ตอนที่ ๒ นี้ ผมขอให้ Gemini และ Perplexity ช่วยให้ความเห็น
วันที่ ๑ - ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ สถาบันอาศรมศิลป์จัดทริปไปเยี่ยมพื้นที่ฟื้นป่าน่าน ร่วมกับมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน/Nan Sandbox เพื่อเรียนรู้บทบาทของสถาบันอุดมศึกษาแนวใหม่ ที่ผมเรียกว่า แนว social engagement เรียนรู้จากการปฏิบัติ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการพลิกโฉมสังคม (social transformation) โดยทำงานร่วมกับหุ้นส่วน (engagement partners) ที่หลากหลาย ซึ่งในที่นี้คือมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน (เจ้าสัวบัณฑูร ล่ำซำ) กรมป่าไม้ และหน่วยงานอื่นๆ ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกระทรวงมหาดไทย สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ ชุมชนหรือประชาคมน่าน และชาวบ้านที่เป็นเกษตรกร ซึ่งในที่นี้เป็นชาวไทยภูเขา ที่อยู่ในพื้นที่นี้มานานหลายชั่วคน
เช้าวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ผมไปถึง Gate 54 ของสนามบินดอนเมืองก็พบคุณจรรจรีย์ บุรณเวช (คุณแจง) แห่งน่านแซนด์บ๊อกซ์ ที่ทำงานฟื้นป่าน่านมานานกว่า ๓๐ ปี นั่งอยู่ก่อนแล้ว ผมจึงได้เรียนรู้พื้นฐานของกิจกรรมที่จะไปเยี่ยมชมและเรียนรู้ ในภาพ Macro ว่า เวลานี้ป่าน่าน (พื้อที่ป่าอนุรักษ์) ยังมีสภาพเป็นป่าร้อยละ ๗๒ ถูกบุกรุกและโค่นป่าไปแล้วร้อยละ ๒๘ ข่าวดีคือ มูลนิธิรักษ์ป่าน่าน มีแผนร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชน ดำเนินการให้ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ร้อยละ ๒๘ นั้นอย่างถูกกฎหมาย และเข้าร่วมปลูกป่า โดยทำการเกษตรอินทรีย์
จากสนามบินน่านเรานั่งรถไปยังที่ทำการอุทยานแห่งชาติศรีน่าน อำเภอนาน้อย ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑ ๑/๒ ชั่วโมง ยิ่งใกล้อุทยานธรรมชาติสองข้างทางก็ยิ่งเขียวชะอุ่ม ให้ความสดชื่นแก่ผมยิ่งนัก ไปถึงก็ได้รับการต้อนรับด้วยกาแฟนานาชนิด และอาหารท้องถิ่น ที่อร่อยมาก และผมกินไปหลายชิ้นคือไส้อั่ว มีผักหลายชนิดให้กินจิ้มน้ำพริกหนุ่ม เป็นครั้งแรกในกว่า ๗๐ ปี ที่ผมได้กินปูนาทอดกรอบ ที่เคยกินสมัยเป็นเด็ก
เราได้ฟังเรื่องราวจากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน บัณฑิต ฉิมชาติ (หัวหน้าฉิม) เล่าความพยายามแก้ปัญหาป่าน่านถูกทำลาย โดยเปลี่ยนชาวบ้านจาก ผู้บุกรุก ให้เป็นผู้พิทักษ์ป่า เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านเจ้าหน้าที่อุทยาน จากเป็นศัตรู ไม่ไว้วางใจกัน เป็นภาคีหุ้นส่วน ร่วมกันพิทักษ์ป่า เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของตนเอง และของคนไทยที่ปลายน้ำ ที่ทำมา ๘ ปี ด้วยความยากลำบาก เพราะในอดีตชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่อุทยานไม่ไว้วางใจกัน ได้ อ. ยักษ์ จากโคกหนองนามาร่วมในปี ๒๕๖๒ และสถาบันอาศรมศิลป์ จุฬาฯ วิทยาเขตน่าน และ มทร. น่าน มาทำวิจัย และรับแกนนำชาวบ้านเข้าเรียน ค่อยๆ เกิดความเข้าใจ ไว้วางใจกัน เกิดผลงานที่เราไปเยี่ยมชมตอนบ่าย ๒ จุด จากเดิมกำหนดไป ๓ จุด
