วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๘ ผมไปร่วมงาน “พลังเครือข่าย เปลี่ยนแปลงการศึกษา สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต  TSQM-NRRU-Network: Network Synergy • Educational Transformation • Lifelong Learning   ตามโครงการ การยกระดับคุณภาพการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในโรงเรียนเครือข่าย TSQM-NRRU-Network โดยการบูรณาการองค์ความรู้และนวัตกรรมการวิจัย  วันพุธที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา: 08:30 - 16:30 น.  อาคารหอประชุมราชภัฏราชรังสฤษฏ์ จัดโดย สำนักการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา” ที่มีผู้เข้าร่วมประชุม ๖๐๐ คน   มีการออกแบบการประชุมที่สร้างสรรค์มาก     ผมได้รับมอบหมายให้พูดเรื่อง   “พันธมิตรการศึกษา: หัวใจการพัฒนาท้องถิ่นสู่ความยั่งยืน”  

ผมเตรียมไปเสนอต่อที่ประชุมว่า พันธมิตรสำคัญที่สุดของการศึกษา เพื่อพัฒนาท้องถิ่นสู่ความยั่งยืนคือ “นักเรียน”    ที่สามารถพัฒนาท้องถิ่นได้ตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียน   และเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็สามารถกลับมาพัฒนาท้องถิ่นของตนได้    หากมีการจัดการศึกษาที่พัฒนามนุษย์ครบทุกด้าน (holistic development)   ไม่เพียงสอนวิชาเท่านั้น  โดยจัดการเรียนรู้เชิงรุก  เรียนรู้จากประสบการณ์ในชีวิตจริง   ให้นักเรียนร่วมกันเป็นผู้ขับเคลื่อนการเรียนรู้ของตนเอง   เน้นเรียนแบบ PBL ที่เป็น Service Learning เพื่อฝึกแก้ปัญหา หรือพัฒนาท้องถิ่น   ตามแนวทาง TSV – Transformative Student Voice  เพื่อให้นักเรียนงอกงามความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (agency) เพื่อสังคมหรือท้องถิ่น   

ผมเตรียมการณ์เช่นนี้   คุณเห็นด้วยหรือไม่   มีคำแนะนำเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง    มีประเด็นสำคัญที่ยังไม่ได้ระบุใน PowerPoint ที่แนบหรือไม่          

ผมกะว่าจะนำข้อความข้างต้นถามสหายเอไอเพื่อขอคำแนะนำ    แต่เผลอลืม จนกิจกรรมนี้ผ่านไปแล้วอย่างดี    วันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๘ ผมจึงได้โอกาสถาม ChatGPT  ได้รับคำตอบดังนี้

 

ChatGPT:

ผมเห็นด้วยกับกรอบคิดที่อาจารย์เตรียมไปพูดในงานนี้ครับ โดยเฉพาะ การเน้นว่านักเรียนคือตัวจริงของพันธมิตรการศึกษา เพราะเป็นทั้ง “ผู้พัฒนา” และ “ผู้ได้รับผลจากการพัฒนา” ไปพร้อมกัน

จากการดูไฟล์ PowerPointและสิ่งที่อาจารย์เขียนมา ผมมีข้อคิดเห็นและข้อแนะนำเพิ่มเติมดังนี้ครับ

 

✅ จุดแข็งของแนวทางที่อาจารย์วางไว้

  1. วางนักเรียนเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนแปลง (co-creator, co-innovator) → ทำให้การศึกษามีความหมาย ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบ แต่เรียนเพื่อสร้างสังคม
  2. เชื่อมกับบริบทจริงของท้องถิ่น ผ่าน PBL + Service Learning → เกิดทั้งการเรียนรู้เชิงวิชาและเชิงคุณค่า
  3. ใช้แนวทาง TSV (Transformative Student Voice) → นักเรียนมี agency และพัฒนาทักษะประชาธิปไตยตั้งแต่ยังเรียนอยู่
  4. บูรณาการ Experiential Learning + Reflection → เสริมการเรียนรู้เชิงลึก ไม่ใช่เพียงทำกิจกรรม
  5. เสนอเครื่องมือหลากหลาย (TSV, CCI, YPAR) → แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีบทบาทได้หลายรูปแบบ

