คนไทยควรรวมตัวกันสร้างวัฒนธรรม “ไม่ทนต่อคอร์รัปชัน”

คอร์รัปชั่นทำลายประเทศ ตอนที่ ๓ ความเห็นของ Gemini และ You.com – กับดักรายได้ปานกลาง อันดับหนึ่ง นสพ. บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๘ ลง Special Report หน้า ๑ เรื่อง Construction peril demands action กล่าวถึงเรื่องที่เป็นข่าวใหญ่จำนวนมากเรื่องอุบัติเหตุจากการก่อสร้าง ที่นำสู่การสอบสวน แล้วก็จางหายไป ที่คุณมานะ นิมิตมงคล ตั้งข้อสงสัยเรื่องคอร์รัปชั่น และให้ข้อมูลจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยหอการค้าว่า ในปี ๒๕๖๗ มีโครงการลงทุนภาครัฐ ๗.๘ แสนล้านบาท คาดว่าประมาณ ๒ แสนล้าน (หนึ่งในสี่) หายไปกับคอร์รัปชั่น
บทความนี้เน้นเฉพาะที่คอร์รัปชั่นในงานก่อสร้าง ผมมีโอกาสคุยกับคนที่เป็นคนดี และเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ในลักษณะคุยกันแบบส่วนตัว เปิดเผยเรื่องลับกันได้ จึงได้รับรู้เรื่องราวคอร์รัปชั่นในวงการ อววน. ที่ผมทำงานอยู่ห่างๆ ว่ามีการร่วมมือกันในระดับการเมือง กับระดับกลไกกำกับดูแล และระดับบริหาร ที่เทเงินใส่เข้าไปในกิจกรรมที่ไม่ใช่หน้าที่หลัก แต่สามารถทำงานที่ดูใหญ่โต และกลไกทางธุรกิจที่นักการเมืองอยู่เบื้องหลังสามารถสูบเงินออกไปได้ เราจึงได้เห็นตัวเลขความร่ำรวยของนักการเมืองเวลาเขาเข้ารับตำแหน่ง และออกจากตำแหน่ง ผมจึงพอจะเห็นว่า ตัวเลขนั้นๆ บ่งชี้ว่า นักการเมืองคนนั้นๆ น่าสงสัยในพฤติกรรมคอร์รัปชั่นหรือไม่
ผมได้รับฟังว่า นักการเมืองบางคนที่เราพอจะรู้ความเป็นสีเทาเข้มของเขา มีวิธีใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกร้องให้ผู้บริหารประจำต้องติดตามไปประดับบารมีเวลาตนเองออกไปตรวจราชการ และต้องจัดหาสิ่งของไปแจกประชาชนหรือหัวคะแนน รวมทั้งบางกรณีออกค่าเลี้ยงดูทีมของเขา
ผมไม่ทราบว่าข้อมูลที่ผมได้รับฟังเหล่านี้มีมูลความจริงหรือไม่ ส่วนไหนน่าจะจริง ส่วนไหนน่าจะเกินความจริง คนไทยควรรวมตัวกันหาทางขจัดนักการเมืองและพวกพ้องโกงกินประเทศเหล่านี้อย่างไร ที่จะให้เกิดผลดีแท้จริงต่อประเทศ ต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ และนำพาประเทศไทยหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศ high-income country และสังคมดี ผมตีความว่า คอร์รัปชั่นเป็นกับดักอันดับหนึ่ง ถูกต้องหรือไม่
ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบน ไปถามแปดสหายเอไอของผม ได้รับคำตอบไปในทางเห็นด้วย แต่มีรายละเอียดแตกต่างกัน ตอนที่ ๓ นี้ ขอนำคำตอบของ Gemini และ You.com มาลงไว้ และจะลงคำตอบของเอไออื่นๆ ในบันทึกต่อๆ ไป

