"กว่าผมจะปรับตัวปรับใจได้ ต้องพยายามเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งแต่พยายามลดการยึดมั่นถือมั่น ไม่สร้างเงื่อนไขที่ทำให้จิตใจขุ่นมัว เลิกคิดว่าเราเรียนสูง เราจบปริญญาแล้วทำไมต้องมาเผชิญโชคชะตาแบบนี้ เพราะเมื่อผมกวาดสายตามองไปยังพี่น้องคนงานที่มาขายแรงงาน ไม่มีใครยึดติดกับคำว่า เรียนสูง หรือเรียนต่ำ ไม่สนคำว่าใบปริญญา แต่ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาสู้ชีวิต เพื่อให้ตัวเองมีเงินมีทองในการเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว ผมจึงได้เรียนรู้ว่าใบปริญญาบางครั้งก็มีค่าแค่เศษกระดาษ ที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในบาง “วาระ” และ “โอกาส” ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรยึดติดในสิ่งสมมติ และต้องรู้จักปรับตัวให้อยู่ง่าย กินง่าย และเข้ากับคนง่าย"

                                                                                                                                 อรรถการ สัตยพาณิชย์

          เกือบ 30 ปีมาแล้ว ที่คนไทยได้ผ่านวิกฤตการณ์ทางการเงิน หรือ “วิกฤติต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 เหตุการณ์ในครั้งนั้น รัฐบาลไทยต้องตัดสินใจลดค่าเงิน และลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 จนวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งได้กระทบไปยังหลายประเทศในทวีปเอเชีย และทำให้หนี้สินภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ และบางรายถึงขั้นต้องล้มละลาย

          วิกฤติในครั้งนั้น ทำให้ชีวิตคนทำงานได้เรียนรู้กับคำว่า “Lay off”หรือ “การถูกเลิกจ้าง” จนหลายชีวิต หลายครอบครัวต้องตกงานแบบไม่ทันตั้งตัว สิ่งที่ตามมาคือ ปัญหาหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็น ค่างวดผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หนี้จากบัตรเครดิต ค่าเทอมลูก ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ฯลฯ นับเป็นความเครียดที่ทาบทาผู้ที่เผชิญกับปัญหาในหลาย ๆ ด้าน 

ตกงาน-หนี้สินท่วมตัว-ต้องไปขายแรงงาน ตปท.

          ผมเป็นคนหนึ่งที่ถูก Lay off ออกจากงานในบริษัทหนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่ง สัญญาณที่ผมเริ่มรับรู้ได้ว่าบริษัทกำลังมีปัญหา เกิดขึ้นตั้งแต่ประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2540 เงินเดือนเริ่มออกไม่ตรง ต่อมาได้รับเงินครั้งละหลักร้อย หลักพัน ได้ไม่เต็มจำนวน ผู้บริหารออกมาชี้แจงว่าสาเหตุที่เงินเดือนออกช้า เป็นเพราะเก็บค่าโฆษณาไม่ได้  เพราะบริษัทลูกค้าที่ลงโฆษณา เมื่อเจอปัญหาลอยตัวค่าเงินบาท ก็ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งห่วงโซ่ 

          ขณะที่ภาระหนี้สินของผม ไม่ว่าจะเป็นค่างวดผ่อนรถยนต์ที่ส่งมาได้ครึ่งทาง หนี้สินบัตรเครดิตหลักแสนที่เป็นผลมาจากการใช้เงินเกินตัว นับเป็นภาวะที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน และไม่เคยคิดอยู่ในหัวเลยว่าบริษัทจะไม่มีเงินเดือนจ่าย 

