การวิเคราะห์งาน เรื่อง ผลลัพธ์การให้ข้อมูลการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมน ห้องตรวจรักษ์ปทุม
โดย นางสาวธนาพร อรรจนางกูร
ห้องตรวจรักษ์ปทุม หน่วยผู้ป่วยนอก5 งานการพยาบาลผู้ป่วยนอก ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2568
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
โรคมะเร็งเต้านมเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข และเป็นมะเร็งที่พบบ่อย จัดเป็นอันอันดับหนึ่งของหญิงไทย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา (มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย,2565) สถาบันมะเร็งแห่งชาติ รายงานสถิติปี 2564 พบว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งของผู้ป่วยในเพศหญิง โดยพบร้อยละ 37.9 รองลงมาคือมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตามลำดับ (สถาบันมะเร็งแห่งชาติ,2564) ซึ่งสอดคล้องกับสถิติของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ปีพ.ศ.2565-67 พบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมาใช้บริการมากเป็นอันดับ 1 ของมะเร็งในสตรีจำนวน 573, 619, 698 รายต่อปีตามลำดับ (งานเวชระเบียนและสถิติโรงพยาบาลศรีนครินทร์,2567)
การรักษาโรคมะเร็งเต้านมปัจจุบันมีหลายวิธี คือการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด การฉายรังสีรักษา การใช้ยาต้านฮอร์โมน และยาที่เฉพาะเจาะจงเซลล์มะเร็ง ( Targeted therapy) แพทย์อาจใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด ขึ้นอยู่กับระยะของโรคมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย (สุวลักษณ์ วงศ์จรรโลงศิล,2562) จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่ามะเร็งเต้านมเป็นโรคที่สัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศหญิง โดยหากมีการได้รับฮอร์โมนมากจะเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งเต้านมมากขึ้น (นรินทร์ วรวุฒิ,2561) การรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมนจะได้ผลดี ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ตรวจพบว่า เป็นเซลล์ที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนอยู่ในเซลล์ ซึ่งพบได้ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด (American Cancer Soceity,2567) ซึ่งสอดคล้องกับสถิติของห้องตรวจรักษ์ปทุมที่ให้บริการผู้ป่วยนอกทางด้านศัลยกรรมเต้านมแบบองค์รวม ร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและพยาบาลชำนาญการ พบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มารับการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมนคิดเป็นร้อยละ80 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด (ห้องตรวจรักษ์ปทุม โรงพยาบาลศรีนครินทร์, 2567)
หลักของการรักษามะเร็งเต้านม โดยวิธีการทางด้านฮอร์โมน คือ ยับยั้งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง โดยการลดปริมาณฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายลง ซึ่งผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5-10ปี ขึ้นอยู่กับระยะของโรค และยาแต่ละตัวล้วนมีผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและจิตใจค่อนข้างมาก อาจทำให้เกิดอาการไม่สุขสบายจากผลข้างเคียงของการใช้ยา มีอาการคล้ายอาการวัยทองก่อนกำหนด ทำให้ผู้ป่วยปฏิเสธการรักษาหรือหยุดยาก่อนครบแผนการรักษา จากการศึกษาอัตราการหยุดใช้ยาต้านฮอร์โมนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นที่ได้รับยาต้านฮอร์โมนชนิดรับประทานพบว่ามีอัตราการหยุดใช้ยาก่อนครบกำหนด 5ปี ร้อยละ 13.5 และพบว่ามีอัตราการหยุดใช้ยามากที่สุดในช่วงปีแรกของการรักษา (สุวาทินี อินตรี,อรัมษ์ เจษฏาญานเมธา,2558) และจากการศึกษาพฤติกรรมการใช้ยาต้านฮอร์โมนพบว่า ปัจจัยการรับรู้ประโยชน์ของการรักษามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาต้านฮอร์โมน (ชมพูนุช ผลไสว และคณะ,2566) ดังนั้นพยาบาลต้องมีความรู้ มีการให้ข้อมูลเตรียมความพร้อมกับผู้ป่วยเกี่ยวกับกับอาการข้างเคียงของยา เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเอง และจัดการกับอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น ให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และรับประทานยาต่อเนื่องจนครบตามแผนการรักษา
ดังนั้นจากความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ผู้วิเคราะห์จึงได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ผลลัพธ์การให้ข้อมูลการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมนขึ้นเพื่อให้ผู้ป่วยมีความรู้ในการดูแลตนเอง และจัดการกับอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น ให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และรับประทานยาต่อเนื่องจนครบตามแผนการรักษา
วัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์การรับรู้การดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมน ห้องตรวจรักษ์ปทุม
ขอบเขตของการวิเคราะห์งาน การวิเคราะห์งานในครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์การรับรู้ข้อมูลการดูแลตนเองในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง เต้านม ที่ได้รับยาต้านฮอร์โมนครั้งแรกของห้องตรวจรักษ์ปทุม งานการพยาบาลผู้ป่วยนอก ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินการเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 ถึง วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 30 ราย
