หนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา ตอนที่ ๗ ตีความจากหนังสือ Transformative Student Voice : Partnering with Young People for Equitable School Improvement (2025) เขียนโดย Shelley Zion, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado  บทที่ 6  After School Clubs, Summer Sessions, and Professional Development   รวมทั้งผมเพิ่มเติมแนวคิดของผมเองเข้าไปด้วย   

การส่งเสริม Transformative Student Voice (TSV) ต้องไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนเท่านั้น    แต่ต้องขยายไปสู่พื้นที่อื่นๆ เช่น ชุมนุมหลังเลิกเรียน (after school clubs)  ค่ายฤดูร้อน (summer sessions)    และการพัฒนาวิชาชีพครู (professional development)    ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยืดหยุ่นและเปิดกว้างมากกว่า

กิจกรรมเหล่านี้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาความเป็นผู้นำ มีอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ และทดลองสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน    ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ให้ครูเรียนรู้จากนักเรียน และฝึกฝนการสร้างความสัมพันธ์เชิงความร่วมมืออย่างแท้จริง

สำหรับการพัฒนาวิชาชีพครู  ควรมีเวทีที่ครูได้สะท้อนคิด  เรียนรู้จากกันและกัน    และทดลองแนวทางใหม่ๆ โดยมีนักเรียนร่วมออกแบบและมีบทบาทในการอบรมด้วย   สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

 

กรณีศึกษา

ดำเนินการร่วม โรงเรียน-มหาวิทยาลัย 

กรณีศึกษาความร่วมมือระหว่างโรงเรียนมัธยม (ในสหรัฐอเมริกา) กับมหาวิทยาลัยในการส่งเสริม Transformative Student Voice (TSV)    มีการจัดการประชุมปฏิบัติการ  และกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครู นักเรียน และนักวิจัยมหาวิทยาลัย    เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการสอนที่เน้นความเป็นธรรม

กระบวนการเริ่มจากการตั้งคำถามร่วมกัน    เช่น “โรงเรียนที่เป็นธรรมควรมีลักษณะอย่างไร”    แล้วให้นักเรียนออกแบบการวิจัย สำรวจข้อมูลจากชุมชนโรงเรียน วิเคราะห์ และนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย    ซึ่งไม่เพียงทำให้นักเรียนและครู รู้สึกมีพลังและเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลง    ยังช่วยครูมองเห็นบริบทและปัญหาจากมุมของผู้เรียน

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไม่ได้มีบทบาทเป็นผู้ชี้นำ    แต่เป็นผู้สนับสนุน     กระบวนการนี้เน้นความสัมพันธ์แนวราบ (horizontal collaboration) ที่ให้เกียรติความรู้จากทุกฝ่าย     เป็นการเรียนรู้ร่วมกันที่ทรงพลังและเปลี่ยนแปลงได้จริง

ตัวอย่างกรณีศึกษา: โรงเรียนมัธยมร่วมกับมหาวิทยาลัยพัฒนานโยบายเรื่องความยุติธรรมทางวินัย     ที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ    นักเรียนและครูร่วมมือกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาและปรับปรุงนโยบายการลงโทษทางวินัยในโรงเรียน    นักเรียนตั้งคำถามว่า “เหตุใดนักเรียนผิวสีถึงถูกลงโทษมากกว่านักเรียนคนอื่น”    จากนั้นทีมนักเรียนรวบรวมข้อมูล สัมภาษณ์เพื่อนนักเรียนและครู วิเคราะห์สถิติ และพบว่ามีอคติในการบังคับใช้นโยบาย

ด้วยการสนับสนุนจากครูและนักวิจัย    นักเรียนเสนอแนวทางใหม่ เช่น การใช้ “แนวทางฟื้นฟู” (restorative practices) แทนการลงโทษแบบเดิม    โรงเรียนได้นำนโยบายใหม่ไปทดลองใช้ และพบว่าช่วยลดความตึงเครียด และส่งเสริมความเข้าใจในห้องเรียนอย่างมีนัยสำคัญ

กรณีศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อมหาวิทยาลัย โรงเรียน และนักเรียนมาร่วมมือกันอย่างจริงจัง     การสร้างโรงเรียนที่เป็นธรรมและประชาธิปไตยยิ่งขึ้นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และเกิดผลลัพธ์ที่ลึกซึ้งทั้งในระดับปัจเจกและเชิงระบบ