Gemini:
คำถามของท่านอาจารย์เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญอย่างยิ่งที่เกี่ยวพันกับอนาคตของชาติครับ แนวคิดที่ท่านสะท้อนออกมานั้นมีความเชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้างและการกำกับดูแลที่เรื้อรังในสังคมไทย ๑. การตีความเรื่องคอร์รัปชันเป็น “กับดักอันดับหนึ่ง” การตีความว่าคอร์รัปชันเป็น “กับดักอันดับหนึ่ง” ที่ขวางกั้นประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง (High-Income Country) นั้นถูกต้องอย่างยิ่ง • มุมมองทางเศรษฐศาสตร์: คอร์รัปชันเป็นการ สูบฉีดทรัพยากร ออกจากระบบที่ควรไปสู่การพัฒนาที่แท้จริง (เช่น โครงสร้างพื้นฐาน, การศึกษา, การวิจัยและพัฒนา) งานวิจัยของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่ระบุว่าประมาณ ๒ แสนล้านบาท (๑ ใน ๔) หายไปกับการคอร์รัปชันในโครงการภาครัฐ เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ และยืนยันว่าเงินทุนมหาศาลไม่ได้ถูกใช้เพื่อสร้างผลิตภาพ (Productivity) และนวัตกรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง • มุมมองทางสังคมและการเมือง: คอร์รัปชันทำลาย ความน่าเชื่อถือ และ ความยุติธรรม ของรัฐ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ผู้คนขาดความเชื่อมั่นในสถาบัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการรวมตัวกันเพื่อผลักดันนโยบายระยะยาวที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ (เช่น การปฏิรูปการศึกษาในวงการ อววน. ที่ท่านกล่าวถึง)

๒. ความน่าจะเป็นของข้อมูลคอร์รัปชันที่ได้รับฟัง ข้อมูลที่ท่านอาจารย์ได้รับฟังมานั้น มีมูลความจริงสูงมาก โดยเฉพาะในบริบทของโครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทย แม้ว่ารายละเอียดแต่ละกรณีอาจมีการเสริมเติมแต่ง แต่พฤติกรรมหลัก ๆ สอดคล้องกับรูปแบบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างที่พบเห็นได้ทั่วไป: ข้อมูลที่ได้รับฟัง ส่วนที่น่าจะจริง ส่วนที่น่าจะเกินจริง (แต่มีมูล) คอร์รัปชันในงาน ก่อสร้าง (Special Report) น่าจะจริงอย่างยิ่ง: ข้อมูลงานวิจัยหอการค้าฯ ยืนยันว่า การคอร์รัปชันในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลเป็น เรื่องปกติ (Standard Practice) มักเกิดขึ้นผ่านการกำหนดสเปค การสมยอมราคา และการเรียกรับสินบนในการ ตรวจรับงาน ตัวเลข ๒ แสนล้านบาท เป็นการคาดการณ์ แต่เป็นตัวเลขที่ใช้สื่อสาร ถึงความร้ายแรงของปัญหาได้ คอร์รัปชันในวงการ อววน. (การเมือง- กลไกกำกับ-บริหาร) น่าจะจริง: เกิดขึ้นผ่านการ เปลี่ยนทิศทางเงินทุน จากภารกิจหลัก (การเรียนการสอน/วิจัย) ไปยัง กิจกรรมที่ดูใหญ่โต (เช่น โครงการจัดซื้อที่ไม่จำเป็น, งานอีเวนต์, การจ้างที่ปรึกษา) ที่สามารถตั้งราคาเกินจริง (Overpricing) เพื่อให้นักการเมืองและเครือข่ายธุรกิจที่หนุนหลังสามารถ “สูบเงิน” ออกไปได้ รายละเอียดเฉพาะเจาะจงของ “กลไกกำกับดูแล” อาจถูกขยาย ความ แต่ความร่วมมือเชิงโครง สร้าง (Collusion) มีอยู่จริง การใช้ตำแหน่งเรียก ร้องบารมีและการจัดหาของแจก น่าจะจริงอย่างยิ่ง: เป็นรูปแบบของ “การคอร์รัปชันเชิง นโยบาย/ผลประโยชน์ทับซ้อน” (Political/Influence Corruption) โดยใช้ทรัพยากรของหน่วยงานรัฐ (เช่น ค่าเดิน ทาง, เวลาของผู้บริหาร) ไปตอบสนองผลประโยชน์ทาง การเมืองส่วนตัว (การสร้างบารมี, การหาเสียงแฝง) ส่วน “การออกค่าเลี้ยงดูทีมของ เขา” อาจมีทั้งส่วนที่ออกเองและส่วนที่เบิกจ่ายจากงบประมาณ แฝง ซึ่งอาจต้องพิจารณาเป็นรายกรณี