ในการประชุมนำเสนอ มีแกนนำชาวบ้าน และผู้แทนหน่วยราชการและสถาบันอุดมศึกษา มาร่วมจำนวนรวมราวๆ ๓๐ คน เราได้ฟังท่านเหล่านั้นเล่าและตอบคำถาม ทำให้ผมค่อยๆ เข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ที่ถูกชักจูงให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ที่ขึ้นชื่อที่สุดคือ ข้าวโพด นำสู่การโค่นถางป่า และเป็นหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนละ ๕ แสนบาท บางบ้านหนี้สูงถึง ๓ ล้าน
ผมตีความว่าสภาพชีวิตของชาวเขาเหล่านี้ กลายเป็นจำเลยทำลายป่าเพื่อทำไร่ข้าวโพด และตนเองก็กลายเป็นหนี้ เพราะถูกกระทำโดยลัทธิทุนนิยม ที่นายทุนไปชักจูง เพื่อขายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง รวมทั้งซื้อผลผลิตข้าวโพดในราคาตลาด โดยนายทุนไม่มีความเสี่ยง เพราะจัดระบบให้ชาวบ้านรับความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดขึ้น รวมทั้งสังคมภาพรวมรับผลร้ายจากการทำลายป่า ปละใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในพื้นที่ต้นน้ำ ดังกรณีตัวจังหวัดน่านถูกโคลนท่วมร้ายแรงในปี ๒๕๖๘ นี้
ความผิดพลาดในหลักการคือ การทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ที่ความเสี่ยงสูง และการทำลายธรรมชาติสูง อุทยานแห่งชาติศรีน่านและภาคี เข้าไปชักชวนแกนนำชาวบ้านให้ทำการเกษตรผสมผสานตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวง ร. ๙ โดยมีระบบจัดการน้ำบนพื้นที่สูงให้ ใช้หลักการโคกหนองนา และการเกษตรกักตะกอน ในทำนองเดียวกันกับนาขั้นบันไดนั่นเอง
ตอนบ่ายเราไปชม “พื้นที่แปลง นางดวงใจ สุปินะ เกษตรกักตะกอน และแทงค์น้ำภูมิปัญญา สร้างรายได้วันละ 300 บ.” พื้นที่ไหล่เขา ๑๓ ไร่ อยู่ใกล้ๆ ที่ทำการอุทยาน ปลูกพืชผักสวนครัวเก็บไปขายตลาดนัดทุกวัน
หลังจากนั้นเราเดินทางไปอีกชั่วโมงเศษ บนเส้นทางถนนที่คดเคี้ยวหักมุมและบางช่วงกำลังซ่อมถนนเพราะถนนผ่านหน้าผาและหินทรุดลงไป ไปยังบ้านขุนสถาน เพื่อ “เยี่ยมชมแปลงเกษตรกักตะกอน แปลงนายเอนก แสนซุ้ง แกนนำชาติพันธุ์ม้ง สรุปโมเดลการขยายผลเครือข่ายชาติพันธุ์ (ขยายผล 1: 10 ในระยะเวลา 10 เดือน) 1 แปลงสร้างป่าสมุนไพร 30 ไร่” โดยต้องนั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อลงไหล่เขาชันมาก ถนนลูกรัง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมมีประสบการณ์นี้ เมื่อลงไปถึงแปลง เราก็อยู่ในพื้นที่เขาที่โล่งเตียน แต่พื้นที่ของคุณเอนก มีการปรับพื้นที่ทำการเกษตรแบบโคกหนองนา และแปลงเกษตรกักตะกอน การพูดคุยซักถามในพื้นที่จริง ทำให้เราเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน และมาตรการธุรกิจของนายทุน
ในวงเสวนาที่สำนักงานอุทยาน ผมสรุปภาพใหญ่ของการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านว่า ต้องไม่ “ทำการเกษตร” ต้องทำ “ธุรกิจการเกษตร” คือก่อนผลิต ต้องมีเป้าหมายและวิธีการขายที่ชัดเจน และคำนวณการลงทุน และกำไร มั่นใจว่าทำได้ผลตามแผนได้จริง โดยมี่การจัดการความเสี่ยงไว้ก่อนแล้ว