โรงเรียนดำเนินการเอง

ไม่จำเป็นต้องรอให้มีโครงการหรืองบประมาณพิเศษ    เพราะการเปลี่ยนแปลงสามารถเริ่มจาก “พื้นที่เล็ก” ในห้องเรียนประจำวัน    ผ่านการตั้งคำถาม ฟังนักเรียนอย่างแท้จริง และเปิดโอกาสให้นักเรียนร่วมออกแบบการเรียนรู้

ครูริเริ่มจากการสร้าง วัฒนธรรมแห่งความไว้วางใจและความสัมพันธ์ กับนักเรียนก่อน    แล้วค่อยๆ พัฒนาไปสู่การมีส่วนร่วมเชิงลึกขึ้น  เช่น ให้ช่วยตั้งคำถามสำคัญ ร่วมออกแบบกิจกรรม และสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกัน

ครูควรตั้งกลุ่มแลกเปลี่ยนกับเพื่อนครูหรือชุมชนวิชาชีพ    เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ เรียนรู้จากกัน และเสริมพลังให้กันและกัน    เพราะกระบวนการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องใช้เวลา ความกล้าหาญ และความอดทน

การรับฟังและร่วมมือกับนักเรียนไม่ใช่แค่แนวทางการสอน    แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่เป็นประชาธิปไตย เป็นธรรม และมีความหวัง    ซึ่งครูทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ “ด้วยตนเอง” ตั้งแต่วันนี้

ตัวอย่างกิจกรรม: “เสียงของเรา เปลี่ยนโรงเรียนได้” (Our Voice, Our School)    นักเรียนจับกลุ่ม 4–5 คน สำรวจประเด็นที่ตนเองรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมในโรงเรียน  เช่น การใช้กฎระเบียบที่ไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร หรือการสื่อสารที่ไม่รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน    กลุ่มนักเรียนออกแบบแบบสอบถามหรือสัมภาษณ์เพื่อนร่วมโรงเรียน รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และสรุปข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง    แล้วจัดเวทีนำเสนอผลการวิจัยและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อครูและผู้บริหาร    เช่น เสนอกติกาชั้นเรียนร่วม หรือพัฒนาพื้นที่รับฟังนักเรียน

ครูมีบทบาทเป็นพี่เลี้ยงและผู้อำนวยความสะดวก ไม่ควบคุม

กิจกรรมจบด้วยการสะท้อนคิดร่วมกัน    ว่านักเรียนรู้สึกมีพลังและมีความเป็นเจ้าของในโรงเรียนมากขึ้นอย่างไร
กิจกรรมนี้สามารถดำเนินการใน 4–6 สัปดาห์    และเชื่อมโยงกับวิชาสังคมศึกษา ภาษาไทย หรือกิจกรรมแนะแนว

ดำเนินการอยู่ในกิจกรรมที่มีอยู่แล้ว

อาจฝังแนวคิด TSV ไว้ใน โครงการหรือนโยบายที่มีอยู่เดิม โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มสิ่งใหม่ทั้งหมด    ซึ่งช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนและสอดคล้องกับระบบโรงเรียนมากขึ้น    ตัวอย่างเช่น การรวม TSV เข้าไปในโครงการแนะแนว  การสอนแบบ Project-based Learning (PBL)  การประชุมสภานักเรียน  กิจกรรมอบรมผู้นำนักเรียน

วิธีนี้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีบทบาทเป็นผู้ออกแบบกิจกรรม ร่วมประเมิน และกำหนดทิศทางของโครงการต่างๆ แทนที่จะเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตาม    สิ่งสำคัญคือ การปรับเปลี่ยนมุมมองของครูและผู้บริหารให้เห็นว่านักเรียนสามารถเป็น ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ได้ ไม่ใช่แค่ผู้รับบริการการศึกษา

