ผมปิดสมุดปกเหลือง ไม่อยากจะอ่านจนจบ ความรู้สึกบางอย่างกำลังจะบอกให้ผมลองทบทวนดูให้ดีว่าในตอนนั้นมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง จึงเป็นที่มาของหยดน้ำตาบนแก้มของเธอที่ผมเห็นเมื่อสักครู่นี้

จดหมายรัก  

๑.    

         การตอกตะปูในห้องหนังสือของผม ไม่สามารถเก็บซ่อนเสียงที่โครมครืน ทำให้เธอผู้เป็น 

ภรรยาอดรนทนไม่ได้ ต้องเข้ามาดูว่าผมทำอะไร

        “ตอกฝาบ้านตอนกลางคืน โบราณเขาถือนะพ่อ”

          หรา...ผมพูดอยู่ในใจ เพราะผมไม่ถือสา เพียงแต่ผมไม่กล้าพูดต่อปากต่อคำกับเธอเท่านั้น

          ผมหันไปมองหน้าเธออย่างเรียบเฉย แฝงความเขินอายแค่เล็กน้อย

         “พ่อจะจัดนิทรรศการให้ใครดู” เธอพูดพร้อมกับอมยิ้ม เหมือนจะกลั้นหัวเราะเอาไว้

          เธอคงคิดว่าผมยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวางไม่ได้ อะไรประมาณนั้น หลงใหลได้ปลื้มกับเกียรติคุณบัตรรางวัลดีเด่นมากมายก่ายกอง

        “พ่อเห็นมันอยู่ในลิ้นชักตู้ กลัวมันจะเหงาน่ะ เลยเอาออกมาติดข้างฝาและจะวางเรียงไว้บนโต๊ะสักพัก มันจะได้ยืดเส้นยืดสายบ้าง” ผมพูดแก้เกี้ยวไปอย่างนั้นเอง ก่อนที่จะเปิดเผยความจริง

         แต่ไม่ทันจะได้พูดต่อ เธอก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเสียก่อน “คนอะไร รางวัลเยอะจริงๆ”

         เธอมิได้เหน็บแนม สีหน้าเธอบ่งบอกความหมายตามคำพูดนั้น “อันนี้แค่ระดับเขตพื้นที่กับจังหวัดเท่านั้นนะ ระดับประเทศยังไม่ได้จัดเลย” ผมพูดหยอกเธอเล่นๆ

         “ภูมิใจล่ะสิ”   “ใช่เลย เป็นโรงเรียนเล็กๆ ที่พ่อสงสัยอยู่เสมอว่าทำไมประสบความสำเร็จมากมายถึงขนาดนี้” ผมมองไปที่โล่รางวัลพร้อมเชิดหน้าเล็กน้อย

          “เกษียณแล้วรู้สึกอย่างไร” เธอถามเหมือนต้องการคำตอบจริงๆ

         “รู้สึกขำๆ ระคนแปลกใจ ทำไมบ้าได้ถึงขนาดนี้ มีงานให้ทำเยอะแยะ แต่ก็ยังมีเวลาไล่ล่ารางวัล”

          “ก็พ่อเขียนเก่ง” เธอชมผมอย่างเต็มปากเต็มคำ  ผมก็เลยต้องเผยความในใจที่แท้จริง  

           “ที่สำคัญที่สุดเลยนะแม่ ทุกๆรางวัลของพ่อ พ่อจะเขียนต้นฉบับเอกสารเอง พิมพ์รายงานเองทั้งหมด ด้วยสมองและสองมือ ไม่เคยรบกวนครูผู้สอนเลยแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อพ่อไม่เบียดบังเวลาของครู พ่อจึงไม่รู้สึกผิดมากนัก และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนการสอนของครูและนักเรียนไม่มีปัญหา แม้ว่าเราจะมีครูไม่ครบชั้นก็ตาม”

           “รับทราบค่ะ แต่ห้ามตอกตะปูแล้วนะ เสียงมันดังหนวกหู..คนจะนอน”   

          “ครับผม”

          ๒.