วงสะท้อนคิด ๓ ชั่วโมงที่โรงแรมน่านตรึงใจที่เราพักค้างคืน ให้ความรู้เพิ่มเติมแก่ผมมาก ว่าเวลานี้หลายฝ่ายร่วมกันทำข้อมูลภาพใหญ่ คือแผนที่ ของสภาพปัจจุบันของป่าน่าน และการเข้าไปทำกินของชาวบ้านไว้แล้ว และมีข้อตกลงของภาคีรัก(ษ์)ป่าน่านที่ชัดเจนแล้ว ว่ากลยุทธ์พิทักษ์ป่าคือ เอาชาวบ้านเป็นผู้ร่วมพิทักษ์ป่า เปลี่ยนวิธีทำมาหากินจากปลูกพืชเชิงเดี่ยว เป็นโคกหนองนา เกษตรดักตะกอน เวลานี้มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ที่ผมเดาว่า น่าจะยังมีไม่ถึงร้อยละ ๑ ของชาวบ้านที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ทั้งหมด ดร. สีลาภรณ์ บัวสาย บอกว่า ต้องสร้างชาวบ้านที่เป็น early adopters ให้ได้ร้อยละ ๑๕ จึงจะเปลี่ยนระบบทั้งหมดได้ เกิดการพลิกโฉมสภาพการอยู่ในป่าอนุรักษ์ และมีบทบาทอนุรักษ์ป่าไปด้วย อย่างถาวร
หัวใจของกระบวนการพลิกโฉมดังกล่าวน่าจะอยู่ที่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของคน ที่ทีมงานสถาบันอาศรมศิลป์ สถาบันโคกหนองนา ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย สถาบันอุดมศึกษา และองค์กรพัฒนาเอกชน ในพื้นที่ เช่น ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติต้นน้ำน่าน นำโดยคุณ กุล ปัญญาวงศ์ และที่สำคัญที่สุดคือ Nan Sandbox นำโดยท่านเจ้าสัวบัณฑูร ล่ำซำ ที่มีกลกยุทธ แก้ปัญหาตะกอนดิน การบุกรุกทำลายป่า การหนุนให้เกษตรกรมีรายได้และปลดหนี้ และการดึงลูกหลานกลับมาอยู่กับครอบครัว
เนื่องจากมีครูจากโรงเรียนรุ่งอรุณไปร่วมด้วย จึงเห็นช่องทางที่จะส่งนักเรียน ม. ปลายไปทำโครงการวิจัย จากโจทย์วิจัยจำนวนมากมายที่ผุดขึ้นมาจากการไปเรียนรู้ในพื้นที่ และร่วมกันสะท้อนคิดเช้าวันที่ ๒ พฤศจิกายน รวมทั้งเราได้เสนอแนวทางสื่อสารประชาสัมพันธ์หลายระดับ หลายกลุ่มเป้าหมาย โดยเป้าหมายยิ่งใหญ่ร่วมกันคือ การพลิกโฉมสังคมในพื้นที่ป่าน่าน จากสังคมทำลายธรรมชาติ สู่สังคมร่วมปกปักรักษาและฟื้นฟูธรรมชาติ พิสูจน์ว่า คนอยู่กับป่าอย่างเกื้อกูลกันได้
ผมสะท้อนคิดกับตนเองว่า ต้องมองเรื่องการพลิกโฉมสังคมในป่าน่านเป็นกระบวนการต่อสู้เชิง “ธรรมาธรรมะสงคราม” (การสู้รบระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรม) ระหว่างลัทธิทุนนิยม กับลัทธิ SDGs นิยม โดยต้องมีการสนับสนุนวงเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning Cycle) ในหมู่ชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตกผลึกหลักการจากการปฏิบัติ (ใช้ Kolb’s Experiential Learning Cycle) ในการทำมาหากินแนวใหม่ ที่ชาวบ้านไม่เพียงเป็นเกษตรกร แต่เป็นผู้ประกอบการ คือมีความรู้เรื่องตลาด สามารถจัดการความเสี่ยงของธุรกิจการเกษตรของตนได้
ผมอยากรู้ว่า ข้อสะท้อนคิดข้างต้นของผมอยู่บนฐานของความเป็นจริงและความเป็นไปได้หรือไม่ หรือเป็นได้เพียงความเพ้อฝัน หากจะให้เกิดการพลิกโฉมสังคมในพื้นที่ป่าน่านตามที่ผมฝัน ได้อย่างแท้จริง ยังมีส่วนใดที่ยังขาดไป ต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติม และขอคำแนะนำหลักการและวิธีการทำให้ฝันนี้ดำเนินสู่ผลกระทบต่อสังคมในพื้นป่าน่าน และต่อพื้นที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องในฐานะพื้นที่ปลายน้ำ
ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบนไปขอความเห็นจากสหายเอไอ ในตอนที่ ๒ นี้ขอนำข้อเสนอของ Gemini และ Perplexity มาลงไว้ดังต่อไปนี้
Gemini:
ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์อันทรงคุณค่า และข้อสะท้อนคิดที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการพลิกโฉมสังคมในพื้นที่ป่าน่านครับ
ข้อสะท้อนคิดของท่านนั้นตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริงและความเป็นไปได้สูง ไม่ใช่เพียงความเพ้อฝัน เนื่องจากสอดคล้องกับแนวคิดและกลยุทธ์ที่สำคัญของโครงการ Nan Sandbox และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรเชิงเดี่ยวไปสู่ "ธุรกิจการเกษตรยั่งยืน" และการใช้กลไกทางสังคม-เศรษฐกิจเพื่อขับเคลื่อนการอนุรักษ์ป่าอย่างยั่งยืน
การประเมินข้อสะท้อนคิดของท่าน
1. "ธรรมาธรรมะสงคราม" ระหว่างทุนนิยม vs. SDGs นิยม
ข้อสรุปนี้มีความเป็นจริงและคมคายอย่างยิ่ง ปัญหาการบุกรุกป่าในน่านมีรากฐานมาจาก ลัทธิทุนนิยมเกษตรเชิงเดี่ยว ที่สร้างหนี้สินและทำลายสิ่งแวดล้อม (ผลกระทบปลายน้ำที่เจ้าพระยา) ขณะที่การแก้ปัญหานั้นคือการต่อสู้ด้วยแนวทาง SDGs นิยม (Sustainable Development Goals) หรือแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy - SEP) ผ่านการทำเกษตรผสมผสานแบบ โคกหนองนา และ เกษตรกักตะกอน ซึ่งเน้นความยั่งยืนและความมั่นคงในชีวิต
2. การเปลี่ยนจากการ "เกษตร" เป็น "ธุรกิจการเกษตร"
เป็นหัวใจสำคัญของการพลิกโฉมที่ยั่งยืน เพราะการปลูกป่าอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้สินและความยากจนได้ การสอนให้ชาวบ้านเป็น ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ที่เข้าใจตลาด การจัดการความเสี่ยง และการสร้างมูลค่าเพิ่ม (เช่น การแปรรูปพืชยา สมุนไพร) คือการสร้างเกราะป้องกันจากวงจรหนี้สินของทุนเกษตร และเป็นแนวทางที่ Nan Sandbox และศูนย์วนเกษตร-พฤกษเภสัช (PAD) กำลังดำเนินการอยู่
3. Experiential Learning Cycle (Kolb's Cycle) และ Early Adopters
การเน้น "วงเรียนรู้จากประสบการณ์" โดยเฉพาะการใช้ Kolb's Cycle เพื่อให้ชาวบ้าน ตกผลึกหลักการจากการปฏิบัติ ในการทำมาหากินแนวใหม่ เป็นกลไกที่สำคัญมากในการสร้าง "การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์" ซึ่งเป็นหัวใจที่ท่านระบุไว้ การสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Early Adopters) ให้ได้ ร้อยละ 15 เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านระบบ (System Transformation) เป็นเป้าหมายที่อ้างอิงหลักการแพร่กระจายของนวัตกรรม (Diffusion of Innovation Theory) และเป็นตัวเลขที่เป็นไปได้แต่ท้าทาย
ส่วนที่ขาดไปและสิ่งที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม
เพื่อให้ "ฝัน" นี้ดำเนินสู่ผลกระทบที่แท้จริงและขยายผลอย่างยั่งยืน ยังมีส่วนที่ต้องเน้นย้ำและดำเนินการเพิ่มเติม ดังนี้:
1. การสร้างระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจที่มั่นคง
- การจัดการตลาดและห่วงโซ่อุปทาน: ต้องสร้าง "ตลาดนำการผลิต" ที่ชัดเจนและยั่งยืนสำหรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์และวนเกษตรของชาวบ้าน (เช่น พืชยา กาแฟ พืชอาหาร) โดยอาจต้องมี พันธมิตรทางธุรกิจปลายน้ำ ที่รับซื้อในราคายุติธรรมอย่างต่อเนื่อง
