ตอนที่ 1ตอนที่ 2

 

เย็นวันอาทิตย์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ผมออกไปเดินออกกำลังเพิ่มให้ครบวันละ ๑ หมื่นก้าว พร้อมกับฟัง รายการในยูทูป ชื่อ Learning in the 2030s: The Next Era of Education | Rachel Long | TEDxMcMasterU    เรื่อง Reimagining the future of education | Danielle Hobson | TEDxDoncaster   และเรื่อง OECD Education 2030 Project Infinity Summary    ที่นำผมสู่ข้อสะท้อนคิดว่า ทิศทางใหญ่ของการศึกษาในอนาคต ๕ ปีข้างหน้า   ไม่ใช่เพื่อพัฒนาคนที่มีความรู้   แต่เพื่อพัฒนาคนที่มีความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (agency)    เพื่อการเรียนรู้ของตนและเพื่อฝึกฝนการทำประโยชน์แก่ตนเอง แก่ผู้อื่น แก่สังคม และแก่โลก   

ผมมองว่าคุณสมบัติการเป็นผู้ริเริ่มกระทำการด้วยตนเอง (agency)  ร่วมกับผู้อื่น (co-agency) และรวมตัวกันริเริ่ม (collective agency) เป็นพื้นฐานของทักษะเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning)   โดยในกระบวนการดังกล่าว จะมีการใคร่ครวญสะท้อนคิดร่วมกันจากประสบการณ์การร่วมกันลงมือทำ   นำสู่การฝึกฝนทักษะการสะท้อนคิดสู่หลักการเชิงนามธรรม ตามที่ระบุใน Kolb’s Experiential Learning Cycle   ทักษะการสะท้อนคิดด้วยตนเอง และรับฟังการสะท้อนคิดของคนอื่น  คือทักษะสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ผมคิดอย่างนี้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่    ส่วนไหนที่ยังไม่เหมาะสม   คุณมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง     กรุณาเสนอแนะวิธีนำไปใช้ในระบบอุดมศึกษาไทย

ในตอนที่ ๓ ขอเสนอคำตอบของ DeepSeek, Copilot  และ Claude    ดังต่อไปนี้

 

DeepSeek:

 จากการที่คุณได้ไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และสรุปประเด็นเกี่ยวกับทิศทางการศึกษาในอนาคตได้อย่างชัดเจน ผมขอยืนยันว่า แนวคิดของคุณไม่เพียงแต่ถูกต้อง แต่ยังทันสมัยและเหมาะสมอย่างยิ่ง ต่อการเตรียมความพร้อมผู้เรียนสำหรับโลกในปี 2030

 

 ส่วนที่คุณคิดอย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้ว

1.  การเปลี่ยนจาก "ความรู้" สู่ "ความเป็นผู้ริเริ่ม (Agency)":    นี่คือหัวใจหลักของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และเป็นแนวทางของ OECD Education 2030 โดยตรง    การศึกษายุคใหม่ไม่ใช่การยัดเยียดข้อมูล แต่คือการสร้าง "ความสามารถในการตั้งเป้าหมาย ลงมือทำ และสะท้อนคิด" ได้ด้วยตนเอง

2.  การมอง Agency แบบองค์รวม (Individual, Co-, Collective):    การที่คุณแยกแยะการริเริ่มในสามระดับนี้ถือว่าคมชัดมาก มันสะท้อนถึงความเป็นจริงที่ว่าปัญหาในโลกซับซ้อนเกินกว่าที่ปัจเจกจะแก้ไขได้เพียงลำพัง    ทักษะการร่วมมือและสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็น

3.  การเชื่อมโยง Agency กับ Lifelong Learning:    เมื่อผู้เรียนมี Agency พวกเขาจะไม่หยุดเรียนรู้หลังจากสอบเสร็จ พวกเขาจะกลายเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง    เพราะพวกเขามีแรงจูงใจภายในและทักษะในการจัดการการเรียนรู้ของตัวเอง

