้นก็ออกไป เพราะกลัวราชภัย.
เมื่อบุรุษนั้นไปแล้ว แม้พระราชาก็ให้เรียกนายประตูเมืองมาสั่งว่า วันนี้ พอตกเย็นก็ปิดประตูเมืองเลย แม้จะมีคนบอกว่า เราเป็นราชทูต หรืออุปทูตก็อย่าเปิด.
บุรุษนั้นได้ดินและดอกอุบลแล้วก็มาถึง เมื่อประตูเมืองปิดพอดี แม้จะพูดมากมายอย่างไรก็เข้าไม่ได้ จึงเลยไปยังวัดพระเชตวัน เพราะกลัวอันตราย.
ถึงพระราชาเองก็ถูกความรุ่มร้อนอย่างแรงครอบงำ เดี๋ยวนั่ง เดี๋ยวยืน เดี๋ยวบรรทม เมื่อตกลงพระทัยไม่ได้ ก็ประทับนั่ง ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หลับแบบลิงหลับ [ทรงเคลิ้มไป].
แม้ยุคก่อน บุตรเศรษฐี ๔ คนในพระนครนั้นนั่นแหละทำปรทารกกรรม บังเกิดในนรกโลหกุมภี ชื่อนันโทปนันทา. สัตว์นรกเหล่านั้นถูกเคี่ยวร่างเป็นฟอง ๓๐,๐๐๐ ปี จึงลงไปถึงก้นหม้ออีก ๓๐,๐๐๐ ปีจึงขึ้นถึงปากหม้อ.
วันหนึ่ง พวกเขาเห็นแสงสว่าง ประสงค์จะกล่าวคาถาตนละคาถา เพราะกลัวกรรมที่ทำชั่ว แต่ก็ไม่อาจจะกล่าวได้ กล่าวได้เพียงตนละอักษรเท่านั้น
ตนหนึ่งกล่าว ส อักษร
ตนหนึ่งกล่าว โส อักษร.
ตนหนึ่งกล่าว น อักษร.
ตนหนึ่งกล่าว ทุ อักษร
พระราชา จำเดิมแต่ได้ยินเสียงของสัตว์นรกเหล่านั้น ก็ไม่ได้ความสุข ปล่อยเวลาที่เหลือของราตรีนั้นให้ล่วงไป. เมื่อรุ่งอรุณ ปุโรหิตมาทูลถามถึงความบรรทมเป็นสุข. ท้าวเธอก็รับสั่งว่า เราจะเป็นสุขได้แต่ที่ไหนเล่า อาจารย์. จึงตรัสเล่าว่า เราฝันว่าได้ยินเสียงอย่างนี้.
พราหมณ์คิดว่า เพราะพระสุบินนี้ของพระราชาพระองค์นี้ ความเจริญหรือความเสื่อมคงไม่มี ก็แต่ว่า สิ่งใดมีในเรือนหลวงนี้ สิ่งนั้นก็จะตกแก่พระสมณโคดม ตกแก่สาวกของพระสมณโคดม แม้พวกพราหมณ์ก็จะไม่ได้อะไรๆ เลย จำเราจะทำอาหารให้เกิดขึ้นแก่พวกพราหมณ์ ดังนี้แล้วจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระสุบินร้ายนักในความเสื่อม ๓ อย่างจักปรากฏความเสื่อมอย่างหนึ่ง คือ จักมีอันตรายแก่ราชสมบัติ จักมีอันตรายแก่พระชนมชีพ หรือใต้ฝ่าพระบาทจักประทับอยู่ไม่ได้ พระเจ้าข้า.
รับสั่งถามว่า ความสวัสดีจะพึงมีได้อย่างไรเล่า อาจารย์.
กราบทูลว่า ต้องปรึกษากันจะรู้ได้ พระเจ้าข้า.
รับสั่งว่า ไปปรึกษากับพวกอาจารย์แล้ว มาทำความสวัสดีแก่เรา.