- กองทุน/สินเชื่อสีเขียว (Green Credit): การพักชำระหนี้เดิมและการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษสำหรับเป็นทุนหมุนเวียนในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรยั่งยืน (ซึ่งต้องใช้เวลา 3-5 ปีในการสร้างรายได้ที่มั่นคง) เป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่จำเป็นอย่างยิ่ง
- การแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างเป็นรูปธรรม: แม้ Nan Sandbox จะมียุทธศาสตร์ 72:18:10 แต่การทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ 28% มีสิทธิในการทำกินที่ ถูกต้องตามกฎหมายและมั่นคง เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแรงจูงใจในการอนุรักษ์ป่า (เปลี่ยนจากผู้บุกรุกเป็นผู้พิทักษ์อย่างแท้จริง)
2. การยกระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนและเยาวชน
- การสร้างและเสริมความเข้มแข็งของ "สถาบัน" ในชุมชน: เช่น วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ และกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถจัดการธุรกิจและรับมือกับความเสี่ยงได้ด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ ไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก
- การดึงเยาวชนกลับถิ่น: ต้องมีกลไกสร้าง "งานที่น่าสนใจและมีรายได้ดี" ในพื้นที่ เช่น ธุรกิจการแปรรูป, การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ, การจัดการน้ำ, หรือการวิจัยพืชยา เพื่อดึงลูกหลานกลับมาสืบทอดการทำ "ธุรกิจการเกษตร" ที่แตกต่างจากอดีต
3. การสื่อสารเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง
- สร้าง Hero Story และ Visibility: การใช้สื่อและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในการเผยแพร่ความสำเร็จของ Early Adopters (เช่น กรณีคุณดวงใจและคุณเอนก) อย่างต่อเนื่อง จะช่วยกระตุ้นให้ชาวบ้านคนอื่น ๆ เห็นความเป็นไปได้และเกิดการเลียนแบบ
- การเชื่อมโยงปลายน้ำ-ต้นน้ำ: การสื่อสารไปยัง ผู้บริโภคปลายน้ำ (โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและตะกอนดิน) เพื่อสร้างความเข้าใจและแรงสนับสนุนในการซื้อผลิตภัณฑ์จากน่านอย่างมีจริยธรรม (Ethical/Green Consumption) จะเป็นแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่สำคัญ
คำแนะนำหลักการและวิธีการเพื่อขยายผลสู่ปลายน้ำ
การพลิกโฉมป่าน่าน (ต้นน้ำ) จะส่งผลต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ปลายน้ำ) ได้อย่างแท้จริง หากดำเนินการตามหลักการและวิธีการต่อไปนี้:
| หลักการ | วิธีการดำเนินการและขยายผล | ผลกระทบต่อปลายน้ำ (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา) |
|---|---|---|
| 1. หลักการ "ตลาดนำการผลิต" | เชื่อมโยงอุปสงค์-อุปทาน: สร้างสัญญา/ข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้าระหว่าง ภาคีธุรกิจปลายน้ำ (เช่น ห้างสรรพสินค้า, โรงพยาบาล, โรงงานแปรรูปอาหาร/ยา) กับ กลุ่มเกษตรกรน่าน โดยเฉพาะพืชสมุนไพร/พืชทางเลือกที่ให้มูลค่าสูง | มั่นคง: ลดปริมาณตะกอนดิน/สารเคมีในแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะชาวบ้านมีรายได้มั่นคง ไม่ต้องกลับไปปลูกข้าวโพด |
