เช้าวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๘ ผมอ่าน นสพ. บางกอกโพสต์ ในห้องรับรองสายการบิน คาเธ่แปซิปิก     พบบทความชิ่อ From FDI to homegrown growth  เขียนโดย พีระสิทธิ์ คำนวณศิลป์    ค้นในอินเทอร์เน็ตยังไม่พบบทความนี้   พบบทความคล้ายกันที่ (๑)    เป็นเรื่องที่ตรงกันกับที่เสนอโดย ดร. พิสิฐ ลี้อาธรรม ในการประชุมที่ มจธ. เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๘   ว่าระบบเศรษฐกิจไทยไม่แข็งแรง  ไม่มั่นคง ปรวนแปรง่าย เพราะพึ่งการส่งออกมากเกินไป    โดยอัตราส่งออกของไทยสูงถึง ๑๕๐% GDP   ในขณะที่อัตรานี้ของสหรัฐอเมริกาสูงเพียง ๓๐%    การเร่งพัฒนานวัตกรรมในท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ และระดับการครองชีพของคนไทยในพื้นที่จึงมีความสำคัญยิ่งในปัจจุบันและอนาคต    ผมมองว่า มหาวิทยาลัยน่าจะเน้นทำงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่    เพื่อหนุนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจในระยะยาว    คุณมีความเห็นอย่างไร    มีคำแนะนำในทางปฏิบัติอย่างไรบ้าง    สิ่งใดที่ควรทำ สิ่งใดที่ไม่ควรทำ   

ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบนไปถามสหายเอไอทั้ง ๗    ได้รับคำตอบไปในทางเดียวกัน    ขอนำคำตอบของ ChatGPT และ Grok มาลงไว้ ดังนี้    

 

ChatGPT:

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อสังเกตของอาจารย์ — ประเด็นนี้เป็นหัวใจของ “การพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน” จริง ๆ เพราะเราติดอยู่กับ “กับดักการเติบโตแบบพึ่งพิง (Dependency Growth Trap)” มานาน

ขอเสนอความเห็นและแนวทางปฏิบัติเป็นระบบ ดังนี้ครับ

 

 1. การวิเคราะห์สถานการณ์: จุดแข็ง – จุดอ่อน – ความเสี่ยง

  • จุดแข็ง: ไทยเป็น hub การผลิตและการส่งออก มีภาคเกษตรและภาคบริการที่หลากหลาย วัฒนธรรมเข้มแข็ง → มีวัตถุดิบสำหรับนวัตกรรมท้องถิ่น
  • จุดอ่อน: พึ่งพา FDI และ supply chain โลกสูง → เมื่อเศรษฐกิจโลกผันผวน ไทยกระทบหนัก, ความสามารถในการสร้างนวัตกรรมท้องถิ่นยังต่ำ
  • ความเสี่ยง: ถ้าไม่เร่งสร้างฐานเศรษฐกิจในประเทศ (homegrown growth)    เราจะเสี่ยงถูก disrupt จากเทคโนโลยีและการย้ายฐานการผลิต

 

 2. บทบาทของมหาวิทยาลัยในยุคใหม่

มหาวิทยาลัยควรเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตบัณฑิต” → “ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมเชิงพื้นที่” โดยทำงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมกับผู้ประกอบการและชุมชน

แนวทางหลัก

  1. สร้าง Local Innovation Hub
    • พัฒนาศูนย์นวัตกรรมในมหาวิทยาลัย เชื่อมโยงผู้ประกอบการ SME, startup, เกษตรกร, และเทศบาล
    • เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ เช่น เกษตรมูลค่าสูง, การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, พลังงานชุมชน
  2. ใช้โมเดล Triple Helix / Quadruple Helix
    • มหาวิทยาลัย + ธุรกิจ + รัฐ + ชุมชน ร่วมออกแบบโครงการ
    • ตั้งโจทย์วิจัยที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากและยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ใช่เพียงตีพิมพ์ paper
  3. ฝึกนักศึกษาเป็น Co-creator
    • บังคับให้การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) ครึ่งหนึ่งของหลักสูตร → ให้นักศึกษาไปทำโครงการในพื้นที่จริง
    • ผลักดันให้เกิด startup ของนักศึกษา ที่แก้ปัญหาของชุมชน/อุตสาหกรรมท้องถิ่น
  4. สร้าง Platform การเงินและการลงทุนเพื่อ R&D
    • มหาวิทยาลัยร่วมกับธนาคารพาณิชย์/สถาบันการเงิน ตั้งกองทุน Seed Funding สำหรับ spin-off

 

 3. สิ่งที่ควรทำ

 Focus:

  • สนับสนุนอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพจริง (agri-tech, bioeconomy, health & wellness, circular economy)
  • เน้น Value Creation มากกว่าการรับจ้างผลิต
  • ใช้ AI และ Digital Tech เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่

 Process:

  • ใช้แนวคิด Design Thinking + Systems Thinking เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่
  • ประเมินผลลัพธ์เป็น Impact จริง (รายได้ชุมชน, การจ้างงาน, ลดการย้ายถิ่น, ลดคาร์บอน) ไม่ใช่แค่จำนวนงานวิจัย

 Mindset:

  • มหาวิทยาลัยต้องมองตัวเองเป็น Partner ของผู้ประกอบการ ไม่ใช่เป็นเพียงที่ปรึกษา
  • ส่งเสริมวัฒนธรรม Entrepreneurial University

 

 4. สิ่งที่ไม่ควรทำ

  •  ทำวิจัยเพื่อตีพิมพ์โดยไม่สนใจการใช้ประโยชน์  → เกิด “งานวิจัยบนหิ้ง”
  • ทำโครงการที่ขาดการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ  → ผลงานใช้จริงไม่ได้
  • กระจายทรัพยากรบาง ๆ ไปทุกเรื่อง → ควรเลือกสาขาที่เป็นจุดแข็งของพื้นที่แล้วลงทุนเชิงลึก
  • ทำงานแบบแยกส่วน (silo) ระหว่างคณะและหน่วยงาน → ต้องสร้างทีมสหวิชาชีพ

 

 5. ผลที่คาดหวัง

  • สร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นที่หลากหลายและยืดหยุ่น → ลดการพึ่งพาการส่งออก
  • เกิดธุรกิจนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่ → ดึงคนกลับถิ่น
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตในพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำ
  • เสริม “ภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ” ของประเทศ → รับมือวิกฤตโลกได้ดีขึ้น

 

 สรุป: แนวคิดของอาจารย์ถูกทิศทางแล้วครับ การพัฒนาเศรษฐกิจไทยต้องหันมาสร้าง homegrown growth ให้มากขึ้น และมหาวิทยาลัยเป็น “ตัวเร่ง” ที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นแหล่งปัญญา บุคลากร และเทคโนโลยี แต่ต้องเปลี่ยนวิธีทำงานไปสู่ Co-creation + Impact-oriented Research อย่างแท้จริง

อาจารย์อยากให้ผมช่วยทำ Roadmap 5 ปี ของมหาวิทยาลัยเพื่อหนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมตัวชี้วัดผลลัพธ์ (impact KPIs) ไหมครับ จะเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับเสนอต่อที่ประชุมและผู้บริหารมหาวิทยาลัย

 

Grok:

ความเห็นต่อมุมมองของคุณเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจไทย

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับมุมมองของคุณที่ว่า ระบบเศรษฐกิจไทยไม่แข็งแรง มั่นคง และเสี่ยงต่อความผันผวนสูง เพราะพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มากเกินไป    โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่มี trade openness (อัตราส่งออก+นำเข้า/GDP) เพียง ~27-30% ในปี 2023    ขณะที่ไทยสูงถึง ~130-150% (จากข้อมูล World Bank และ Trading Economics ซึ่งรวม export ~60% และ import ~70%)     ทำให้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงต่อ external shocks  เช่น สงครามการค้า US-China, การชะลอตัวของ global demand, หรือ geopolitical tensions (ตามเอกสาร "AJ Pisit - World Economic Orders.docx" ที่กล่าวถึง de-coupling และ self-reliance). บทความ "Thailand must redefine FDI for future" โดย Peerasit Kamnuansilpa (Bangkok Post, 14 ส.ค. 2025) ซึ่งคล้ายกับบทความที่คุณอ่าน ("From FDI to homegrown growth") สะท้อนมุมมองเดียวกัน โดยวิจารณ์ว่า    FDI ในไทยกลายเป็น "economic neo-colonialism" ที่เน้น rent-seeking และ privileges สำหรับ foreign investors (e.g., tax holidays, land rights)    แต่ขาด technology transfer และ local value capture    ทำให้ไม่มี homegrown brands (เช่น ใน auto sector ที่ไทยเป็น "Detroit of Asia"    แต่ไม่มีแบรนด์ไทยอย่าง Proton ของมาเลเซียหรือ VinFast ของเวียดนาม)     ดร. พิสิฐ ลี้อาธรรม ในเอกสารของเขา (ที่คุณกล่าวถึงจากประชุม มจธ. 2 ก.ย. 2025) ก็ชี้ว่าการพึ่งพา export/FDI ทำให้ไทยขาด self-sufficiency และเสี่ยงต่อ geo-politics (e.g., US blocking China) จึงต้อง shift สู่ innovation-led growth

 

มุมมองนี้สอดคล้องกับ foresight report ของ KMUTT (จากภาพแนบ) ที่มุ่ง "Top 3 Sustainable Entrepreneurial STI University in ASEAN" โดย 2579    และเน้น shared vision เพื่อสร้าง impact ทางสังคม/เศรษฐกิจยั่งยืน (e.g., 25 start-ups/spin-offs, 1,200 projects/ปี)     โดยมหาวิทยาลัยควร lead การ collaborate กับ local enterprises เพื่อ local innovation ซึ่งช่วยลด dependency และกระตุ้น living standards ผ่าน R&I ที่ rooted ในพื้นที่ (คล้าย BCG model ของไทย)     อย่างไรก็ตาม การ shift นี้ต้อง balance กับ strengths ของ FDI (e.g., job creation ใน EEC) มิเช่นนั้นอาจชะลอ growth ระยะสั้น