พราหมณ์ปุโรหิตนั้นประชุมพวกพราหมณ์ที่โรงเก็บวอ [ยานพาหนะ] บอกความนั้นแล้ว ทำให้เป็น ๓ พวกด้วยตกลงกันว่า ต่างคนต่างไปกราบทูลอย่างนี้. พราหมณ์ทั้งหลายก็ไปเข้าเฝ้า ทูลถามพระราชาถึงการบรรทมเป็นสุข พระราชาก็ตรัสโดยทำนองที่ตรัสแก่พราหมณ์ปุโรหิตนั้นแล้วรับสั่งถามว่า ความสวัสดีจะพึงมีได้อย่างไรเล่า อาจารย์.
พวกพราหมณ์ผู้ใหญ่พากันกราบทูลว่า เพราะทรงบูชายัญอย่างละ ๕๐๐ ทุกอย่าง พระองค์ก็จะพึงมีความสวัสดี อาจารย์ทั้งหลายกล่าวกันอย่างนี้ พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงฟังพราหมณ์เหล่านั้นแล้วไม่ทรงรับ ไม่ทรงปฏิเสธ นิ่งเสีย.
ลำดับนั้น แม้พราหมณ์พวกที่ ๒ ก็มากราบทูลอย่างนั้นเหมือนกัน.
แม้พราหมณ์พวกที่ ๓ ก็อย่างนั้น
ครั้งนั้น พระราชามีพระราชโองการสั่งว่า พวกเจ้าหน้าที่จงจัดทำยัญทั้งหลาย. นับแต่นั้น พวกพราหมณ์ก็ให้นำสัตว์มีชีวิตเช่นโคเป็นต้นมา. ในพระนครก็เกิดเสียงอื้ออึงขนานใหญ่ พระนางมัลลิกาทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว ก็ทรงชักนำพระราชาไปยังสำนักของพระตถาคต ท้าวเธอเสด็จไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท้าวเธอว่า ถวายพระพร มหาบพิตรเสด็จไปไหนมาแต่วัน.
พระราชาทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝันไป ได้ยินเสียง ๔ เสียง จึงถามพวกพราหมณ์ พวกพราหมณ์บอกว่าฝันร้าย พวกเขาจะทำการบูชายัญอย่างละ ๕๐๐ ทุกอย่าง จึงจะแก้ได้ ดังนั้น พวกเขาจึงเริ่มยัญ.
ตรัสถามว่า มหาบพิตรได้ยินเสียงว่ากระไร.
ท้าวเธอก็ทูลตามที่ทรงได้ยิน.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท้าวเธอว่า ถวายพระพร แต่กาลก่อน ในพระนครที่นี้แหละ บุตรเศรษฐี ๔ คนกระทำความผิดในภรรยาผู้อื่น บังเกิดในโลหกุมภีนรก ขุมนันโทปนันทา จมลงสุด ๖๐,๐๐๐ ปี.
บรรดาสัตว์นรก ๔ ตนนั้น ตนหนึ่งต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า
สฏฺฐวสฺสสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส
นิรเย ปจฺจมานานํ กทา อนฺโต ภวิสฺสติ
(เราไหม้อยู่ในนรกตั้ง ๖๐,๐๐๐ ปีเต็ม ครบทุกอย่าง เมื่อไร จักสิ้นสุดกันเสียที.)
ตนที่ ๒ ต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า
โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ
วทญฺญู สีลสมฺปนฺโน กาหามิ กุสลํ พหุํ
(เรานั้นพ้นไปจากโลหกุมภีนี้แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์ รู้ถ้อยคำของยาจก (ให้ทาน) มีศีลสมบูรณ์ จักต้องสร้างกุศลไว้ให้มาก เป็นแน่แท้.)
ตนที่ ๓ ต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า
นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต น อนฺโต ปฏิทิสฺสติ
ตทา หิ ปกตํ ปาปํ มม ตุมฺหญฺจ มาริสา
(ไม่มีสิ้นสุด จะสิ้นสุดได้แต่ที่ไหน ความสิ้นสุดไม่ปรากฏเลย ดูราพวกเราเอ๋ย ก็เพราะข้ากับเจ้าทำบาปกรรมไว้มาก ในครั้งนั้น.)