ประโยชน์ที่ได้รับ 1. มีแนวทางการให้ข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมนห้องตรวจรักษ์ปทุม โรงพยาบาลศรีนครินทร์ 2. ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้องขณะรับการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมน
สรุปผลการวิเคราะห์งาน 1. กลุ่มเป้าหมายจำนวน 30 ราย ส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่นอกเขตจังหวัดขอนแก่น ร้อยละ 73.33 และในเขตจังหวัดขอนแก่น ร้อยละ 26.67 อายุอยู่ระหว่าง 60-69 ปี ร้อยละ 70 รองลงมาคือ อายุ 50-59 ปี ร้อยละ 20 อายุ 70-79 ปี ร้อยละ 10 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 100 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 96.67 ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 3.33 สถานภาพสมรส ร้อยละ 70 รองลงมาคือ หย่าร้าง ร้อยละ 16.67 หม้าย ร้อยละ 10 และโสด ร้อยละ 3.33 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 30 มัธยมศึกษา ร้อยละ 30 ประถมศึกษา ร้อยละ 26.67 ประกาศนียบัตรหรืออนุปริญญาตรี ร้อยละ 6.67 สูงกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 3.33 และไม่ได้ศึกษา ร้อยละ 3.33 ส่วนสิทธิการรักษาพบว่า ใช้สิทธิสวัสดิการข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 50 และสิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ร้อยละ 50 ประกอบอาชีพรับราชการ ร้อยละ 33.33 เก ษตรกร ร้อยละ 33.33 รับจ้าง ร้อยละ 16.67 แม่บ้าน ร้อยละ 10 และค้าขาย ร้อยละ 6.67 ยาต้านฮอร์โมนที่ได้รับคือ FEMARA ร้อยละ 50 และ LETROZOLE ร้อยละ 50 2. คะแนนความรู้เฉลี่ยก่อนและหลังให้ข้อมูลตามแนวทางปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโรค มะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมนของพยาบาลหน่วยรักษ์ปทุม จำแนกรายด้าน พบว่า ด้านที่ 1 ความรู้เรื่องโรคมะเร็งเต้านมและการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมน คะแนนความรู้เฉลี่ยหลังได้รับข้อมูลเพิ่มจากร้อยละ 58.88 เป็น ร้อยละ 95.55 ส่วนด้านที่ 2 ความรู้เรื่องอาการข้างเคียงและการปฏิบัติตัวเมื่อได้รับยาต้านฮอร์โมน คะแนนความรู้เฉลี่ยหลังได้รับข้อมูลเพิ่มจากร้อยละ 83.07 เป็น ร้อยละ 95.64 และด้านที่ 3 การปฏิบัติตัวและอาการผิดปกติที่ต้องมาพบแพทย์ คะแนนความรู้เฉลี่ยหลังได้รับข้อมูลเพิ่มจากร้อยละ 74.16 เป็น ร้อยละ 97.78 3. เปรียบเทียบคะแนนความรู้เฉลี่ยรวมทั้ง 3 ด้าน ก่อนและหลังให้ข้อมูลตามแนวทางปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมนของพยาบาลหน่วยรักษ์ปทุมพบว่า หลังได้รับข้อมูลกลุ่มเป้าหมายมีคะแนนความรู้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่าก่อนได้รับข้อมูล โดยก่อนได้รับข้อมูลมีคะแนนความรู้เฉลี่ยร้อยละ 72.04 คะแนนเฉลี่ย 14.41 และหลังได้รับข้อมูล มีคะแนนความรู้เฉลี่ยร้อยละ 96.32 คะแนนเฉลี่ย 19.26
ข้อเสนอแนะ
1. จุดอ่อนและอุปสรรคจากการวิเคราะห์งาน
- ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ บางครั้งไม่มีญาติมาด้วย ทำให้เป็นข้อจำกัดในเรื่องความพร้อมในการรับรู้ข้อมูลได้ไม่มีประสิทธิภาพ
- การสืบค้นเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องบางครั้งยังมีข้อจำกัด
2. แนวทางแก้ไขและพัฒนา
1. จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า พยาบาลควรให้ข้อมูลตามแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมนทุกราย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับการรักษาและการดูแลตนเอง มีความมั่นใจ ช่วยลดความกลัวและความวิตกกังวล สามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้องเพื่อป้องกันและบรรเทาอาการข้างเคียงของยาต้านฮอร์โมนขณะรับการรักษา และสามารถรับการรักษาครบตามแผนการรักษา มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามสภาวะของโรค
2. ก่อนการให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาต้านฮอร์โมนพยาบาลควรสร้างสัมพันธภาพ ประเมินความรู้และความพร้อมในการรับฟังข้อมูลของผู้ป่วยก่อน เนื่องจากผู้ป่วยบางรายเป็นผู้สูงอายุ มีข้อจำกัดในการรับรู้ข้อมูล และควรหาสถานที่ให้ข้อมูลที่เงียบ เป็นส่วนตัวและเหมาะกับการรับรู้ข้อมูล เช่น ห้องให้คำปรึกษา และแนะนำให้ญาติมีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลเพื่อจะได้ช่วยดูแลผู้ป่วยได้เมื่อกลับไปอยู่บ้าน
3. หลังการให้ข้อมูลควรทบทวนโดยการถามย้อนกลับเพื่อเป็นการประเมินความรู้และความเข้าใจ และสอบถามข้อสงสัยความต้องการข้อมูลอย่างอื่นเพิ่มเติม
4. ให้เอกสารแผ่นพับและคู่มือการดูแลตนเองไปทบทวนหรือศึกษาเพิ่มเติม รวมทั้งสามารถสอบถามข้อมูลได้ทางโทรศัพท์หรือกลุ่มไลน์
5. ควรมีการจัดทำวีดีโอให้ความรู้และคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมน เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น ผู้ป่วยสามารถดูทวนซ้ำได้ตลอดเวลาเมื่อต้องการ และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้ข้อมูลการดูแลผู้ป่วยเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน
6. ควรมีการจัดทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมน เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยต่อไป
จะนำไปแนะนำญาติครับ
ผลลัพท์ของการให้ความรู้ดีมากๆเลยค่ะ