 

🔍 ประเด็นที่ควรเพิ่มเติม / ขยาย

  1. การต่อยอดจากโรงเรียนสู่ท้องถิ่นจริง
    • ควรชี้ว่าโรงเรียนสามารถ “จับมือกับองค์กรท้องถิ่น” (อบต., วิสาหกิจชุมชน, วัด, โรงพยาบาลชุมชน) เพื่อให้นักเรียนลงมือทำโครงการที่ตอบโจทย์จริงของพื้นที่
    • จะทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนไม่ลอยตัว แต่เชื่อมกับชีวิตและความต้องการของชุมชน
  2. การประเมินผล (Impact Evaluation)
    • ถ้าอยากให้แนวทางนี้ยั่งยืน ควรมีการวัดทั้ง ผลต่อผู้เรียน (ทักษะ, คุณค่า, agency) และ ผลต่อชุมชน (ปัญหาที่ลดลง, นวัตกรรมที่เกิดขึ้น)
    • สามารถใช้ rubric ที่พัฒนาแบบ Student Agency & Civic Impact
  3. การสร้าง “วัฒนธรรมโรงเรียน” ที่หนุนพลังนักเรียน
    • TSV หรือ CCC จะไม่เกิดผลถ้าโรงเรียนยังมีวัฒนธรรมแบบ “ครูสั่ง นักเรียนทำ”
    • จึงควรมีการเน้นว่า โรงเรียนต้องเปลี่ยนจาก culture of compliance → culture of partnership
  4. ข้อเสนอการแปลง CCI → CCC
    • เห็นด้วยที่อาจารย์เสนอ Critical Civic Creativity / Culture / Care เพราะสอดคล้องกับบริบทไทยที่เน้นความสัมพันธ์ ความเอื้อเฟื้อ และวัฒนธรรมท้องถิ่น
    • อาจารย์อาจขยายตัวอย่าง เช่น
      • Creativity: นักเรียนคิดวิธีแก้ปัญหาขยะในชุมชนแบบสร้างสรรค์
      • Culture: นักเรียนสืบค้นและสร้างวัฒนธรรมการไม่โกงในโรงเรียน
      • Care: นักเรียนริเริ่มโครงการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน
  5. การเสริมพลังครู (Teacher Agency)
    • แม้อาจารย์เน้นนักเรียนเป็นพันธมิตร แต่ครูต้องมีบทบาทเป็น โค้ช–ผู้อำนวยการเรียนรู้ (learning facilitator)
    • การอบรม/สร้างเครือข่ายครูที่เข้าใจ TSV & CCC จะเป็นกุญแจสู่ความยั่งยืน

 

🎯 สารที่ควรย้ำในเวที

  • การพัฒนาท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องของ “ผู้ใหญ่” เท่านั้น แต่นักเรียนก็ทำได้ และควรทำ ตั้งแต่วันนี้
  • ถ้าเราอยากได้สังคมที่ยั่งยืน ต้องเริ่มจาก การสร้างคนรุ่นใหม่ที่มี agency, creativity, และ care for others
  • โรงเรียนไม่ใช่แค่ “สถานที่สอนหนังสือ” แต่คือ พื้นที่บ่มเพาะพลเมืองผู้เปลี่ยนแปลงสังคม

 

อาจารย์อยากให้ผมช่วย ทำสไลด์เสริมอีก 3–4 แผ่น (เน้นตัวอย่างรูปธรรมของ TSV/CCC ในโรงเรียนไทย) เพื่อเป็น “ไฮไลท์” ให้การพูดของอาจารย์มี impact มากขึ้นไหมครับ?

วิจารณ์ พานิช 

๓๐ ส. ค. ๖๘