| 2. หลักการ "นวัตกรรมเพื่อการปรับตัว" | วิจัย/พัฒนาพืชทางเลือกมูลค่าสูง: ใช้ความรู้จาก ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.น่าน), จุฬาฯ และมหิดล ในการพัฒนาสายพันธุ์พืช, เทคโนโลยีการแปรรูป และการรับรองมาตรฐานสินค้า (Branding) | ยั่งยืน: ต้นน้ำมีป่าปกคลุมมากขึ้น น้ำที่ไหลลงสู่ปลายน้ำมีคุณภาพดีขึ้น (ลดสารเคมีและตะกอน) ลดความรุนแรงของภัยพิบัติ |
| 3. หลักการ "การมีส่วนร่วมเชิงเครือข่าย" | จัดตั้ง "กลไกการแลกเปลี่ยนเรียนรู้" (Learning Network): ขยายวงเรียนรู้ไปในระดับอำเภอ/ตำบล และจัดให้มีการเยี่ยมชมแปลงต้นแบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มจำนวน Early Adopters ตามเป้าหมาย 15% และขยายโมเดล 1:10 | ความเชื่อมั่น: สร้างโมเดลที่สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่ต้นน้ำอื่น ๆ ได้ (เช่น ภาคเหนือตอนบน) เพื่อรักษาความมั่นคงทางน้ำและสิ่งแวดล้อมโดยรวมของประเทศ |
การต่อสู้เชิง "ธรรมาธรรมะสงคราม" ในน่าน กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้องด้วยยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและภาคีที่เข้มแข็ง การเน้นการสร้าง "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" และการสร้าง "ผู้ประกอบการท้องถิ่น" ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูธรรมชาติ จะทำให้ความฝันนี้กลายเป็นความจริงที่ยั่งยืนได้
อยากให้ผมช่วยร่างแนวทางการสื่อสารประชาสัมพันธ์สำหรับโครงการนี้ โดยเน้นที่กลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ (เช่น ผู้บริโภคปลายน้ำ, เยาวชนในพื้นที่) เพื่อสร้างการสนับสนุนที่เข้มแข็งขึ้นหรือไม่ครับ?
Perplexity:
ข้อสะท้อนคิดของท่านเกี่ยวกับการพลิกโฉมสังคมในพื้นที่ป่าน่านมีฐานความเป็นจริงและความเป็นไปได้อยู่มาก ทั้งในแง่การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้น และแนวคิดที่สอดคล้องกับทฤษฎีและวิธีปฏิบัติในพื้นที่อนุรักษ์ที่ประสบผลสำเร็จในหลายโครงการฟื้นฟูป่าน่านและการพัฒนาการเกษตรแบบผสมผสาน
ความเป็นจริงของข้อสะท้อน
- การเชื่อมโยงและการทำงานร่วมของหลายภาคส่วน ทั้งมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน หน่วยงานราชการ สถาบันอุดมศึกษา ชุมชน และเกษตรกรตามแนวทาง social engagement เป็นข้อเท็จจริงที่ทำได้และมีกรณีตัวอย่างในพื้นที่น่านจริงlibdcms.nida+1
- ปัญหาการทำเกษตรเชิงเดี่ยวที่นำไปสู่การบุกรุกป่า การเกิดหนี้สิน และผลกระทบร้ายแรงทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและชีวิตเกษตรกร ถือเป็นหลักฐานที่ได้รับการวิเคราะห์อย่างชัดเจนarchive.lib.cmu+1
- การเปลี่ยนแปลงสู่เกษตรผสมผสานแบบโคกหนองนาและการจัดการน้ำบนพื้นที่สูง โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีผลลัพธ์ในการเพิ่มรายได้และลดความเสี่ยงของเกษตรกร รวมทั้งช่วยฟื้นฟูป่าไม้และระบบนิเวศต้นน้ำprd+1
ส่วนที่ควรเพิ่มเติมและพัฒนา
- การสร้างจำนวนผู้นำการเปลี่ยนแปลง (early adopters) ให้ถึงระดับที่เพียงพอ (ประมาณร้อยละ 15) เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในวงกว้างและยั่งยืน ถือเป็นการตั้งเป้าหมายที่ถูกต้อง และต้องเน้นการพัฒนาศักยภาพและให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องrakpanan+1