          ภายในห้องหนังสือถูกจัดอย่างเรียบร้อย แต่ผมแทบไม่ได้แตะต้องหนังสือเลยแม้แต่เล่มเดียว เพื่อใช้เวลาอยู่กับผนังห้องที่ตอนนี้มีเกียรติบัตรแขวนอยู่เต็มพรืด

          วันนี้มีเวลาพักจึงหยิบหนังสือในชั้นวางขึ้นมาเปิดอ่าน เลือกเล่มโน้นหยิบเล่มนี้ทีละเล่มสองเล่มอย่างเพลิดเพลิน สะดุ้งเล็กน้อยเหมือนมีใครมายืนอยู่ด้านหลัง

          “ห้องหนังสือสวยขึ้นเยอะเลยนะพ่อ” ภรรยาผมนั่นเอง

          “เป็นไง ชอบใช่ไหมล่ะ” ผมถาม

          เธอไม่ตอบ สายตาจับจ้องไปที่ผนังห้อง เหมือนกำลังใช้ความคิดอะไรสักอย่าง จากนั้นก็เดินไปที่ชั้นหนังสือกวาดสายตามองหนังสือไปทีละชั้น แต่ไม่ได้หยิบขึ้นมาเปิดอ่าน

          “พ่อรักการอ่านตั้งแต่เมื่อไหร่” เธอถาม

          “ตั้งแต่รักแม่ตอนที่เรียนอยู่วิทยาลัยครู” 

          เธอนิ่งคงกำลังนึกทบทวนความทรงจำย้อนกลับไปเมื่อสี่สิบกว่าปี ตอนนั้นเราสองคนเรียนอยู่ปีที่สี่ ผมต้องไปฝึกงานที่ห้องสมุดวิทยาลัย ได้มีโอกาสอ่านหนังสืออย่างมากมายและได้พบกับเธอในห้องสมุดแห่งนั้น

          “แม่รักพ่อตรงไหนทั้งที่แม่ก็ไม่ใช่คนสวย” เธอถามพร้อมกับมองหน้าผม เหมือนต้องการคำตอบอย่างจริงจัง

          “ตรงที่แม่ก็ชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน” ผมตอบ

          “โกหกไม่เนียนเลยนะ” เธอพูดแล้วยิ้มให้ผม “เมื่อก่อนที่แม่จำได้ พ่อบอกว่ารักแม่เพราะเห็นแม่ชอบเล่นดนตรีสากล ตอนนั้นพ่อก็กำลังหัดเล่นดนตรีไทย”

          “จริงๆก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ แล้วแม่รักพ่อตรงไหนล่ะ” ผมถามบ้าง

          “แม่ชอบตอนที่เห็นพ่อเล่นดนตรีไทยในวิทยาลัย และชอบลายมือของพ่อ”

          “จริงดิ”

          “ตอนที่แม่เป็นเป็นครูปีแรก พ่อเขียนจดหมายถึงแม่ตั้งหลายฉบับ ลายมือตัวบรรจงสวยมาก แต่น่าเสียดายเนอะ” เธอหยุดพูด สีหน้าบ่งบอกความรู้สึกเสียดายจริงๆ

          “จดหมายทุกฉบับ แม่ทิ้งไปหมดแล้วใช่ไหม” ผมพูดพร้อมกับยิ้มให้เธอ

          “แม่คงเก็บดีเกินไปนะพ่อ มาดูอีกทีกระดาษมันซีดแล้วก็กรอบไปหมดเลย แม่ไม่รู้จะทำยังไง”

๓.

          ผมเข้าใจความรู้สึกของเธอผู้เป็นภรรยา เธอรักและหวงแหนของเก่าที่เธอสะสมมา หลายสิ่งหลายอย่างที่เธอเก็บรักษามาเนิ่นนานตั้งแต่เริ่มรับราชการยังคงมีอยู่ให้เห็นอยู่มากมาย

          ยกเว้นจดหมายที่เธอเก็บอย่างประณีตบรรจง แต่ก็กลายเป็นเศษผงและเถ้าถ่านไปหมด ผมเคยเห็นหลักฐานบางส่วนเมื่อนานมาแล้ว พูดถึงเรื่องนี้ทีไรเธอจะต้องมีน้ำตาเปียกชื้นที่ขอบตาทุกครั้ง

          แต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะเลิกคิดมากเรื่องจดหมาย เลิกเสียดายในสิ่งที่เธอสูญเสียไป

