ว่าด้วยพระอรหันต์

อรหันตสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๕. อรหันตสูตร

ว่าด้วยพระอรหันต์

             [๒๕] เทวดากล่าวว่า

                          ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ ทำกิจเสร็จแล้ว

                          สิ้นอาสวะแล้ว เหลือแต่ร่างกายในชาติสุดท้าย

                          ภิกษุนั้นกล่าวว่า ‘เราพูด’ ดังนี้บ้าง

                          กล่าวว่า ‘คนทั้งหลายพูดกับเรา’ ดังนี้บ้าง

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

                          ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ ทำกิจเสร็จแล้ว

                          สิ้นอาสวะแล้ว เหลือแต่ร่างกายในชาติสุดท้าย

                          ภิกษุนั้นกล่าวว่า ‘เราพูด’ ดังนี้บ้าง

                          กล่าวว่า ‘คนทั้งหลายพูดกับเรา’ ดังนี้บ้าง

                ภิกษุนั้นเป็นผู้ฉลาด ทราบคำพูดที่รู้กันในโลก

                          เธอกล่าวตามสมมติที่เขาพูดกัน

             เทวดานั้นทูลถามว่า

                          ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ ทำกิจเสร็จแล้ว

                          สิ้นอาสวะแล้ว เหลือแต่ร่างกายในชาติสุดท้าย

                          ภิกษุนั้นยังติดมานะอยู่หรือหนอ

                          จึงกล่าวว่า ‘เราพูด’ ดังนี้บ้าง

                          กล่าวว่า ‘คนทั้งหลายพูดกับเรา’ ดังนี้บ้าง

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          กิเลสเครื่องผูกทั้งหลายไม่มีแก่ภิกษุผู้ละมานะได้แล้ว

                          มานะและกิเลสเครื่องผูกทั้งปวงอันภิกษุนั้นกำจัดได้แล้ว

                          ภิกษุผู้มีปัญญาดีล่วงพ้นความถือตัวได้แล้ว

                          ภิกษุนั้นกล่าวว่า ‘เราพูด’ ดังนี้บ้าง

                          กล่าวว่า ‘คนทั้งหลายพูดกับเรา’ ดังนี้บ้าง

                          ภิกษุนั้นเป็นผู้ฉลาด ทราบคำพูดที่รู้กันในโลก

                          เธอกล่าวตามสมมติที่เขาพูดกัน

อรหันตสูตรที่ ๕ จบ

---------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก 

อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓

อรหันตสูตรที่ ๕

อรรถกถาอรหันตสูตรที่ ๕

            เทวดาผู้อยู่ในไพรสณฑ์นี้นั้น ฟังโวหารของพวกภิกษุอยู่ป่าพูดกันว่า เราฉันอาหาร เรานั่ง บาตรของเรา จีวรของเราเป็นต้น จึงคิดว่า เราสำคัญว่าภิกษุเหล่านี้เป็นพระขีณาสพ ก็แต่ถ้อยคำอิงอาศัยความเห็นว่าเป็นคนเป็นสัตว์ชื่อเห็นปานนี้ของพระขีณาสพทั้งหลาย มีอยู่หรือไม่หนอ ดังนี้ เพื่อจะทราบความเป็นไปนั้น จึงได้กราบทูลถามแล้วอย่างนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ภิกษุใด เป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลอื่นๆ พูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน.

            ลำดับนั้น เทวดาจึงคิดว่า ถ้าภิกษุนี้ไม่พูดด้วยทิฐิ ก็ต้องพูดด้วยอำนาจแห่งมานะแน่ จึงทูลถามอีกว่า ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นยังติดมานะหรือหนอ จึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง คนอื่นๆ พูดกะเราดังนี้บ้าง.

            ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า เทวดานี้ย่อมทำพระขีณาสพเหมือนบุคคลมีมานะ ดังนี้ เมื่อจะทรงแสดงว่า มานะแม้ทั้ง ๙ อย่าง พระขีณาสพละได้หมดแล้ว จึงตรัสพระคาถาตอบว่า กิเลสเป็นเครื่องผูกทั้งหลาย มิได้มีแก่ภิกษุที่ละมานะเสียแล้ว มานะและคันถะทั้งปวงอันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้ว ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาดี ล่วงเสียแล้วซึ่งความสำคัญตน ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาดทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน.

อธิบายว่า พระขีณาสพนั้นเป็นผู้ครอบงำได้แล้ว คือก้าวล่วงแล้วซึ่งความสำคัญตนในตัณหาทิฐิและมานะ.
               
               

จบอรรถกถาอรหันตสูตรที่ ๕               
               -----------------------------------------------------