๓. แนวทางการขจัดคอร์รัปชันที่ให้ผลแท้จริงและยั่งยืน การขจัดคอร์รัปชันในระดับโครงสร้างไม่สามารถทำได้ด้วยการจับกุมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการปฏิรูปเชิงระบบ (Systemic Reform) ที่ต้องอาศัยการรวมพลังของคนไทยในสามมิติ: 3.1 การปฏิรูปเชิงระบบและการกำกับดูแล (Systemic Reform) 1. การเปิดเผยข้อมูลโดยสมบูรณ์ (Radical Transparency): o สิ่งที่ต้องทำ: บังคับใช้กฎหมายและเทคโนโลยีให้ สัญญารัฐ (Government Contracts) ทุกฉบับ, งบประมาณรายจ่าย (Spending Data) ทุกโครงการ, และ บัญชีทรัพย์สิน ของนักการเมืองและผู้บริหารระดับสูง (รวมถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญตอนเข้ารับ/ออกจากตำแหน่ง) ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างรวดเร็วและตรวจสอบได้ง่ายผ่านระบบดิจิทัล o เป้าหมาย: สร้าง “ระบบเฝ้าระวังโดยพลเมือง” เพื่อให้สาธารณชนสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและเห็นความผิดปกติได้เอง 2. การปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้าง: o สิ่งที่ต้องทำ: นำเทคโนโลยี AI และ Data Analytics มาใช้ตรวจสอบความเสี่ยงของการสมยอมราคา (Collusion) ในการประมูลโครงการรัฐบาลขนาดใหญ่แบบเรียลไทม์ และลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ (Discretion) 3.2 การสร้างกลไกตรวจสอบโดยภาคพลเมือง (Citizen Empowerment) 1. ส่งเสริมการศึกษาด้านพลเมือง (Civic Education): o สิ่งที่ต้องทำ: บ่มเพาะ “คุณค่า (V) และสติ (Awareness)” ให้แก่เยาวชน (ตามที่ท่านอาจารย์เน้นย้ำในคำถามก่อนหน้า) เพื่อให้ตระหนักว่าการโกงตนเอง (ส่งงาน AI) และการโกงชาติ (คอร์รัปชัน) มีรากฐานเดียวกัน คือ การขาดความซื่อสัตย์ต่อตนเองและส่วนรวม o เป้าหมาย: สร้างพลเมืองที่ “ทนไม่ได้” กับคอร์รัปชันและมีทักษะในการตรวจสอบข้อมูล 2. หนุนเสริมสื่ออิสระและองค์กรตรวจสอบ: o สิ่งที่ต้องทำ: สนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน (เช่น องค์กรที่เผยแพร่งานวิจัยคอร์รัปชัน) และสื่อมวลชนอิสระให้มีอิสระและความปลอดภัยในการเปิดโปงการทุจริต 3.3 การลงโทษที่เด็ดขาดและรวดเร็ว (Strict Enforcement) 1. การบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม: o สิ่งที่ต้องทำ: ต้องมั่นใจว่ากลไกยุติธรรม (ศาล, องค์กรอิสระ) สามารถดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติ และมีบทลงโทษที่รุนแรงเพียงพอที่จะสร้างความหลาบจำ โดยเฉพาะการยึดทรัพย์ที่ได้มาจากการทุจริต สรุป: การหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูงต้องอาศัย ประสิทธิภาพ และ ความน่าเชื่อถือ ของสถาบันรัฐ การขจัดคอร์รัปชันเป็นการ ปลดล็อคศักยภาพ ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ถูกกักไว้ การรวมตัวของคนไทยเพื่อผลักดันการปฏิรูปเชิงระบบและการเปิดเผยข้อมูลอย่างรุนแรง คือหนทางเดียวที่จะทำให้เกิดผลดีแท้จริงต่อประเทศและคนส่วนใหญ่ครับ

You.com: วิเคราะห์ข้อมูลคอร์รัปชันในงานก่อสร้างและวงการ อววน. (อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม): ความจริง-เกินจริง และแนวทางขจัดปัญหา