ผมบอกเธอว่า ผมเก็บซ่อนสมุดเล่มหนึ่งไว้บนชั้นหนังสือ ช่วงย้ายบ้านและซ่อมแซมบ้านครั้งใหญ่ สมุดเล่มนี้เกือบจะหายไปหลายครั้งแล้ว เป็นสมุดบันทึกเล่มหนาหุ้มด้วยปกพลาสติกสีเหลือง ที่ผมซื้อในช่วงที่เรียนปริญญาโท ปี พ.ศ. ๒๕๓๑

          ผมเอื้อมมือขึ้นไปดึงสมุดออกมาจากชั้นวางซึ่งอยู่ชั้นบนสุด แล้วยื่นสมุดให้เธอ

          “จดหมายที่พ่อส่งถึงแม่จะอยู่ในสมุดเล่มนี้” 

          “พูดเป็นเล่น” เธอมองหน้าผม สีหน้าท่าทางของเธอออกอาการฉงนสนเท่ห์เล็กน้อย

          ขณะที่เธอเปิดหาว่าข้อความในจดหมายอยู่ในหน้าไหน ผมก็พูดไปด้วย โดยบอกกับเธอว่า

          ผมเขียนจดหมายเสร็จแต่ละฉบับแล้วจะนำไปถ่ายเอกสาร จากนั้นก็นำต้นฉบับมาแปะลงในสมุด เก็บไว้เป็นที่ระลึก ตอนนั้นผมคิดแต่เพียงว่าจะเก็บไว้ดูเองตอนแก่เฒ่า หรือไม่ก็จะเอาไว้ให้ลูกหลานดู เพราะคิดว่าในอนาคตเรื่องราวของการเขียนจดหมายส่งถึงกัน มันก็น่าจะหมดยุคหมดสมัย

          “แม่อ่านหน้านี้ก่อนสิ” ผมเปิดหน้ากระดาษให้เธอดูจดหมายฉบับแรก เพราะเห็นเธอเปิดดูทุกหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วก็ไปหยุดอ่านจดหมายฉบับหลังๆ ซึ่งเป็นเรื่องทั่วๆไป แต่ทุกเรื่องที่เขียนในภายหลังก็ยังพูดถึงความรักความห่วงใยอยู่เหมือนเดิม

          “ทำไมเพิ่งจะเอามาให้ดูล่ะ” เธอถาม

          “พ่อนำมาให้แม่ดูหลังเกษียณนี่แหละดีแล้วแม่จะได้รู้สึกตื่นเต้น”

          “ไม่เห็นตื่นเต้นเลย แค่แปลกใจเฉยๆว่าพ่อคิดได้ไง” เธอพูดพร้อมกับอมยิ้มเล็กน้อย

          “นั่นสิ สงสัยตอนนั้นคงว่างมากล่ะมั้ง หรือไม่ก็คงเหงา จึงได้เขียนความในใจได้มากมายแบบนี้” ผมบอกเธอทั้งที่ความจริงส่วนลึกแล้ว ผมชอบบันทึกความทรงจำด้วยลายมือ 

           ไม่ชอบก็ต้องชอบ เพราะยุคสมัยที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ให้บันทึกข้อความต่างๆ ไม่มีโทรศัพท์ให้โทรติดต่อถึงกัน การสื่อสารผ่านตัวอักษรด้วยภาษาใจให้ความงดงามที่ยั่งยืนกว่า ยั่งยืนจริงแท้หรือไม่หลักฐานเชิงประจักษ์ก็อยู่ในมือของเธอแล้ว

๔. 

          ผมจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์และเก็บกวาดห้องหนังสือ หลังจากทำภารกิจสังคายนาเกียรติคุณบัตรเก่าๆ นำไปติดไว้ที่ข้างฝาเป็นที่เรียบร้อย ผู้เป็นภรรยาของผมถือสมุดเล่มเหลืองไปอ่านในห้องนอน แล้วปิดประตูเงียบอยู่เป็นเวลานาน

          เมื่อเสียงประตูห้องเปิดออก เธอนำสมุดมาวางไว้ที่โต๊ะอาหารกลางห้องโถง หันมามองผมนิดนึง ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยหยดน้ำตาใสๆ เธอใช้ทิชชูเช็ดที่แก้ม ผมไม่ได้ยินเสียงเธอสะอื้น แต่มองเห็นเธอยิ้มทั้งน้ำตา แล้วเธอก็หันหลังกลับเข้าห้องแล้วปิดประตูเหมือนเดิม

