อรรถการ สัตยพาณิชย์
หากเราพูดถึง "แฟรนไชส์" ภาพที่แล่นเข้ามาในหัวของหลายคนคงหนีไม่พ้นร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดัง ร้านกาแฟยอดฮิต หรือร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่ทุกหัวมุมถนน แต่เชื่อหรือไม่ว่า หากเราย้อนเวลากลับไปกว่า 170 ปีที่แล้ว รากฐานของระบบธุรกิจที่ทรงพลังที่สุดในโลกนี้ ไม่ได้เริ่มต้นจากของกิน แต่มีรากฐานส่วนหนึ่งมาจากกลยุทธ์ของบริษัทจักรเย็บผ้าซิงเกอร์ (The Singer Sewing Machine Company)
เมื่อพูดถึงแบรนด์ "ซิงเกอร์" (Singer) คนไทยต่างคุ้นเคยกันดีในภาพจำของจักรเย็บผ้าสุดคลาสสิกของคุณย่าคุณยาย แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ธุรกิจโลก ซิงเกอร์ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตเครื่องจักรเท่านั้น แต่เขาคือ "ผู้บุกเบิก" นวัตกรรมการขยายสาขาที่โลกในตอนนั้นยังไม่มีแม้แต่ชื่อเรียกว่า “แฟรนไชส์” ด้วยซ้ำ
ทำไมบริษัทจักรเย็บผ้าถึงกลายเป็นต้นแบบของ McDonald's หรือ 7-Eleven ในเวลาต่อมา? มาเจาะลึกกลยุทธ์ "การให้สิทธิ" ของซิงเกอร์ที่เปลี่ยนโลกธุรกิจไปตลอดกาล กับอาจารย์พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ กูรูด้านแฟรนไชส์ด้วยกัน
ยุคเปลี่ยนผ่าน: เมื่อเครื่องจักรใหญ่ย้ายเข้าสู่ "บ้าน"
จักรเย็บผ้า “ซิงเกอร์” มีการวางรากฐานที่ต่อมาเรียกว่า “แฟรนไชส์” โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นตั้งแต่ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ประมาณ ค.ศ. 1850 นวัตกรรมที่ทรงพลังที่สุดคือ การทำให้ "เครื่องจักรขนาดใหญ่" กลายเป็น "เครื่องจักรขนาดเล็ก" ที่ใช้งานในครัวเรือนได้ จักรเย็บผ้าซิงเกอร์ในตอนนั้นเปรียบเสมือนโรงงานย่อย ๆ ที่ทำให้คนทั่วไปผลิตเสื้อผ้าเองได้ที่บ้าน ความต้องการในตลาดจึงพุ่งสูงมหาศาล
แต่ปัญหาใหญ่ของซิงเกอร์คือ "จะขายอย่างไรให้ทั่วถึง และจะคุมคุณภาพการขายอย่างไร?" เพราะหากใช้ระบบตัวแทนแบบหลวม ๆ (Dealership) แบรนด์อาจเสียหายจากตัวแทนที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือยอดขายอาจไม่ถึงเป้าที่ควรจะเป็น
การถือกำเนิดของ "ระบบสิทธิ"
ซิงเกอร์เริ่มแก้ปัญหาด้วยไอเดียที่ล้ำสมัยมากในยุคนั้น คือการเปลี่ยนจากตัวแทนจำหน่ายทั่วไป มาเป็นระบบ "จ่ายเงินเพื่อซื้อสิทธิ" โดยมีหัวใจสำคัญ 2 ประการที่เป็นรากฐานของแฟรนไชส์ในปัจจุบัน คือ
- อาณาเขตผูกขาด (Exclusive Territory): ซิงเกอร์กำหนดพื้นที่ชัดเจนว่าในเขตนี้จะมีผู้ขายเพียงรายเดียวเท่านั้น สิ่งนี้สร้าง "ความรู้สึกเป็นเจ้าของ" ให้แก่ตัวแทน ทำให้พวกเขากล้าลงทุนและทุ่มเทปกป้องตลาดของตัวเอง
- ค่าธรรมเนียมสิทธิ (Licensing Fee): ใครอยากได้พื้นที่ทองคำนี้ ต้องจ่าย "ค่าสิทธิ" (Dealership Fee) ให้แก่บริษัท เงินจำนวนนี้ไม่ใช่แค่รายได้ของซิงเกอร์ แต่มันคือ "ตัวกรอง" เพื่อคัดเอาเฉพาะคนที่จริงจังเข้ามาทำธุรกิจเท่านั้น
บันไดวิวัฒนาการ: มี Training แต่ยังไม่แตะ Income
ซิงเกอร์วางระบบสนับสนุนไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้
- การออกแบบระบบงาน: วางโครงสร้างชัดเจนว่าต้องทำงานอย่างไร
- การฝึกอบรม (Training): มีการสอนกระบวนการขายและเทคนิคต่าง ๆ ให้แก่ตัวแทน
- การบริหารจัดการสิทธิ: คุมกติกาเรื่องพื้นที่และผลตอบแทน
อย่างไรก็ตาม ระบบของซิงเกอร์ในยุคนั้นยังไม่ใช่ "แฟรนไชส์เต็มรูปแบบ" เพราะบริษัทเข้าไปดูแลเพียงแค่ระบบการขายและการสอน แต่ยังไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่อง "การเงินหรือส่วนแบ่งกำไรจากสาขา" (Income on Location) อย่างลึกซึ้งเหมือนธุรกิจสมัยใหม่
บทเรียนราคาแพง: ทำไมระบบแรกถึงต้องยุบไป?