          ส่วนสถานการณ์ของบริษัทหลังจากที่ไม่จ่ายเงินเดือนได้ประมาณ 2-3 เดือน พนักงานได้รวมตัวกันฟ้องร้อง บางส่วนก็ยอมแลกเงินเดือนกับทรัพย์สินที่บริษัทมี แต่มาถึงวันนี้ผมก็เข้าใจทั้งนายจ้าง และลูกจ้าง ที่ทุกฝ่ายไม่มีใครคาดคิดและเตรียมตัวมาก่อน จนทำให้หลายบริษัท หลายครอบครัว หลายชีวิตต่างได้รับผลกระทบ ตั้งแต่บริษัทขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ บางส่วนโดนฟ้องเร่งรัดให้ชำระหนี้ ส่วนมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย หนี้จากบ้าน รถ และบัตรเครดิต ก็ถูกตามทวง บางคนโดนฟ้อง บางรายถึงขั้นโดนยึดบ้าน ยึดรถ เป็นช่วงเวลาที่หลายคนหมดสิ้นหนทาง คนที่มีบ้านอยู่ต่างจังหวัดบางส่วนก็กลับบ้าน บางคนก็ไปขับรถแท็กซี่ หรือหาอาชีพใหม่ทำ ส่วนเพื่อนร่วมงานที่สนิทของผม ต่างแตกกระสานซ่านเซ็น ทุกคนต่างโฟกัสกับชีวิตตัวเอง และขาดการติดต่อกันไป....

          แต่สำหรับปัญหาของผมนั้น ลามไปถึงครอบครัว  จนถึงขั้นแม่ และน้องสาวต่างต้องช่วยกันทำขนมไปขายในโรงเรียนที่แม่สอน จนในสถานการณ์ที่เลวร้ายมากขึ้นแม่ก็ถึงขั้นหยิบยืมเงินจากญาติพี่น้อง เพื่อประคับประคองชีวิตผมและครอบครัวให้อยู่รอด 

          นับเป็นช่วงเวลาที่ความกดดันเขม็งเกลียว  ทั้งจากบริษัทเร่งรัดหนี้สินที่โทรเข้ามา และเมื่อผมหันหน้าไปมองแม่ และน้องสาว สีหน้าที่ต่างดูเศร้าหมอง ก็ยิ่งเพิ่มความกดดันเข้าไปอีก จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง...

          “พี่...ไปทำงานบรูไนไหม? บริษัทที่ผมทำงานได้งานทำโรงกลั่นน้ำมัน” เสียงจากปลายสายที่เป็นรุ่นน้องมหาวิทยาลัย (แต่ความจริงพี่คนนี้บวชเรียนมานาน เข้าเรียนมหาวิทยาลัยช้า และมีอายุมากกว่าผมเกือบ 10 ปี) ถามอย่างมุ่งมั่น และตั้งใจ พร้อมกับอธิบายงานที่จะต้องไปทำว่าเป็นงานธุรการโครงการ มีหน้าที่คอยตรวจเช็คเวลาเข้า-ออกงาน เพื่อนำมาคิดคำนวณเงินเดือน-ค่าโอทีต่าง ๆ เพื่อส่งเข้าออฟฟิศที่กรุงเทพฯ ในทุกเดือน แต่ก่อนจะวางสาย ผมก็ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ไปว่า “ผมขอคิดดูก่อนนะพี่ ขอปรึกษาแม่กับน้องก่อนว่าจะยังงัยดี”

          ความรู้สึกในใจของผมจริง ๆ ในขณะนั้น  ผมทำใจไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต จากคนทำงานสื่อ ต้องไปขายแรงงานในต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่ปัญหาทางการเงิน ณ ขณะนั้น ผมไม่ควรขอเวลาคิดหรือปรึกษาใครด้วยซ้ำ และในที่สุดผมก็ต้องตัดสินใจเดินทางไปทำงานที่บรูไน 

          เริ่มตั้งแต่ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ไปทำพาสปอร์ต ขอใบอนุญาตทำงาน พร้อมกับเสียงกำชับของฝ่ายบุคคลที่ยังคงก้องในโสตประสาท “คุณต้องไปทำใบขับขี่สากลด้วยนะ เพราะคุณต้องขับรถเวลาพาคนงานไปหาหมอ หรือมีความจำเป็นอื่น ๆ”

          บรรยากาศของบริษัทในวันที่นัดหมายให้เข้าไปฟังรายละเอียดต่าง ๆ รายล้อมไปด้วยคนงานตำแหน่งต่าง ๆ ตั้งแต่ หัวหน้าคนงาน (Foreman) ช่างเชื่อม (Welder) ช่างติดตั้งท่อ (Pipe Fitter) ช่างประกอบ (Fabricator) คนให้สัญญาณยกท่อ (Rigger) ฯลฯ แทบทุกคนผิวกร้าน ดำคล้ำ สู้งาน สู้ชีวิต และทำให้ผมรู้จักบางตำแหน่งงานที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

          ในขณะเดียวกัน ผมก็ยังคงรู้สึกสมเพชกับโชคชะตาตัวเอง จนเกิดคำถามมากมายในสมอง  “เราก็จบปริญญา” “เงินเดือนตอนที่ทำงานหนังสือพิมพ์ก็ได้มากกว่างานที่จะไปทำเสียอีก” “เราต้องไปอยู่กับคนงานจริง ๆ ใช่ไหม ?” “แล้วเราจะต้องไปจริง ๆ ใช่ไหม ?” นับเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่อยากให้วันเดินทางมาถึงเลยจริง ๆ !!!!!!