  1. ข้อมูลคอร์รัปชันในงานก่อสร้างและวงการ อววน. มีมูลความจริงมากน้อยเพียงได 1.1 งานก่อสร้าง - ข้อเท็จจริง: ข้อมูลที่ระบุว่า “20-30% ของงบประมาณงานก่อสร้างภาครัฐสูญหายไปกับคอร์รัปชัน” สอดคล้องกับงานวิจัยและการประเมินของมหาวิทยาลัยและองค์กรอิสระในไทย - รูปแบบคอร์รัปชัน: พบทั้งการฮั้วประมูล, การตัดสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์, การใช้วัสดุด้อยคุณภาพ, การจ่ายใต้โต๊ะ, การออกใบอนุญาตผิดกฎหมาย, และการละเลยมาตรฐานความปลอดภัย
    - ผลกระทบ: นำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง (เช่น ตึกถล่มในกรุงเทพฯ ปี 2025), ความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล, และความไม่ไว้วางใจต่อรัฐและผู้มีอำนาจ

1.2 วงการ อววน. (อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) - ข้อเท็จจริง: มีหลักฐานชัดเจนว่าคอร์รัปชันฝังรากลึกในทุกระดับ ตั้งแต่การจัดซื้อจัดจ้าง, การเบิกงบประมาณ, การรับเข้าเรียน, การแต่งตั้งตำแหน่ง, ไปจนถึงการจัดสรรทุนวิจัย
- ตัวอย่าง: - โครงการก่อสร้างและจัดซื้อในมหาวิทยาลัยและโรงเรียนที่มีการบวกราคาหรือเบิกงบเกินจริง - การจ่ายสินบนเพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือรับเข้าเรียน - การจัดสรรทุนวิจัยและนวัตกรรมที่ไม่โปร่งใส - ผลกระทบ: ทำให้คุณภาพการศึกษาและวิจัยตกต่ำ, ทรัพยากรไม่ถึงมือผู้มีความสามารถจริง, และบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบการศึกษาและนวัตกรรม

1.3 ส่วนที่อาจ “เกินจริง” - การเหมารวมว่าทุกคนในระบบมีส่วนร่วม: แม้คอร์รัปชันจะฝังรากลึก แต่ยังมี “คนดี” และกลุ่มที่พยายามต่อต้านอยู่จริง - การประเมินความร่ำรวยของนักการเมืองจากทรัพย์สิน: ตัวเลขทรัพย์สินอาจเป็น “สัญญาณ” แต่ไม่ใช่หลักฐานเด็ดขาดของคอร์รัปชันเสมอไป ต้องอาศัยการตรวจสอบเชิงลึก - การกล่าวหาว่าทุกโครงการใหญ่มีคอร์รัปชัน: แม้จะมีความเสี่ยงสูง แต่ไม่ใช่ทุกโครงการจะมีการโกงเสมอไป

สรุป: ข้อมูลที่ได้รับฟังมี “มูลความจริงสูง” โดยเฉพาะในประเด็นโครงสร้างและรูปแบบคอร์รัปชันในงานก่อสร้างและวงการ อววน. แต่ควรระวังการเหมารวมและการกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานเฉพาะรายบุคคล

  1. คอร์รัปชันเป็นกับดักอันดับหนึ่งของประเทศไทยหรือไม่ 2.1 หลักฐานเชิงประจักษ์ - งานวิจัยเชิงเปรียบเทียบและข้อมูลเชิงสถิติยืนยันว่า “คอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญอันดับหนึ่ง” ที่ทำให้ไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง (middle-income trap)
    - ประเทศที่ควบคุมคอร์รัปชันได้ดีจะมีรายได้ต่อหัวสูงกว่า, เติบโตทางเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง, และมีโอกาสหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางมากกว่า
    - คอร์รัปชันทำให้ทรัพยากรของรัฐรั่วไหล, การลงทุนไม่มีประสิทธิภาพ, ขาดนวัตกรรม, และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน
    2.2 กลไกที่คอร์รัปชันเป็นกับดัก - ทำให้ “สเตตัสโคว” ของกลุ่มอำนาจเดิมคงอยู่ ขัดขวางการปฏิรูป - บั่นทอนคุณภาพสถาบันรัฐและระบบยุติธรรม - ทำให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม “ติดหล่ม” ไม่สามารถก้าวสู่ประเทศรายได้สูงและสังคมดีได้

