อรรถการ สัตยพาณิชย์ หากย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 2530 – ต้น 2540 โลกเริ่มรู้จักการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตเพื่อธุรกรรมการค้าอย่างจริงจังมากขึ้น ถึงแม้ว่าในช่วงเวลานั้น “ออนไลน์” ยังเป็นเรื่องใหม่ และเว็บไซต์ก็ยังทำหน้าที่คล้ายโบรชัวร์ดิจิทัลมากกว่าจะเป็นพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ การตลาดในวันนั้นยังคงยึดแนวคิดเดิม คือการสื่อสารทางเดียว แบรนด์พูด ลูกค้าฟัง แล้วจบลงที่การซื้อขายหรือ Transaction
แต่เมื่ออินเทอร์เน็ตพัฒนาเร็วขึ้น เทคโนโลยีเข้าถึงผู้คนมากขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่ “ข้อมูลสินค้า” อีกต่อไป แต่ต้องการการมีส่วนร่วม ต้องการถูกจดจำ และต้องการรู้สึกว่าเสียงของตนเองมีความหมาย
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกการตลาดก้าวเข้าสู่ยุคของ Interactive Marketing หรือการตลาดเชิงปฏิสัมพันธ์ และพัฒนาต่อมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า Conversation Marketing — การตลาดที่เติบโตจากบทสนทนา ไม่ใช่เสียงโฆษณาที่ดังที่สุด
เมื่อ One Way Marketing ไม่เพียงพอในโลกที่ลูกค้ามีอำนาจเลือก
คุณต่อบุญ พ่วงมหา อดีต CEO บริษัท สนุกออนไลน์ จำกัด อธิบายภาพการเปลี่ยนผ่านของการตลาดไว้อย่างชัดเจนว่า อดีตการตลาดคือ One Way Communication เป็นการสื่อสารแบบ Broadcast ส่งสารออกไปให้มากที่สุด หวังให้เกิดการจดจำและนำไปสู่การซื้อ กลยุทธ์นี้เคยได้ผล เพราะในวันนั้น สื่อมีจำนวนจำกัด สินค้ามีตัวเลือกไม่มาก และผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลได้น้อย ดังนั้นการ Interrupt และ Repeat การโฆษณาซ้ำ ๆ จึงสามารถสร้างพลังได้จริง
แต่โลกปัจจุบันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง สื่อแตกตัวเป็นเสี่ยง ๆ (Media Fragmentation) ผู้บริโภคมีทางเลือกแทบไม่จำกัด และอินเทอร์เน็ตเปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นทั้งผู้รับสารและผู้ส่งสารในเวลาเดียวกัน จากจุดนี้ การตลาดจึงเริ่มขยับจาก
Transaction → Conversation
จากการ “ขาย” → การ “พูดคุย”
จาก Mass → Personal Communication
หัวใจของการตลาดยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่การรู้ว่า “จะขายอะไร” แต่คือการรู้ว่า
- ลูกค้าคือใคร
- เขาสนใจอะไร
- เขาเคยคุยอะไรกับเรา
- และเราจะต่อบทสนทนาอย่างไรให้ความสัมพันธ์ไม่ขาดหาย
นี่คือรากฐานของ Customer Engagementอย่างแท้จริง
Amazon : เมื่อ Database ทำให้แบรนด์จำลูกค้าได้ดีกว่าคนใกล้ตัว
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนพลังของ Interactive Marketing ได้ชัดเจนที่สุดคือ Amazon แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ไม่ได้โดดเด่นแค่เรื่องการขายสินค้า แต่โดดเด่นในเรื่อง “การจดจำลูกค้า” Amazon รู้ว่าลูกค้าคือใคร เคยซื้ออะไร สนใจอะไร และนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพูดคุยกับลูกค้าได้อย่างแนบเนียน ตั้งแต่ การแนะนำสินค้าที่สอดคล้องกับพฤติกรรม การแจ้งเตือนในช่วงเวลาที่เหมาะสม ไปจนถึงการใช้รีวิวจากผู้ใช้งานจริงเป็นเครื่องมือสื่อสาร
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคมักเชื่อ User Reviewมากกว่าคำโฆษณา เพราะเสียงจาก “คนใช้จริง” มีพลังมากกว่าเสียงจาก “คนขาย” Database จึงไม่ใช่แค่ระบบหลังบ้าน แต่คือหัวใจของ One-to-One Marketing ที่ทำให้แบรนด์สามารถคุยกับลูกค้าเหมือนเพื่อนที่จำกันได้ ไม่ใช่ลูกค้าที่ถูกมองเป็นเพียงตัวเลข
Feedback และ UGC : ทุนใหม่ของแบรนด์ยุคดิจิทัล
ในโลกออนไลน์ Feedback ไม่ใช่แค่ความคิดเห็น แต่คือ “สินทรัพย์” แพลตฟอร์มอย่าง eBay แสดงให้เห็นชัดว่า Feedback จากผู้ใช้สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าสื่อโฆษณาใด ๆ คะแนนและคอมเมนต์ที่สะสมจากประสบการณ์จริงของผู้คน กลายเป็นตัวตัดสินใจสำคัญของผู้ซื้อที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นี่คือพลังของ User Generated Content ที่แบรนด์ไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ทั้งหมด แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ลูกค้ามีส่วนร่วม และยอมรับว่าลูกค้าเองคือส่วนหนึ่งของการสื่อสารแบรนด์
เมื่อผู้บริโภคเริ่มหลีกเลี่ยงโฆษณาแบบเดิม การสร้าง Community และพื้นที่พูดคุยจึงกลายเป็นทางเลือกที่ทรงพลังมากกว่า แทนที่จะบอกว่า “แบรนด์เราดีที่สุด” แบรนด์เริ่มถามว่า “คุณใช้อะไร แล้วรู้สึกอย่างไร”
ตัวอย่างเช่น การสร้าง Blog, Forum หรือ Social Community ให้คนที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกันมาพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เมื่อบทสนทนาเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ การตัดสินใจซื้อก็เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน ลูกค้าไม่ได้ถูกบังคับให้เชื่อ แต่เลือกเชื่อด้วยตัวเอง
Interactive Marketing หรือ Conversation Marketing จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ “แนวคิด” ที่มองลูกค้าในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่เป้าหมายยอดขาย การสร้างแบรนด์ในยุคนี้ จึงไม่ใช่การตะโกนให้ดังที่สุด แต่คือการฟังให้เข้าใจที่สุด ไม่ใช่การบอกให้รักแบรนด์ แต่คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์ฟังเขา จำเขาได้ และให้คุณค่าในสิ่งที่เขาพูด
ในวันที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย สิ่งที่จะทำให้เขาอยู่กับแบรนด์ไม่ใช่โปรโมชั่นที่แรงที่สุด แต่คือบทสนทนาที่จริงใจที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วการตลาดที่ดี ไม่ได้จบที่การขาย แต่เริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน.....
หมายเหตุ: เนื้อหาจากการสัมภาษณ์คุณต่อบุญ พ่วงมหา อดีต CEO บริษัท สนุกออนไลน์ จำกัด ในนิตยสาร BrandAge Essential เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว แต่เนื้อหาก็ยังไม่ล้าสมัยแม้เวลาจะผันผ่านไป