บินลัดฟ้าไปขายแรงงานที่บรูไน

          ประมาณต้นเดือนมิถุนายน 2541 ก็ถึงเวลาที่ผมต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจทำงานใช้หนี้ที่บรูไน ผมขึ้นเครื่องบินสายการบินไทยพร้อมพี่น้องคนไทยที่ไปขายแรงงานด้วยกัน จากสนามบินดอนเมืองไปลงที่กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน เมืองหลวงของบรูไน แล้วนั่งรถบัสต่อไปยังเมืองเซเรีย (Seria) ที่อยู่ทางตะวันตกของประเทศ  และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเลียม โครงการที่ไปก่อสร้างเป็นงานส่วนต่อขยายของโรงกลั่นน้ำมันที่ตั้งอยู่บนฝั่งหรือ on shore ของบริษัท Brunei Shell Petroleum (BSP) (ปัจจุบันโรงกลั่นแห่งนี้ยุติการเดินเครื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2564) 

          ที่พักของผมเป็นเรือนนอนชั้นเดียว ติดแอร์ ส่วนคนงานหรือ Helper ก็มีเรือนนอนพัดลมแยกต่างหาก เพื่อนร่วมห้องของผมชื่อ ลุงปุ่น แกเป็นผู้รับผิดชอบดูแลสโตร์ คอยไปซื้ออุปกรณ์บางอย่างที่ช่างสั่ง เมืองที่ไปซื้อส่วนใหญ่จะไปที่เมืองกัวลาบีเลิต (Kuala Belait) ที่ชาวบรูไนเรียกสั้น ๆ ว่า “KB” บ่อยครั้งด้วยความเครียดก็ทำให้ผมฝากเงินให้ลุงปุ่นช่วยซื้อบุหรี่ (ขึ้นรา) ที่ราคาถูกมาสูบ เพราะเงินส่วนใหญ่ต้องส่งกลับบ้านไปใช้หนี้ ส่วนเงินที่ติดตัวอยู่เล็กน้อยก็ต้องใช้สอยเท่าที่จำเป็น

          ในการเข้าไซต์งาน ผมต้องสวมหมวกนิรภัยสีขาว ส่วนคนงานที่ใช้แรงงานจะสวมหมวกนิรภัยสีเหลือง ใส่รองเท้าหัวเหล็ก ผ่านประตูที่มี Safety ชาวบรูไนทำหน้าที่ตรวจตราความเรียบร้อย ส่วนอาหาร เช้า-เที่ยง-เย็น กินในแคมป์คนงาน มีพ่อครัวคนไทยค่อยทำอาหารให้ ภาพจำที่ยังพอนึกออกก็คือ ในโรงอาหารมีสาวชาวอิบัน ชนพื้นเมือง 1 คน ที่แรงงานหนุ่มไทยได้แทะโลมทางวาจาและสายตา พอที่จะให้คลายเหงาได้บ้าง

          ผมจำได้ว่ากับข้าวมื้อแรกที่ได้กินก็คือ ผัดกระเจี๊ยบ ที่เต็มไปด้วยเมือก คำแรกที่สัมผัส ผมรู้สึกพะอืดพะอมเป็นอย่างมาก อาหารการกินที่บรูไน ส่วนใหญ่ก็มีผักต่าง ๆ เนื้อวัว ปลา ชาวบรูไนไม่ค่อยกินปลาหนัง ทำให้อาหารในแคมป์คนงาน จึงมักจะได้กินปลาเกล็ด และสลับสับเปลี่ยนเมนูให้ครบ 5 หมู่ 

          เมื่อมาถึงสักพักใหญ่ ๆ ก็ต้องไปทำบัตรประจำตัว (Identification Card-IC) ที่หน่วยงานกำกับดูแลแรงงานต่างชาติ และมีเรื่องขำ ๆ เมื่อคนไทยเจอด่านตรวจ ตำรวจก็จะขอดูบัตรประจำตัว และพูดว่า “IC You!!!” แรงงานไทยก็ตอบอย่างฉะฉานว่า “Yes, You see I” ตำรวจถึงกับโมโห และอธิบายว่าไม่ใช่ “I See You” แต่ฉันจะขอตรวจ IC ของ You หน่อย!!!