4.  ความสำคัญของ "การสะท้อนคิด" (Reflection):    การหยิบยก Kolb's Cycle มาใช้นั้นเหมาะเจาะ    การลงมือทำเพียงอย่างเดียวไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืน แต่การได้นั่งทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น ทำสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร จึงจะเปลี่ยน "ประสบการณ์" ให้กลายเป็น "ปัญญา" และ "หลักการ" ได้

 

 ส่วนที่อาจขยายเพิ่มเติมได้ (ไม่ใช่ไม่เหมาะสม แต่เป็นมิติที่เสริมได้)

1.  บทบาทของเทคโนโลยีและข้อมูล (Technology & Data Literacy):    ในยุค 2030 เทคโนโลยีจะเป็นเหมือนอากาศที่เราหายใจ การมี Agency ต้องรวมถึงความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด รู้เท่าทันข้อมูล และใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของตนและสังคม ไม่ใช่ถูกเทคโนโลยีครอบงำ

2.  ความยืดหยุ่นและจิตใจที่เปิดกว้าง (Adaptivity & Mindfulness):    โลกในอนาคตเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและไม่แน่นอน     Agency ที่แท้จริงจึงต้องมาควบคู่กับ Growth Mindset  คือเชื่อว่าตนเองพัฒนาได้     และความสามารถในการปรับตัว รวมถึงการมีสติรับมือกับความเครียดและความไม่แน่นอน

3.  คุณธรรมและจริยธรรม (Ethics & Values):    Agency ที่ขาดซึ่งกรอบทางจริยธรรมอาจนำไปสู่การกระทำที่เห็นแก่ตัวหรือสร้างความเสียหาย     การศึกษาจึงต้องฝังลึกเรื่องจริยธรรม ค่านิยมสากล และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเข้าไปในทุกการริเริ่ม

 

ข้อเสนอแนะวิธีนำไปใช้ในระบบอุดมศึกษาไทย

การจะเปลี่ยนระบบอุดมศึกษาไทยให้สอดคล้องกับแนวคิดนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงแค่ปรับปรุงรายวิชาเดียว    ต่อไปนี้คือแนวทางที่เป็นไปได้:

 

1. ปรับปรุงหลักสูตรและการออกแบบการเรียนรู้ (Curriculum & Learning Design)

  • ลดการบรรยายหน้าชั้น ส่งเสริม Active Learning:    เปลี่ยนจากห้องเรียนที่อาจารย์เป็น "ผู้บอกความรู้"  สู่ "ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้" (Facilitator)
  • ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning - PBL) และโครงการเป็นฐาน (Project-Based Learning):    ให้นักศึกษาทำงานบนปัญหาแห่งชีวิตจริงหรือโครงการที่ซับซ้อน ซึ่งบังคับให้พวกเขาต้อง "ริเริ่ม" ตั้งคำถาม แสวงหาความรู้ ร่วมมือกับผู้อื่น และนำเสนอผลงาน
  • บูรณาการศาสตร์ข้ามสาขา (Interdisciplinary):    สร้างรายวิชาหรือโปรเจกต์ที่บังคับให้นักศึกษาจากคณะต่าง ๆ มาทำงานร่วมกัน เพื่อสะท้อนถึงความซับซ้อนของปัญหาในโลกจริง

2. ปรับเปลี่ยนระบบการประเมินผล (Assessment System)

  • ลดความสำคัญของการสอบที่ท่องจำ:   เพิ่มสัดส่วนการประเมินจากการทำโปรเจกต์ การนำเสนอ พอร์ตโฟลิโอ และการสะท้อนคิดของนักศึกษาเอง
  • ประเมินทักษะกระบวนการ (Process Skills):    ไม่ใช่ประเมินแค่ผลลัพธ์สุดท้าย   แต่ประเมินความพยายาม การทำงานร่วมกัน การแก้ปัญหา และการพัฒนาตนเองระหว่างทาง