การผสาน TSV เข้ากับโครงสร้างที่มีอยู่ ยังช่วยลดแรงต้านจากระบบ และเอื้อต่อการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจตัดสินใจ      ขณะเดียวกันก็ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะพลเมืองภาคปฏิบัติ  เช่น การเจรจา การนำเสนอ และการมีส่วนร่วมเชิงนโยบาย ซึ่งล้วนเป็นหัวใจของการสร้างโรงเรียนที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ตัวอย่างกิจกรรม: “ปรับปรุงระบบโรงอาหาร โดยเสียงของนักเรียน”    ในชั่วโมงแนะแนว หรือในโครงการสภานักเรียน ให้นักเรียนสำรวจความพึงพอใจและปัญหาของโรงอาหาร ผ่านการเก็บข้อมูลจากเพื่อนๆ ด้วยแบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์

นักเรียนวิเคราะห์ข้อมูล เช่น เรื่องความหลากหลายของอาหาร ความสะอาด ราคา ความเป็นธรรมในการให้บริการ    
จัดเวทีอภิปรายกลุ่มระหว่างนักเรียน ครู และเจ้าหน้าที่โรงอาหาร    เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและฟังมุมมองจากทุกฝ่าย    
นักเรียนเสนอแนวทางแก้ไข เช่น เมนูทางเลือก อาหารสุขภาพ การกำหนดราคาที่ยุติธรรม หรือการจัดคิวแบบใหม่  
จัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกัน    และติดตามผลการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมนี้ส่งเสริมทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกัน และจิตสำนึกพลเมือง    ในขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงกับหลักสูตรสุขศึกษา สังคมศึกษา หรือการเรียนรู้แบบบูรณาการ

 

กิจกรรมภาคฤดูร้อน   กิจกรรมเรียนรู้ที่บ้าน   กิจกรรมหลังเลิกเรียน  หรือบูรณาการทั้งสามกิจกรรม 

การส่งเสริม TSV ควรขยายไปสู่บริบทที่หลากหลาย    ไม่จำกัดเฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น    แต่ควรครอบคลุม ค่ายฤดูร้อน (summer programs), ห้องโฮมรูม (home rooms) และ กิจกรรมหลังเลิกเรียน (after school clubs)    เพราะแต่ละพื้นที่มีศักยภาพเฉพาะในการเปิดพื้นที่ให้เสียงของนักเรียน

กิจกรรมในช่วงฤดูร้อนอาจจัดได้ยาวนาน    เหมาะสำหรับโครงการวิจัยเชิงสังคม    ขณะที่โฮมรูม หรือชุมนุมหลังเลิกเรียน เอื้อต่อการพูดคุยสะท้อนปัญหาในชีวิตประจำวันของนักเรียน    ทั้งหมดนี้สามารถทำให้ TSV ไม่ใช่แค่กิจกรรมเฉพาะจุด    แต่เป็น วัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ซึมลึก ในทุกมิติของการเรียนรู้

การทำให้ TSV เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ของชีวิตนักเรียน จะช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝนบทบาทพลเมือง    เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และเห็นว่าเสียงของตนมีคุณค่าอย่างแท้จริง

ความท้าทาย

ทุนดำเนินการ    ปัญหาด้านงบประมาณเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายแนวคิด TSV    โดยเฉพาะเมื่อต้องการฝึกอบรมครู จัดกิจกรรมภายนอก หรือสร้างโครงสร้างการมีส่วนร่วมระยะยาว     อย่างไรก็ตาม การลงทุนใน TSV คือการลงทุนเพื่อความเป็นธรรมและอนาคตของโรงเรียน    และสามารถเริ่มต้นได้จากทรัพยากรเล็กๆ ที่มีอยู่แล้วในโรงเรียน หากมีความตั้งใจจริง

การเดินทาง    การเดินทางเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่สำคัญต่อการมีส่วนร่วมของนักเรียนในกิจกรรม TSV    โดยเฉพาะในกิจกรรมหลังเลิกเรียนหรือช่วงปิดภาคเรียน    นักเรียนจำนวนมากไม่มีพาหนะหรือการเดินทางที่ปลอดภัย    โรงเรียนควรจัดระบบการเดินทาง หรือสนับสนุนค่าเดินทาง    เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนทุกคนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างเท่าเทียม

ตารางเวลา    ข้อจำกัดด้านตารางเวลาเป็นอีกอุปสรรคสำคัญในการดำเนินกิจกรรม TSV    เพราะตารางเรียนแน่นและไม่มีเวลาสำหรับกิจกรรมที่เน้นกระบวนการร่วมคิดและสะท้อนคิด    โรงเรียนควรพิจารณาปรับตารางให้ยืดหยุ่นมากขึ้น    เช่น เพิ่มเวลาสำหรับโฮมรูม เวลาสะท้อนคิด หรือกิจกรรมข้ามวิชา    เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