                                    บัตรประจำตัว (Identification Card) ผู้ใช้แรงงาน

          แต่สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่เชื่อก็คือ น้ำที่ใช้อาบ  ส่วนใหญ่จะได้อาบน้ำสีขุ่น มีตะกอน ในสัปดาห์หนึ่ง จะมีแค่ 1-2 วันเท่านั้นที่จะมีน้ำใส ๆ ให้ใช้อาบหรือแปรงฟัน 

          ชีวิตในแคมป์คนงานจึงต้องอดทน แต่สำหรับคนไทยแล้วอยู่ไหนก็ไม่อดตาย แมงดาทะเลที่คนบรูไนไม่กิน และมีจำนวนมากในทะเล พอถึงวันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุด พี่น้องคนงานชาวไทยต่างร่วมแรงร่วมใจกันลงทะเล เพื่อจับแมงดาทะเลมาเป็นกับแกล้มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กัน และนอกจากของมึนเมาที่คนไทยสามารถหาซื้อได้แล้ว การพนัน หวยใต้ดินก็หาไม่ยากเช่นกัน และถ้าเมื่อไหร่ก็ตามต้องการโอนเงินกลับเมืองไทยก็มีร้านของคนไทยที่อยู่ในเมืองที่มีชื่อว่า “ร้านเพื่อนไทย” คอยให้บริการส่งเงินด่วน และจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ผมก็ยังคงเก็บเสื้อยืดแขนยาวที่มีชื่อร้านนี้เก็บไว้เป็นที่ระลึก

                                       เสื้อแจกจากร้านเพื่อนไทย เก็บไว้เกือบ 30 ปีแล้ว

“อย่าสร้างเงื่อนไข” + “เรียนรู้การปรับตัว”

          กว่าผมจะปรับตัวปรับใจได้ ต้องพยายามเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งแต่พยายามลดการยึดมั่นถือมั่น ไม่สร้างเงื่อนไขที่ทำให้จิตใจขุ่นมัว เลิกคิดว่าเราเรียนสูง เราจบปริญญาแล้วทำไมต้องมาเผชิญโชคชะตาแบบนี้ เพราะเมื่อผมกวาดสายตามองไปยังพี่น้องคนงานที่มาขายแรงงาน ไม่มีใครยึดติดกับคำว่า เรียนสูง หรือเรียนต่ำ ไม่สนคำว่าใบปริญญา แต่ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาสู้ชีวิต เพื่อให้ตัวเองมีเงินมีทองในการเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว ผมจึงได้เรียนรู้ว่าใบปริญญาบางครั้งก็มีค่าแค่เศษกระดาษ ที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในบาง  “วาระ” และ “โอกาส” ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรยึดติดในสิ่งสมมติ และต้องรู้จักปรับตัวให้อยู่ง่าย กินง่าย และเข้ากับคนง่าย 

          บทเรียนจากพี่น้องผู้ใช้แรงงานก็คือ แทบทุกคนพยายามเรียนรู้ ฝึกฝน และสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานเชิงวิชาชีพ  เพื่อยกระดับตัวเองให้มีตำแหน่งงานที่สูงขึ้น เช่น จากคนงานธรรมดา ก็เรียนรู้วิธีการเชื่อมโลหะประเภทต่าง ๆ เพื่อที่จะเป็นช่างเชื่อม นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมพยายามใช้ชีวิตโดยการลดอัตตาตัวเอง ไม่พยายามหลงไปกับ หน้า บ่า ไหล่ในตำแหน่งหน้าที่การงาน และไม่ลืมที่จะเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง เพื่อให้ชีวิตการทำงานมีความมั่นคงมากกว่าการมีแค่ใบปริญญาที่เอาไว้ติดฝาบ้าน......