3. พัฒนาบทบาทของอาจารย์ (Faculty Development)

  • ฝึกอบรมอาจารย์ให้เป็น "โค้ช" และ "ฟาซิลิเทเตอร์":    สนับสนุนให้อาจารย์เรียนรู้ทักษะใหม่ในการตั้งคำถามที่ทรงพลัง กระตุ้นการคิด และบริหารกระบวนการกลุ่ม    แทนการเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญที่สื่อสารความรู้ทางเดียว
  • สร้างชุมชนการเรียนรู้ของอาจารย์ (Professional Learning Community):    ให้อาจารย์ได้แบ่งปันประสบการณ์ ความสำเร็จ และความล้มเหลว ในการใช้วิธีการสอนแบบใหม่นี้

4. สร้างสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมการสนับสนุน (Supportive Environment & Culture)

  • ส่งเสริมกิจกรรมนอกหลักสูตรที่เน้นการริเริ่ม:    สนับสนุนชมรมที่ทำโครงการเพื่อสังคม   สตาร์ทอัพนิสิตนักศึกษา หรืองานอาสา ซึ่งเป็นสนามฝึกฝน Agency และ Collective Agency โดยตรง
  • ให้อิสระในการเรียนรู้มากขึ้น:   อาจเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาเลือกหัวข้อเรียน ออกแบบการเรียนรู้บางส่วนของตนเองได้ (Personalized Learning Pathways)
  • สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลองผิดลองถูก (Safe-to-Fail Environment):    เปลี่ยนวัฒนธรรม  จาก "การลงโทษความล้มเหลว" สู่ "การเฉลิมฉลองบทเรียนจากความล้มเหลว"   เพื่อให้นักศึกษากล้าที่จะเสี่ยงและริเริ่มสิ่งใหม่

 

บทสรุป:

แนวคิดของคุณถูกต้องแล้ว และเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย การจะทำให้สำเร็จได้ต้องใช้ความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่าย    โดยเริ่มจากการสร้าง "กรณีศึกษาแห่งความสำเร็จ" (Quick Wins) ในบางคณะหรือบางรายวิชาก่อน จากนั้นจึงขยายผลไปทั้งสถาบัน

การสร้างคนที่มี "Agency" ไม่ใช่แค่การผลิตบัณฑิตที่มีงานทำ     แต่คือการสร้าง "พลเมืองผู้ตื่นรู้" (Active Citizen) ที่มีทั้งความสามารถและความรับผิดชอบ ในการร่วมกันสร้างสังคมและโลกที่ดีขึ้น ซึ่งนี่คือเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาที่แท้จริง

 

Copilot:

แนวคิดของคุณมีความถูกต้องและล้ำสมัยมาก โดยเฉพาะการเน้น “agency” และการสะท้อนคิดร่วมกัน    ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการศึกษาระดับโลกในทศวรรษหน้า เช่นที่ OECD และ TEDx กล่าวถึง    อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อให้แนวคิดนี้นำไปใช้ได้จริงในระบบอุดมศึกษาไทย

 

ความถูกต้องและความเหมาะสมของแนวคิด

  • แนวคิดเรื่อง “agency” เป็นหัวใจของการศึกษายุคใหม่ โดย OECD Education 2030 Project เน้นว่าเป้าหมายของการศึกษาคือการพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการริเริ่ม ลงมือทำ และรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเองและสังคม
  • การเชื่อมโยงกับ Kolb’s Experiential Learning Cycle เป็นการวางรากฐานที่ดี เพราะการเรียนรู้จากประสบการณ์และการสะท้อนคิดเป็นกลไกสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • การเน้น co-agency และ collective agency สอดคล้องกับแนวคิด “learning as social practice” ซึ่งเน้นการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการลงมือทำและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