แม้จะเริ่มได้สวย แต่สุดท้ายโครงการ Dealership เชิง License ของซิงเกอร์ก็ต้องยุติลง เนื่องจากปัญหาคลาสสิกที่แฟรนไชส์ทุกยุคต้องเจอ นั่นคือ "การควบคุมมาตรฐาน"
เมื่อเครือข่ายขยายตัวใหญ่ขึ้น แต่ระบบหลังบ้านและการตรวจสอบยังไม่แข็งแรงพอ ประกอบกับผู้อำนวยการโครงการลาออก ทำให้บริษัทไม่สามารถคุมมาตรฐานการบริการของตัวแทนทุกรายได้เท่ากัน ระบบจึงถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นรูปแบบ Dealership ทั่วไป และพัฒนาไปสู่ Brand Product Franchise ในเวลาต่อมา
มรดกของซิงเกอร์ที่ส่งถึงนักธุรกิจยุคปัจจุบัน
แม้ระบบของซิงเกอร์เมื่อ 170 ปีก่อนจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันคือ "พิมพ์เขียว" ที่พิสูจน์ว่า การขยายธุรกิจให้ยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ "ระบบการบริหารจัดการสิทธิ" นอกจากนี้ยังมี 4 บทเรียนล้ำค่าที่ซิงเกอร์ทิ้งไว้ให้ ดังนี้
1) สิทธิในพื้นที่คือแรงจูงใจ: การให้สิทธิขาดในพื้นที่ช่วยเปลี่ยน "คนช่วยขาย" ให้กลายเป็น "หุ้นส่วนชีวิต"
2) ค่าสิทธิคือสัญญาใจ: การจ่ายเงินคือ การคัดกรองความตั้งใจและสร้างความผูกพันกับแบรนด์
3) Training อย่างเดียวไม่พอ: ต้องมีระบบตรวจสอบ (Audit) และการติดตามผลที่เข้มงวดควบคู่ไปด้วย
4) ระบบต้องมาก่อนจำนวนสาขา: หากหลังบ้านไม่แน่น การขยายสาขาที่เร็วเกินไปอาจกลายเป็นดาบสองคืนที่ทำลายแบรนด์ได้
ในวันนี้ ซิงเกอร์จึงไม่ได้เป็นแค่แบรนด์จักรเย็บผ้าในความทรงจำ แต่คือ "ครูใหญ่" ของวงการธุรกิจที่ทำให้เห็นว่า การจะสร้างอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มจากการวาง "รากฐานของระบบ" ให้แข็งแกร่งเป็นอันดับแรก และนี่แหละคือเหตุผลที่ชื่อ “ซิงเกอร์”ยังถูกหยิบมาเล่าเสมอในประวัติศาสตร์แฟรนไชส์—ไม่ใช่เพราะสมบูรณ์แบบที่สุด แต่เพราะ “เริ่มคิดก่อน” และทำให้โลกธุรกิจเห็นว่า การขยายเครือข่ายให้ยั่งยืน ต้องเริ่มจาก “ระบบ” ก่อน “จำนวนสาขา”.....
หมายเหตุ: เนื้อหาจากข้อมูล เพื่อตีพิมพ์ในนิตยสาร BrandAge Essential ฉบับ Super SMEs
Singer (Boston, USA) is not the first to invent sewing machines (Walter Hunt and Elias Howe of UK filed patent earlier).
Singer also made ownership (of the home sewing machines) easier by (monthly) installments (ผ่อน). Singer’s agents needed to be reliable traveling installments collectors, (machine) technical supporters, (customers) financial and market advisors, consumables, spare-parts and fashion design suppliers,…
The key lesson may be franchising, and the real lesson is after-sale servicing. Paying attention to details of the use of the machine at home put ‘Singer’ on everyone’s lips till about 1970CE (Beginning of personal computer age).
Competition from Janome, Brother (both from Japan), Pfaff (germany) and Bernina (Switzerland) (*all are now made under license in Asian countries - including Thailand) with much lower price and more or enhanced features (why pay installments when you can buy the machine outright) resulted in the end of market model and Singer’s market dominance, today.
Another lesson? Beware of technologies. They may make your market model obsolete.
ขอบพระคุณในการแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากๆ ครับ ทำให้ทราบเกี่ยวกับคู่แข่งขันและการเสื่อมถอยของแบรนด์ซิงเกอร์ครับ