สรุป: คอร์รัปชันเป็น “กับดักอันดับหนึ่ง” ของไทยอย่างแท้จริง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

           3. คนไทยควรรวมตัวกันขจัดนักการเมืองและพวกพ้องโกงกินประเทศอย่างไรให้เกิดผลดีแท้จริง 3.1 บทเรียนจากต่างประเทศ - สิงคโปร์/ฮ่องกง:    สร้างองค์กรปราบคอร์รัปชันที่ “อิสระจริง” มีอำนาจเต็ม, ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำประเทศ, และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด  - สแกนดิเนเวีย/อเมริกาเหนือ:    ใช้ “พลังพลเมือง” (collective action) การศึกษา และการเปิดเผยข้อมูล (transparency) สร้างวัฒนธรรมไม่ทนต่อคอร์รัปชัน  - บทเรียนสำคัญ:    ต้องมี “เจตจำนงทางการเมือง” (political will) ที่แท้จริง, สถาบันอิสระ, สื่อเสรี, และการมีส่วนร่วมของประชาชน  3.2 แนวทางสำหรับประเทศไทย A. เสริมพลังพลเมืองและสังคม - สนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมและสื่ออิสระให้ตรวจสอบและเปิดโปงคอร์รัปชัน   - สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และรัฐ (collective action)  - ส่งเสริมการศึกษาและสร้างวัฒนธรรม “ไม่ทนต่อคอร์รัปชัน” ตั้งแต่ระดับโรงเรียน  B. ผลักดันความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูล - ผลักดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการรัฐ, งบประมาณ, และการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส (open data) . - ใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและร้องเรียนได้ง่าย  C. ปฏิรูประบบสถาบันและกฎหมาย - สร้างหรือปฏิรูปองค์กรปราบคอร์รัปชันให้ “อิสระจริง” มีอำนาจและงบประมาณเพียงพอ  - ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้โปร่งใสและไม่ถูกแทรกแซง  - ปกป้องผู้เปิดโปง (whistleblower protection) และให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแส . D. สร้างระบบตรวจสอบและลงโทษที่มีประสิทธิภาพ - บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ไม่เลือกปฏิบัติ - ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดและเปิดเผยต่อสาธารณะ E. สร้างวัฒนธรรม “ไม่ทนต่อคอร์รัปชัน” - สร้างแรงกดดันทางสังคมให้ “นักการเมืองโกงกิน” ถูกต่อต้านและขับออกจากระบบ - ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งและตรวจสอบนักการเมือง 4. สรุปและข้อเสนอแนะ - ข้อมูลคอร์รัปชันในงานก่อสร้างและวงการ อววน. มีมูลความจริงสูง    และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในสังคมไทย - คอร์รัปชันเป็นกับดักอันดับหนึ่ง ที่ขัดขวางการพัฒนาไทยสู่ประเทศรายได้สูงและสังคมดี - การขจัดคอร์รัปชันต้องอาศัยพลังพลเมือง, ความโปร่งใส, การปฏิรูประบบสถาบัน, และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง - บทเรียนจากต่างประเทศชี้ว่า “การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้” หากมีเจตจำนงทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอแนะ:
- คนไทยควรรวมตัวกันสร้างวัฒนธรรม “ไม่ทนต่อคอร์รัปชัน”
- ผลักดันการเปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบโครงการรัฐ
- สนับสนุนองค์กรอิสระและสื่อเสรี
- ปฏิรูประบบยุติธรรมและองค์กรปราบคอร์รัปชัน
- ส่งเสริมการศึกษาและสร้างค่านิยมซื่อสัตย์ตั้งแต่เด็ก

นี่คือทางออกที่เป็นไปได้และจำเป็น หากไทยต้องการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่ประเทศรายได้สูงและสังคมดี .

คนไทยร่วมกันแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศนี้ได้ ตามแนวทางที่เขาแนะนำ โดยต้องอดทน ร่วมกันฟันฝ่า ร่วมกันดำเนินการทั้งในระดับบุคคล และเชิงระบบ มีการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมแพ้
วิจารณ์ พานิช ๑๙ ต.ค. ๖๘ ห้อง ๓๐๖ Sukhothai Heritage Resort จังหวัดสุโขทัย