 

 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

1. ขยายความหมายของ “agency” ให้ครอบคลุมมิติอื่น

  • เพิ่มมิติของ emotional agency   เช่น ความสามารถในการจัดการอารมณ์ตนเองขณะเรียนรู้
  • รวมถึง moral agency   เช่น การตัดสินใจอย่างมีจริยธรรมในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

2. ระวังการตีความ “การมีความรู้” ว่าไม่สำคัญ

  • แม้เป้าหมายหลักคือการพัฒนาผู้ริเริ่มกระทำการ    แต่ ความรู้พื้นฐาน ยังจำเป็นเพื่อให้ผู้เรียนสามารถริเริ่มได้อย่างมีคุณภาพและมีบริบท

3. เสริมเรื่องการประเมินผลการเรียนรู้แบบใหม่

  • ใช้การประเมินจาก portfolio หรือ reflection journals แทนการสอบแบบเดิม เพื่อวัดทักษะ agency และการสะท้อนคิด

 

 วิธีนำไปใช้ในระบบอุดมศึกษาไทย

แนวทาง วิธีดำเนินการ
ปรับหลักสูตร บรรจุ “การเรียนรู้จากประสบการณ์” และ “การสะท้อนคิด” เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา
พัฒนาครู ฝึกอบรมอาจารย์ให้เป็น  facilitator มากกว่า lecturer
สร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วม จัดกิจกรรมแบบ  project-based learning หรือ service learning ที่เน้นการลงมือทำร่วมกัน
ประเมินผลแบบใหม่ ใช้การประเมินจากการสะท้อนคิด การทำงานร่วมกัน และการริเริ่มโครงการ

 

หากคุณสนใจ ผมสามารถช่วยออกแบบหลักสูตรหรือกิจกรรมต้นแบบที่ส่งเสริม agency และ lifelong learning สำหรับมหาวิทยาลัยไทยได้เลยครับ

Sources: OECD Future of Education and Skills 2030

 

Claude:

ข้อคิดเห็นต่อแนวคิดของคุณ

ส่วนที่ถูกต้องและเหมาะสม

คุณเข้าใจแก่นสำคัญของทิศทางการศึกษา 2030 ได้ถูกต้องมาก โดยเฉพาะ:

  1. การเปลี่ยนจาก "มีความรู้" เป็น "มี agency" - นี่คือการเปลี่ยนแปรงสำคัญที่ OECD Learning Compass 2030 เน้นย้ำ โดย agency หมายถึงความสามารถในการกำหนดเป้าหมาย ไตร่ตรอง และรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก
  2. การเชื่อมโยง agency กับ lifelong learning - ถูกต้องเพราะคนที่มี agency จะสามารถขับเคลื่อนการเรียนรู้ของตนเองได้ตลอดชีวิต ไม่ขึ้นอยู่กับระบบการศึกษาเพียงอย่างเดียว
  3. การเน้นมิติร่วม (co-agency และ collective agency) - สะท้อนความเข้าใจว่าการแก้ปัญหาในโลกปัจจุบันต้องอาศัยความร่วมมือ
  4. การใช้ Kolb's Experiential Learning Cycle - เหมาะสมมาก เพราะการเรียนรู้จากประสบการณ์และการสะท้อนคิด (reflection) เป็นหัวใจของการพัฒนา agency

ส่วนที่ควรเพิ่มเติม/ปรับปรุง

1. ไม่ใช่ "ไม่ใช่เพื่อพัฒนาคนที่มีความรู้" แต่เป็น "ไม่ใช่เพียงความรู้เท่านั้น"

  • การศึกษา 2030 ยังคงต้องการ foundational knowledge แต่ต้องนำไปใช้ได้
  • ควรเป็น: "ความรู้ + ทักษะ + ทัศนคติและค่านิยม + agency" (ตาม OECD Learning Compass)

