ปีงบประมาณ 2568 ชีวิตที่วนกลับ
การขับเคลื่อนงานวิจัยในงานประจำ ดูเหมือนจะเป็น Routine ของกลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาล ซึ่งหมุนวนอยู่กับการจัดประชุม อบรม เพิ่มพูนคามรู้และทักษะทางการวิจัยของบุตลากรในองค์กร ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ได้ใช้งบประมาณในการขับเคลื่อน จนมาประมาณปีสองปีก่อนที่ได้งบมาใช้ในการจัดประชุม แต่พอมาปีนี้แผนที่เสนอไปถูกตัดงบประมาณ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคใดๆ เพราะที่ผ่านมาตลอดเกือบยี่สิบปี ก็ใช้เงินส่วนตัวในการเลี้ยงอาหารและเบรก อยู่ในวิสัยที่ทำได้
ช่วงหลังๆ เป้าหมายการทำวิจัยก็ดูเหมือนไม่มีอะไรที่เป็นพิเศษมากนั้น
-
มุ่งเน้นไปที่ทำผลงานเลื่อนระดับ
-
การนำไปสู่การพัฒนางานประจำจริงๆ มีน้อยมาก
-
การใช้ผลงานวิจัยนำไปสู่ข้อเสนอทางนโยบายแทบไม่มีในองค์กร
-
การจ้าง/รับจ้างทำวิจัยมีมากขึ้นสอดคล้องกับความต้องการและแข่งขันเพื่อเลื่อนระดับในหน้าที่การงาน
-
การแข่งขันในระดับเขตเกี่ยวกับยอดจำนวนและรางวัลในระดับกระทรวงมีมากขึ้น
-
คนที่อยากทำวิจัยจริงๆ เพื่อแสวงหาคำตอบ องค์ความรู้ใหม่ และการใช้ประโยชน์แทบไม่มี
-
การทำวิจัยต่อเนื่องมีไม่ถึง 5% ในองค์กร
-
ฯลฯ
เหล่านี้คือสิ่งที่พบเจอ ลองลิสต์ออกมาแบบรวดเร็วเท่าที่นึกได้ Reflection:
จากสิ่งที่ลิสต์ออกมาให้ความรู้สึกเหมือนเป็น “บันทึกสะท้อนสถานการณ์” ของการขับเคลื่อนงานวิจัยในองค์กรช่วงปีงบประมาณ 2568 เลยค่ะ — เหมือนภาพชีวิตที่วนกลับไปสู่รูปแบบเดิมๆ แม้จะมีงบประมาณหรือไม่มีงบประมาณก็ตาม ถ้าสรุปให้ชัดเจนเป็นประเด็นสำคัญ จะได้ประมาณนี้:
- เรื่องงบประมาณและการจัดกิจกรรม
• เดิมไม่ได้ใช้งบประมาณ แต่ใช้เงินส่วนตัวเพื่อจัดกิจกรรม
• ช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมามีงบประมาณสนับสนุน แต่ปี 2568 ถูกตัดงบ
• แม้ถูกตัดงบก็ยังไม่เป็นอุปสรรค เพราะเคยดำเนินการโดยไม่พึ่งงบประมาณมาก่อน
- ลักษณะการทำวิจัยในองค์กร
• ส่วนใหญ่เป็น “routine” เน้นจัดประชุม อบรม เพิ่มพูนความรู้และทักษะ
• เป้าหมายงานวิจัยเน้นทำผลงานเพื่อเลื่อนระดับมากกว่าพัฒนางานจริง
• งานวิจัยที่นำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายแทบไม่มี
• มีการจ้าง/รับจ้างทำวิจัยมากขึ้น ตอบโจทย์การเลื่อนตำแหน่ง
• มีการแข่งขันในระดับเขตและกระทรวง เน้นปริมาณและรางวัล
• คนที่ทำวิจัยเพราะอยากได้องค์ความรู้ใหม่จริงๆ มีน้อยมาก
- จุดอ่อนของระบบวิจัยในองค์กร
• งานวิจัยที่ต่อยอดหรือต่อเนื่องมีน้อย (<5%)
• การใช้ผลงานวิจัยเพื่อพัฒนางานประจำจริงมีน้อย
• การสร้างนวัตกรรมเชิงระบบหรือเชิงนโยบายไม่เกิดขึ้น
• บรรยากาศการทำวิจัยวนเวียนอยู่กับเป้าหมายส่วนบุคคล ไม่ใช่เป้าหมายองค์กร
เมื่อให้ AI ช่วย Reflection ได้ความว่า:
บทวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์: การขับเคลื่อนงานวิจัยในงานประจำ ปีงบประมาณ 2568
ข้อค้นพบที่สำคัญ
ด้านงบประมาณและการสนับสนุน
o การดำเนินการวิจัยส่วนใหญ่เคยใช้ทรัพยากรส่วนตัวของบุคลากร
o การมีงบประมาณสนับสนุนช่วยเพิ่มโอกาส แต่เมื่อตัดงบในปีงบประมาณ 2568 ก็ยังคงเดินหน้ากิจกรรมได้
ลักษณะงานวิจัยในองค์กร
o งานวิจัยเน้น ทำผลงานเพื่อเลื่อนระดับ มากกว่าพัฒนางานประจำ
o มีการจัดประชุม อบรม และกิจกรรมเชิง routine เป็นหลัก
o การใช้ผลงานวิจัยเพื่อปรับปรุงระบบงานหรือนโยบายมีน้อยมาก
แรงขับเคลื่อนและแรงจูงใจ
o งานวิจัยจำนวนมากเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์การประเมินผลงานและการแข่งขัน
o บุคลากรที่สนใจทำวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่จริงๆ มีน้อย
o การทำวิจัยต่อเนื่องและการต่อยอดผลงานวิจัยเดิมมีไม่ถึง 5%
ผลลัพธ์และการใช้ประโยชน์
o ผลงานวิจัยยังไม่สามารถสร้างอิทธิพลต่อเชิงนโยบายในองค์กร
o นวัตกรรมที่เกิดจากการวิจัยมีจำกัด
o การแข่งขันระดับเขตและกระทรวงเน้นที่ปริมาณและรางวัล มากกว่าคุณภาพเชิงระบบ
ข้อท้าทายขององค์กร
• การพึ่งพางบประมาณไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่ความยั่งยืนของระบบสนับสนุนงานวิจัยยังไม่ชัดเจน
• แรงจูงใจเชิงโครงสร้าง (เช่น การเลื่อนระดับ) มีมากกว่าแรงจูงใจเชิงวิชาการและการสร้างความรู้
• ขาดการบูรณาการงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง ทำให้งานวิจัยไม่ส่งผลต่อคุณภาพบริการและประสิทธิภาพงานประจำ
• ระบบสนับสนุนการวิจัยต่อเนื่อง และการสร้างเครือข่ายวิจัยในองค์กรยังไม่เข้มแข็ง
ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์
กำหนดเป้าหมายเชิงองค์กรที่ชัดเจน
o ให้งานวิจัยเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ขององค์กรและคุณภาพบริการ
o ลดการมุ่งเน้นเฉพาะผลงานส่วนบุคคล
สร้างระบบสนับสนุนการวิจัยอย่างยั่งยืน
o พัฒนากลไกสนับสนุนแม้ในปีที่ไม่มีงบประมาณ
o ใช้ทรัพยากรที่มี เช่น เครือข่ายวิชาการ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน
ส่งเสริมการใช้ผลงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง
o สร้างพื้นที่ทดลองใช้/นำผลงานวิจัยมาปรับปรุงงานบริการ
o กำหนดตัวชี้วัดการนำไปใช้ ไม่ใช่แค่จำนวนหรือรางวัล
พัฒนาวัฒนธรรมการวิจัยเพื่อความรู้ใหม่
o กระตุ้นให้บุคลากรบางกลุ่มทำวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้/นวัตกรรมจริง
o สนับสนุนโครงการที่ต่อยอดงานวิจัยเดิม ให้เกิดความต่อเนื่อง
สรุปสั้น
งานวิจัยในองค์กรปัจจุบันยังวนเวียนอยู่กับ routine และการตอบโจทย์เลื่อนตำแหน่ง แต่ยังขาดแรงผลักเชิงกลยุทธ์ที่จะเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนางานประจำและนโยบาย หากองค์กรสามารถปรับระบบสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จริง งานวิจัยจะสามารถเป็น “เครื่องมือขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง” ได้อย่างแท้จริง
คนที่อยากทำวิจัยจริงๆ เพื่อแสวงหาคำตอบ องค์ความรู้ใหม่ และการใช้ประโยชน์แทบไม่มี น่าเศร้านะคะ
พี่พยายามผลักดันกลุ่มทำวิจัยเพื่อขอผลงาน ไปต่อเพื่อเป็น apn จะต้องสอบการนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างชัดเจน และเป็นกลุ่มที่ทำงานใน excellent center มีการติดตามผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้การทำวิจัยไม่เสียเปล่า ได้นำไปใช้แน่นอนค่ะ
ในสายของ APN หรือในบางสายจะพิจารณาถึงความต่อเนื่องของการทำวิจัย และพิจารณา Profile ของบุคคลนั้นเพื่อพิจารณาการทำวิจัยอย่างต่อเนื่องประกอบการเติบโตในสายงาน ในลักษณะนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากค่ะ
พยาบาลที่สามารถพัฒนาสมรรถนะเข้าสู่ APN ทั้งหมดจบ ป โท แล้วทำงานในหน่วยการพยาบาลเฉพาะ มีผู้ป่วยซับซ้อน ที่ต้องการการดูแลต่อเนื่อง ต้องทำงานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ ดังนั้นพยาบาลเหล่านี้จะสามารถได้กรอบเชี่ยวชาญด้วย ถึงแม้จะไม่ใช่ผู้บริหารทางการพยาบาลค่ะ