เวลาจำกัด    ความเร่งรีบของระบบการศึกษา    เช่น การเร่งสอนเพื่อสอบ และการประเมินผลแบบเน้นปริมาณ  ทำให้ไม่มีเวลาสำหรับกระบวนการ TSV  ซึ่งต้องใช้เวลาในการสร้างความไว้วางใจ และการมีส่วนร่วมที่แท้จริง    ครูและโรงเรียนจึงควร “สร้างพื้นที่ TSV”    โดยตั้งเจตนาให้ชัดเจนว่า การฟังเสียงนักเรียนคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ไม่ใช่กิจกรรมเสริม

 

PLC และการสนับสนุนครู

ครูต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการเรียนรู้และพัฒนาแนวทาง Transformative Student Voice (TSV)    เพราะการเปลี่ยนแปลงบทบาทจาก "ผู้สอน" เป็น "ผู้เรียนรู้ร่วมกับนักเรียน" ต้องการทั้งทักษะใหม่ และกรอบความคิดใหม่    การอบรมควรเน้นเรื่องอำนาจ  ความเป็นธรรม  การฟังเชิงลึก  และการสร้างความสัมพันธ์กับนักเรียน

นอกจากนี้ ครูยังต้องการ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ ร่วมกันสะท้อนคิด  และเสริมพลังให้กันและกัน ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน    ไม่ใช่แค่การอบรมแบบครั้งคราว หรือเน้นเนื้อหาเท่านั้น

การเรียนรู้พลิกโฉมความคิดของผู้ใหญ่

การเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนไม่สามารถเกิดขึ้นได้    หากไม่มีการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงวิธีคิดของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะครูและผู้บริหาร    ซึ่งต้องกล้าเผชิญกับอารมณ์ ความไม่แน่นอน และความท้าทายจากเสียงของนักเรียน    การเรียนรู้ของผู้ใหญ่จึงควรเน้นการสะท้อนคิดต่อตนเอง การตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ และการเปลี่ยนแปลงมุมมองอย่างลึกซึ้ง

เป้าหมายร่วมของชุมชนการเรียนรู้    การสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนที่ขับเคลื่อนด้วย TSV ต้องมี "เป้าหมายร่วมของชุมชนการเรียนรู้" (shared community purpose)    ซึ่งไม่ใช่แค่เป้าหมายเชิงวิชาการ แต่รวมถึงการเติบโตของนักเรียน (และครู) ในฐานะมนุษย์และพลเมือง

การมีเป้าหมายร่วมนี้ ช่วยเชื่อมโยงครู นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้บริหาร ให้เห็นคุณค่าในเสียงของกันและกัน    และร่วมสร้างโรงเรียนที่เป็นธรรม มีความหมาย และมีความหวัง     การสื่อสารเป้าหมายร่วมอย่างต่อเนื่องและเปิดพื้นที่สำหรับทุกเสียง คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ยั่งยืน

พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อทดลอง    โรงเรียนควรมี “พื้นที่สร้างสรรค์สำหรับการทดลอง” (creative spaces for experimentation)    เพื่อให้ครูและนักเรียนได้ลองวิธีใหม่ๆ โดยไม่กลัวผิดพลาด    การสร้างพื้นที่เช่นนี้ช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมที่เปิดรับความไม่แน่นอน การเรียนรู้จากความล้มเหลว และการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมในพื้นที่นี้อาจเป็น โครงการนำร่อง  ห้องปฏิบัติการ  การเรียนรู้ข้ามวิชา  หรือกระบวนการร่วมออกแบบ    ซึ่งล้วนสนับสนุนการเติบโตของเสียงนักเรียน และเปิดโอกาสให้ครูกลายเป็นผู้เรียนรู้ร่วมกับนักเรียนอย่างแท้จริง