- การสร้างความรู้และทักษะด้านการบริหารธุรกิจเกษตร ทั้งการวางแผนตลาด การบริหารความเสี่ยง และการสร้างรายได้อย่างมั่นคง ต้องขยายสู่ชุมชนอย่างกว้างขวางเพื่อให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการจริงrakpanan
- การใช้วงเรียนรู้และการประเมินผลอย่างต่อเนื่องโดยใช้แนวทาง experiential learning cycle (ตาม Kolb) จะช่วยให้ปรับปรุงวิธีการและขยายผลได้ตามบริบทที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงสร้างพลังร่วมและความต่อเนื่องของการพลิกโฉมlibdcms.nida
แนวทางหลักการและวิธีการดำเนินงาน
- การทำงานแบบ social engagement กับหุ้นส่วนหลายภาคส่วน เน้นความร่วมมือ โปร่งใส และบทบาทที่ชัดเจนของทุกฝ่าย
- สร้างและขยายเครือข่ายผู้นำชุมชนหรือ early adopters โดยสนับสนุนด้านความรู้ ทุน และการเชื่อมโยงตลาด
- ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านจากการเกษตรเชิงเดี่ยวสู่วิถีเกษตรผสมผสาน พร้อมจัดการความเสี่ยงและเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจเกษตร
- ใช้แนวทาง experiential learning cycle ในการเรียนรู้และประเมินผลอย่างเป็นระบบ
- ขยายผลการบริหารจัดการต้นน้ำ การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ จะส่งผลเชื่อมโยงบรรเทาปัญหาและเพิ่มความยั่งยืนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ปลายน้ำrakpanan
โดยสรุป ข้อสะท้อนของท่านไม่ใช่ความเพ้อฝัน แต่เป็นกรอบแนวคิดที่สอดคล้องกับความจริงและกรณีศึกษาที่ประสบผลสำเร็จในพื้นที่ป่าน่าน อย่างไรก็ตามต้องเร่งขยายผลและสร้างทุนมนุษย์ (human capital) รวมถึงมีระบบสนับสนุนอย่างเป็นขั้นตอนและต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการพลิกโฉมสังคมได้จริงและยั่งยืนในระยะยาวprd+2
- http://libdcms.nida.ac.th/thesis6/2561/b204516e.pdf
- https://www.rakpanan.org/Initiative/Community/Pages/Page4.aspx
- https://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2562/aerd10562ajan_full.pdf
- https://esguniverse.com/content/251797/
- https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/423303
- https://www.wearecp.com/cpg-20220425-2/
- https://doi.nrct.go.th/admin/doc/doc_565853.pdf
- https://www.sanook.com/campus/1397341/
- https://www.forru.org/th/projects/the-nan-project
- https://www.facebook.com/royalthaiarmyRTA/posts/%E0%B8%AE%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%9F%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2-3-%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C-4-%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87-1-%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%88-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%A5/1171292415042740/
จะเห็นว่า ข้อเสนอของ ChatGPT นั้น หลายส่วนภาคีน่านกำลังทำอยู่แล้ว ผมมีความเห็นว่า เราไม่ควรเชื่อเอไอไปเสียทั้งหมด ควรร่วมกันใช้วิจารณญาณของเราเอง ตามบริบทของเรา หัวใจสำคัญคือ ต้องร่วมกันทำอย่างเอาจริงเอาจังและต่อเนื่อง มีแผนดำเนินการระยะยาว
วิจารณ์ พานิช
๔ พ.ย. ๖๘