          ผมคิดในใจ อารมณ์ไหนกันหนอ ในสมุดมีข้อความไหนที่โดนใจเธอได้ถึงขนาด ผมลืมไปแล้วว่าผมเขียนอะไรไว้ในจดหมาย ดีเหมือนกันขออ่านอีกสักครั้ง ทบทวนความทรงจำอีกสักคราจะเป็นไร

ที่บ้าน

๒๒  พฤษภาคม ๒๕๓๒    (๔ ทุ่ม)

อ้อย  ที่รัก

          หากว่ามีเรื่องราว หรือความรู้สึกที่ดีๆ พี่มักจะเขียนบันทึกเอาไว้ จดหมายถึงอ้อยก็เช่นเดียวกัน

อยากเก็บต้นฉบับไว้ อย่าน้อยใจที่กำลังอ่านสำเนาอยู่ มิฉะนั้นแล้ว คนเขียนเขาจะเสียใจ ที่สู้อุตส่าห์ประณีตบรรจง ด้วยความตั้งอกตั้งใจ เพราะความที่คิดถึงคนอ่านม๊ากมาก จ้ะ

          ประทับใจไหม กับการกลับบ้านที่ผ่านมา เหตุผลของพี่คือผู้ใหญ่ไม่พร้อม พ่อไม่อยู่บ้านไปหาพี่จุ๋ม นี่คือปัญหา ถ้าคุยแล้วมันยาว จะเป็นเรื่องจุกจิกเกินไปสำหรับพ่ออ้อย แม่วิตกกังวลเรื่องพี่จุ๋ม แต่ก็พยายามคิดไว้ในแง่ดีเสมอ เช่น ลูกคงไม่มีเงินจึงไม่กลับบ้าน

          แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ตามที่พ่อไปเห็นมา พี่จุ๋มสุขสบาย แข็งแรงดี แม้ว่าปีนี้จะสอนหนักขึ้นและที่มากไปกว่านั้นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่เต็มบ้านไปเลย เงินจึงหมดด้วยประการฉะนี้ แต่พี่จุ๋มบอกไม่เท่าไร ที่สำคัญคือทิ้งบ้านไม่ได้ แฟนก็ยุ่งมาก รับจ้างไถไร่ทั้งกลางวันกลางคืน สิ้นเดือนนั่นล่ะจึงว่างและกลับบ้านได้

          โล่งอกไปที เชื่อแล้วจริงๆที่ว่าพี่จุ๋มขี้เกียจเขียนจ.ม. ถ้าส่งข่าวกันบ้าง ก็จะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากมายอย่างนี้

          พ่อจึงเป็นปลื้มเล็กน้อย ที่ไม่มีอะไรค้างใจ ตั้งหลักสักหน่อยก็จะไปคุยกับพ่ออ้อยให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที ไม่ใช่พูดกันเล่นๆเหมือนพ่ออ้อยพูดกับแม่ของพี่เมื่อคราวก่อน ขอให้อ้อยอย่าเพิ่ง”เซ็ง” ถนนชีวิตย่อมไม่ราบเรีบบไปหมด แล้วนี่พี่คิดว่าโค้งสุดท้ายแล้วล่ะ? ก่อนที่จะพาเราทั้งสองคน มุ่งสู่ความสะดวกโยธินทั้งปวง...…

๕.

          ผมปิดสมุดปกเหลือง ไม่อยากจะอ่านจนจบ ความรู้สึกบางอย่างกำลังจะบอกให้ผมลองทบทวนดูให้ดีว่าในตอนนั้นมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง จึงเป็นที่มาของหยดน้ำตาบนแก้มของเธอที่ผมเห็นเมื่อสักครู่นี้

          ถึงแม้ผมจะยังอ่านจดหมายไม่จบ แต่ก็นึกออกได้ไม่ยาก เหตุการณ์ช่วงนั้นเหมือนมีภาวะวิกฤตเกิดขึ้น จะว่าเล็กน้อยก็ไม่เชิง แต่ไม่ถึงกับลุกลามใหญ่โต พอจะให้อภัยกันได้ เป็นเรื่องระหว่างผมกับเธอเท่านั้น