ตนที่ ๔ ต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า
ทุชฺชีวิตมชีวมฺหา เยสํ เตน ททามฺห เส
วิชฺชมาเนสุ โภเคสุ ทีปนฺนากมฺห อตฺตโน
(พวกเราเมื่อมีโภคสมบัติอยู่ ไม่ได้ให้ทานเลย ไม่ได้ทำที่พึ่งสำหรับตนเลย จัดว่ามีชีวิตอยู่อย่างชั่วชาติ.)
สัตว์นรกเหล่านั้นไม่อาจกล่าวคาถาเหล่านี้ได้ กล่าวอักษรได้ตนละอักษรเท่านั้นเอง แล้วก็จมหายไปอย่างนั้นนั่นแหละ ถวายพระพร สัตว์นรกเหล่านั้นพากันร้องด้วยประการฉะนี้ เพราะทรงได้ยินเสียงนั้นเป็นเหตุ ความเสื่อมหรือความเจริญมิได้มีแก่มหาบพิตรดอก แต่กรรมคือการเข่นฆ่าปศุสัตว์เห็นปานนี้สิ หนักนัก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขู่ด้วยภัยในนรกแล้ว ก็ตรัสธรรมกถา.
พระราชาทรงเลื่อมใสในพระทศพล ทูลว่า ข้าพระองค์จะปล่อย จะให้ชีวิตแก่ปศุสัตว์เหล่านั้น คนทั้งหลายจงให้ของเขียวและหญ้า ปศุสัตว์เหล่านั้นจงให้ดื่มน้ำที่เย็นสนิท ลมจงโชยแก่ปศุสัตว์เหล่านั้นแล้ว ทรงสั่งคนทั้งหลายให้ไปนำปศุสัตว์ออกไป คนเหล่านั้นไปไล่พวกพราหมณ์ให้หนีไปแล้ว ปลดฝูงสัตว์ออกจากเครื่องจองจำ แล้วให้ตีธรรมเภรีกลองประกาศธรรมในพระนคร.
ขณะนั้น พระราชาประทับนั่งในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลว่า พระเจ้าข้า ธรรมดาว่าคืนหนึ่งมี ๓ ยาม แต่วันนี้ ๒ คืนปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนติดต่อกันเป็นคืนเดียว.
บุรุษ (สามีนางผู้นั้น) แม้นั้นนั่งอยู่ในที่นั้นด้วย ก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาว่าโยชน์หนึ่งก็มี ๔ คาวุต แต่วันนี้ ๒ โยชน์ปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนติดต่อกันเป็นโยชน์เดียว.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คืนหนึ่งปรากฏยาวนานสำหรับคนตื่นนอนไม่หลับก่อนอื่น โยชน์หนึ่งปรากฏยาวไกลสำหรับคนเดินล้า แต่สังสารวัฏที่มีเบื้องต้นตามไปไม่รู้แล้ว ยืดยาวส่วนเดียวเท่านั้น สำหรับปุถุชนผู้เขลาซึ่งตกอยู่ในวัฏฏะ
ทรงปรารภพระราชา บุรุษผู้นั้นและเหล่าสัตว์นรกแล้ว ได้ตรัสคาถานี้ในคัมภีร์พระธรรมบทว่า
ทีฆา ชาครโต รตฺติ ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ
ทีโฆ พาลาน สํสาโร สทฺธมฺมํ อวิชานตํ
คืนหนึ่งยาวนานสำหรับคนนอนไม่หลับ
โยชน์หนึ่งยาวไกลสำหรับคนเมื่อยล้า
สังสารวัฏยืดยาวสำหรับเหล่าคนเขลาผู้ไม่รู้
พระสัทธรรม ดังนี้.
เมื่อจบพระคาถา บุรุษผู้เป็นสามีของสตรีแม้นั้น ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
This sutta is full of learning topics that can be discussed for few hours.
But this is a gruesome gory story (sutta). A grandiose sacrfice to surpass the stress from a wrong-doing like this can still be seen today, just think about what happen in wars, men are sacrificed, people are driven out of their home, structures and nature are destroyed, …