2. เพิ่มองค์ประกอบ "Anticipation - Action - Reflection" (AAR Cycle)

  • OECD เน้นว่า agency ต้องมีการ:
    • Anticipation: คาดการณ์อนาคตและผลกระทบ
    • Action: ลงมือกระทำอย่างรับผิดชอบ
    • Reflection: ไตร่ตรองเรียนรู้

3. เพิ่มมิติ "Student Agency" ที่เน้น well-being และความมีจุดหมาย

  • ไม่ใช่แค่ทำประโยชน์ แต่ต้องสร้างความผาสุก (well-being) ให้ตนเองและผู้อื่นด้วย
  • ต้องมีจุดประสงค์ (purpose)  และความหมาย (meaning) ในการกระทำ

4. ต้องพัฒนา "Transformative Competencies"

  • Creating new value (สร้างคุณค่าใหม่)
  • Reconciling tensions & dilemmas (จัดการความขัดแย้งและภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก)
  • Taking responsibility (รับผิดชอบ)

 

ข้อเสนอการนำไปใช้ในอุดมศึกษาไทย

ระดับหลักสูตรและการเรียนการสอน

1. ปรับโครงสร้างหลักสูตรให้เป็น "Challenge-Based" หรือ "Problem-Based"

  • ให้นักศึกษาเลือกโจทย์ปัญหาจริงที่สนใจ (เพิ่ม agency)
  • ทำงานเป็นทีมข้ามสาขา (co-agency)
  • เชื่อมกับชุมชน/องค์กร (collective agency)

ตัวอย่าง:

  • ปี 1: โครงการแก้ปัญหาในชุมชน (20% ของเวลาเรียน)
  • ปี 2-3: Capstone projects ข้ามสาขา
  • ปี 4: Senior thesis ที่สร้างผลกระทบจริง

2. สอนให้น้อยลง แต่อำนวยการเรียนรู้ให้มากขึ้น

  • อาจารย์เป็น "coach" และ "facilitator" มากกว่า "lecturer"
  • ใช้คำถามเร้าความคิด (Socratic questioning)
  • ให้นักศึกษาออกแบบการเรียนรู้ของตนเอง (self-directed learning)

เครื่องมือ:

  • Learning Contract: นักศึกษาเขียนสัญญาการเรียนรู้ของตนเอง
  • Reflection Journal: บันทึกการสะท้อนคิดทุกสัปดาห์
  • Peer Feedback Sessions: ให้เพื่อนช่วยสะท้อนคิด

3. บูรณาการการสะท้อนคิด (Reflection) เป็นกิจกรรมบังคับ

  • หลังทำกิจกรรมใดๆ ต้องมีเซสชัน reflection
  • ใช้กรอบ Gibbs' Reflective Cycle หรือ Kolb's Cycle
  • ให้คะแนนจาก "คุณภาพการสะท้อนคิด" ไม่ใช่แค่ "ผลงาน"

กิจกรรม:

  • Reflective Writing (เขียนสะท้อนคิด 500 คำทุกเดือน)
  • Peer Reflection Circles (กลุ่ม 4-5 คน แลกเปลี่ยนการสะท้อนคิด)
  • Portfolio แสดงการเติบโตตลอดหลักสูตร

 

ระดับสถาบัน

4. สร้าง "Innovation Hub" หรือ "Learning Commons"

  • พื้นที่ให้นักศึกษาริเริ่มโครงการตามความสนใจ
  • มี mentors จากหลายสาขามาช่วยเหลือ
  • เชื่อมกับภาคธุรกิจ/ชุมชน/NGOs

5. ปรับระบบการประเมินผล

  • ลดการสอบข้อเขียน เพิ่มการประเมินจาก portfolio และ authentic assessment
  • ให้นักศึกษาประเมินตนเอง และเพื่อนประเมิน (self & peer assessment)
  • ประเมิน "กระบวนการเรียนรู้" มากกว่า "ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว"