          ผมไม่ไปสู่ขอเธอกับพ่อในช่วงเวลาอันเหมาะสม ทั้งที่ช่วงเวลานั้นผมพร้อมที่สุดแล้ว แต่ครอบครัวยังไม่พร้อม พ่อกับแม่ของผมห่วงใยและใจคอไม่ดีที่พี่จุ๋มผู้เป็นพี่สาวไปเป็นครูอยู่ต่างจังหวัด ไปแต่งงานกับหนุ่มชาวไร่แล้วไม่ส่งข่าวมาเลย

          ส่วนน้องชายเพิ่งจะเข้าทำงานในบริษัทเอกชน เป็นฟาร์มไก่ขนาดใหญ่ น้องต้องไปอาศัยกินนอนอยู่ในฟาร์ม ทำให้แม่เป็นห่วงมาก  เพราะน้องสุขภาพไม่สู้ดีนัก ส่วนน้องสาวคนเล็กกำลังเรียนอยู่ปีสี่ ต้องออกฝึกงาน ในบ้านก็เลยมีเรื่องให้คิดให้ทำมากมายมองดูสับสนวุ่นวายไปหมด

          ผมจึงขอเลื่อนนัดการเจรจาเรื่องการสู่ขอระหว่างผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย พ่อของเธอไม่ว่าอะไร ส่วนเธอเงียบเฉยเหมือนเก็บกิริยาอาการเอาไว้ ก่อนเดินทางกลับไปสอนหนังสือที่โรงเรียนเดิม เพราะเป็นช่วงเวลาเปิดเทอมพอดี

          ผมเปิดสมุดเล่มเหลืองอีกครั้ง เพื่อจะอ่านจดหมายให้จบ ลำแขนอุ่นๆของเธอมาโอบกอดข้างหลังผม เธอออกจากห้องมาตอนไหนผมไม่ทันได้เห็น

          “วันนั้น แม่รอพ่อทั้งวันเลย” เธอพูดสั้นๆ แต่ได้ใจความ ผมเสียวแปลบไปถึงขั้วหัวใจ รู้สึกเศร้าขึ้นมาทันทีทันใด รู้สึกเสียใจมากกว่าเธอเสียอีก

          “เอาเถอะ เรื่องมันผ่านมานานแล้ว แล้วพ่อก็ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วนี่ ถึงขนาดขอย้ายมาอยู่โรงเรียนเดียวกันกับแม่ แทนที่จะได้นิเทศการสอนกันทางจดหมาย กลับกลายเป็นนิเทศกันถึงห้องเรียนกันเลยทีเดียว” ผมพูดแล้วหันไปยิ้มให้เธอเป็นการปลอบใจ ก่อนที่จะก้มหน้าอ่านจดหมายในย่อหน้าท้ายๆ ด้วยเสียงอันดังกังวาน

          “......วกกลับมาที่อ้อยบ้าง ดีมากเลยที่อ้อยกระตือรือร้นในการสอนมากขึ้น จะพบอุปสรรคใดๆ อย่าได้ท้อแท้เหนื่อยหน่ายจะเป็นการสร้างประสบการณ์ความรู้ให้แก่เรา โดยเฉพาะวิชาภาษาไทยมักจะให้กำไรแก่ผู้สอนเสมอ ขอย้ำเรื่องการควบคุมสถานการณ์ในห้องเรียน ครูต้องแสดงให้ได้หลายบทบาท กระฉับกระเฉง ว่องไว และใส่หน้ายักษ์บ้าง เพื่อหยุดหรือปรามให้เด็กเกรงใจ” ผมหยุดอ่านครู่นึง

          “อ่านต่อสิ แม่ชอบสองบรรทัดสุดท้าย ตรงกับความรู้สึกในหัวใจของแม่ที่มี่ต่อพ่อ เพราะแม่รู้สึกเช่นนั้นมาตลอด ๓๖ ปี รักของแม่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยนะ” เธอพูดจนผมเขิน แต่ผมก็ต้องอ่านให้จบด้วยเสียงนุ่มนวลและแผ่วเบาลง

          “.....ไม่ใช่ใช้แต่ความนุ่มนิ่มยิ้มหวานเท่านั้น อันนี้เอาไว้ใช้กับพี่ได้คนเดียว และยังไม่พอ..ต้องคิดถึงพี่มากๆด้วย...     ด้วยรัก จาก  พี่ตุ้ย

เพชร สุวรรณผา

๑๖ พฤศจิกายน  ๒๕๖๘