 

 คำแนะนำในทางปฏิบัติสำหรับการพัฒนา

เพื่อให้มหาวิทยาลัย (เช่น KMUTT) เน้น R&I ร่วมกับ local enterprises สำหรับ homegrown growth     ผมเสนอแนวทางปฏิบัติที่ actionable โดยผสาน foresight KMUTT (4 pillars: Positioning, Teaching, Research, Infrastructure) กับมุมมอง Peerasit/ดร. พิสิฐ (redefine FDI สู่ self-reliance) และข้อมูล economic data (trade openness) แนะนำเริ่ม pilot ในพื้นที่อย่าง EEC หรือภาคใต้   แล้ว scale ผ่าน national policies (e.g., NRCT grants)

 

สิ่งที่ควรทำ

- สร้าง partnerships แบบ quintuple helix: มหาวิทยาลัย collaborate กับ local SMEs, ชุมชน, รัฐ (e.g., BOI), และ NGOs เพื่อ co-create innovation (e.g., joint R&D labs สำหรับ green tech หรือ bioeconomy) โดยใช้ KMUTT's infrastructure (4 campuses) เพื่อ incubate อย่างน้อย 10 projects/ปี     ตัวอย่าง: Adapt "One University One Tambon" เพื่อ R&I ที่แก้ local problems (e.g., agrotech สำหรับ farmers ใน Ratchaburi) ซึ่งช่วย transfer tech และ build absorptive capacity (จาก Peerasit)

- พัฒนา curriculum และ reskilling สำหรับ local innovation: Integrate experiential learning (จาก IDG/Nordic model ก่อนหน้า) ใน teaching pillar เพื่อ train นักศึกษา/บุคลากรท้องถิ่น (e.g., hybrid programs กับ SMEs สำหรับ start-ups) Target: เพิ่ม spin-offs 20% ต่อปี โดย fund จาก university budget 15 ล้านบาท/ปี (คล้าย KMUTT's 1,200 projects)

- เน้น evidence-based policy advocacy: มหาวิทยาลัย research บน trade dependency (e.g., analyze export 150% GDP impacts) แล้ว propose policies ให้รัฐ (e.g., tax incentives สำหรับ local R&D) เพื่อ shift จาก FDI สู่ homegrown (ตาม ดร. พิสิฐ's self-reliance)

- ใช้ AI/tech เพื่อ amplify: Develop AI platforms สำหรับ matchmaking university research กับ local needs (e.g., AI ethics จาก summit ก่อนหน้า) เพื่อ accelerate innovation และ wellbeing

 

สิ่งที่ไม่ควรทำ

- พึ่ง FDI/export โดยไม่ redefine: หลีกเลี่ยง passive reliance บน foreign capital โดยไม่ ensure tech transfer หรือ local co-investment (จาก Peerasit: หลีกเลี่ยง neo-colonialism ที่ elites capture benefits)

- เน้น centralized R&I: อย่ามุ่ง BKK/EEC เท่านั้น แต่กระจายสู่ regional (e.g., อย่าละเลย border provinces ตาม Peerasit) เพื่อลด inequality

- ละเลย ethics/sustainability: อย่าทำ R&I โดยขาด IDG/พุทธ ethics (จาก conversation ก่อน) มิเช่นนั้นอาจ amplify grey society (corruption, inequality) แทนที่จะแก้

- ขาด measurement: อย่าทำ projects โดยไม่ track KPIs (e.g., GDP contribution จาก local innovation) เพื่อ avoid inefficiency

 

การปฏิบัติเหล่านี้จะช่วยไทย shift สู่ resilient economy (growth ~3-4% ยั่งยืน) โดยมหาวิทยาลัย lead ตาม vision KMUTT 2579

 

จะเห็นว่า ทั้ง ChatGPT และ Grok จำผมได้    รู้ว่าผมเคยเอาเรื่องอะไรไปคุยกับเขา    ก็บูรณาการเข้ามากับเรื่องปัจจุบัน   ที่เน้นหนุนอุดมศึกษาเป็นกลไกพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ    เป็นแนวทางที่ควรมีการร่วมกันคิดและดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง    โดยไม่จำกัดเฉพาะ มจธ. เท่านั้น    ทุกมหาวิทยาลัยควรร่วมกันพัฒนา “วิญญาณร่วมพัฒนาท้องถิ่น” สู่การร่วมกันลงมือปฏิบัติร่วมกับภาคีในท้องถิ่นและภาคีระดับชาติ

วิจารณ์ พานิช

๑๑ ก.ย. ๖๘

บนเครื่องบิน CX 700 จากสนามบินสุวรรณภูมิ มุ่งหน้าสู่ฮ่องกง