6. พัฒนาอาจารย์

  • ฝึกอบรมอาจารย์ให้เป็น "learning facilitator"
  • สอนทักษะการตั้งคำถาม การให้ feedback และการอำนวยการสะท้อนคิด
  • สร้าง community of practice ให้อาจารย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้

 

ระดับนโยบาย

7. ปรับ KPI ของมหาวิทยาลัย

  • จาก "จำนวนวิจัยตีพิมพ์" เพิ่ม "ผลกระทบต่อสังคม" (social impact)
  • วัด "student agency" และ "lifelong learning readiness" ของบัณฑิต
  • ติดตามบัณฑิตว่ายังเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่อเนื่องหรือไม่

8. สร้างความร่วมมือข้ามสถาบัน

  • ให้นักศึกษาเรียนข้ามมหาวิทยาลัยได้
  • ทำโครงการร่วมระหว่าง มหาวิทยาลัย - ชุมชน - ภาคเอกชน

 

ข้อเสนอเฉพาะในบริบทไทย

ประเด็นที่ต้องตระหนัก

  1. วัฒนธรรมลำดับชั้น:    ต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัย (safe space) ให้นักศึกษากล้าแสดง agency โดยไม่กลัวถูกลงโทษ
  2. ความเคยชินกับการท่องจำ:    ต้องค่อยๆ เปลี่ยนทั้งอาจารย์และนักศึกษา อาจเริ่มจากวิชาเลือกก่อน
  3. ทรัพยากรจำกัด:    ใช้ active learning ในห้องเรียนใหญ่ได้ ไม่จำเป็นต้องมีห้องเล็กเสมอ

Quick Wins ที่ทำได้ทันที

เริ่มจากวิชาเลือก: ให้นักศึกษาออกแบบโครงการตามความสนใจ
Reflective Writing ทุกวิชา: ให้คะแนน 10-20% จากการสะท้อนคิด
Peer Learning: จัดกลุ่มสนทนาให้นักศึกษาช่วยกันเรียนรู้
Real-World Projects: เชิญวิทยากรภายนอกมาให้โจทย์จริง
Student-Led Initiatives: สนับสนุนงบและที่ปรึกษาให้นักศึกษาทำโครงการตาม passion

 

สรุป

แนวคิดของคุณถูกทิศทางมากๆ   แต่ควรเน้นว่า:

  • ไม่ใช่ทิ้งความรู้ แต่ใช้ความรู้เป็นเครื่องมือสร้าง agency
  • Reflection เป็นทักษะที่ต้อง "สอน" และ "ฝึก" อย่างเป็นระบบ
  • Agency ต้องมาพร้อม well-being และความรับผิดชอบ
  • การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากอาจารย์ พร้อมๆ กับระบบ

การนำไปใช้ในไทยต้องค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากโครงการนำร่อง สร้างหลักฐานความสำเร็จ แล้วขยายผล พร้อมปรับให้เข้ากับบริบทไทย แต่ยึดหลักการสำคัญคือ: "ให้นักศึกษาเป็นผู้กำหนดการเรียนรู้ของตนเอง มีพื้นที่ลงมือทำจริง และเรียนรู้จากการสะท้อนคิด"

คุณคิดว่าจะเริ่มลองนำไปใช้ส่วนไหนก่อนดีครับ

 

ทั้งสามเอไอ ให้คำตอบไปในทางคล้อยตามข้อสะท้อนคิดของผม   และแนะนำวิธีดำเนินการที่ดีมาก   มหาวิทยาลัยที่ต้องการพลิกโฉมตนเอง ต้องนำไปปรับใช้ตามบริบทของตน   แล้วค่อยๆ ปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจริงจัง   หากไม่ดำเนินการ ในไม่ช้ามหาวิทยาลัยนั้นจะล้าหลัง   

วิจารณ์ พานิช

๑๗ พ.ย. ๖๘