การสนับสนุนเชิงอารมณ์และการเมือง     การขับเคลื่อน TSV จำเป็นต้องได้รับทั้ง “การสนับสนุนทางอารมณ์” และ “การสนับสนุนทางการเมือง” (emotional and political support)     เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงดำเนินไปได้จริงและยั่งยืน     ในด้านอารมณ์ ครูและนักเรียนต้องเผชิญกับความเปราะบาง  ความไม่แน่นอน และแรงต้านจากระบบเดิม     การมีพื้นที่ให้พูดคุย แลกเปลี่ยน และดูแลกันในชุมชนวิชาชีพหรือกลุ่มนักเรียน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ในด้านการเมือง ผู้บริหารและผู้นำนโยบายควรให้การสนับสนุนอย่างชัดเจน    เช่น การจัดสรรเวลา ทรัพยากร และการรับรองความชอบธรรมของเสียงนักเรียนในระบบการตัดสินใจ    เพื่อให้ TSV ไม่เป็นเพียงกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างโรงเรียนอย่างเป็นทางการ

การสนับสนุนทั้งสองมิตินี้จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องกล้าก้าวข้ามความกลัว สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่เปิดกว้าง    และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งและมีความหมาย

PLC แบบนักเรียนนำ    “การพัฒนาวิชาชีพครู” ไม่ควรถูกจำกัดไว้เฉพาะผู้ใหญ่เป็นผู้ออกแบบหรือถ่ายทอดเท่านั้น     แต่ควรเปิดพื้นที่ให้ “นักเรียนเป็นผู้นำ” ในการอบรมครู (student-led PD) ด้วย    เพราะนักเรียนมีมุมมองตรงต่อประสบการณ์การเรียนรู้ที่ครูอาจมองไม่เห็น   และสามารถสะท้อนอย่างจริงใจต่อสิ่งที่ได้ผลและไม่ได้ผลในห้องเรียน

กิจกรรมเหล่านี้อาจเป็นการประชุมปฏิบัติการที่นักเรียนจัดให้ครู  การสนทนาวงกลม  หรือการนำเสนอข้อเสนอเชิงระบบที่ออกแบบร่วมกัน    โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจร่วมในประเด็นความยุติธรรมทางการศึกษา ความสัมพันธ์ในห้องเรียน และการออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความหลากหลาย

การฝึกครูโดยมีนักเรียนเป็นผู้ร่วมออกแบบหรือร่วมชี้แนะเช่นนี้ จะไม่เพียงเปลี่ยนบทบาทของนักเรียนให้เป็น “หุ้นส่วนการเปลี่ยนแปลง”   แต่ยังเปลี่ยนบทบาทของครูให้กลายเป็น “ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต” อย่างแท้จริง

ทักษะด้านการจัดการโครงการ

ทักษะการบริหารโครงการเป็นองค์ประกอบสำคัญในการส่งเสริมพลังของนักเรียนในการนำการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในโรงเรียน    เยาวชนควรได้รับการฝึกฝนทักษะการวางแผน การจัดการทรัพยากร การตั้งเป้าหมาย การประเมินผล และการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ    เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการที่มีผลกระทบต่อโรงเรียนและชุมชนได้จริง    โดยครูและผู้ใหญ่มีบทบาทเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ผู้ควบคุม

การพัฒนาทักษะเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักเรียนสามารถจัดการโครงการได้ดีขึ้น    แต่ยังส่งเสริมความมั่นใจ ความเป็นผู้นำ และความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีจริยธรรมและมีเป้าหมายร่วมกัน

แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า “เสียงของนักเรียน” จะทรงพลังยิ่งขึ้นเมื่อได้รับการสนับสนุนด้วยเครื่องมือที่เป็นระบบ เช่น ทักษะการบริหารโครงการ    ซึ่งสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและเป็นธรรมในระบบการศึกษา

 

สรุป

Transformative Student Voice (TSV) คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนจากภายใน    โดยยึดหลักความสัมพันธ์ที่เป็นประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และการมีส่วนร่วมของนักเรียนอย่างแท้จริง    ไม่ใช่เพียงให้ "เสียง"  แต่คือการให้ "อำนาจร่วม" แก่นักเรียนในการกำหนดทิศทางการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน

TSV ไม่ใช่แนวคิดที่ทำสำเร็จในวันเดียว แต่เป็นการเดินทางที่ต้องการความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และความร่วมมือระหว่างครู นักเรียน ผู้บริหาร และชุมชน    การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นจริงเมื่อเรายอมรับว่าทุกคนในโรงเรียนคือผู้นำ และทุกเสียงมีคุณค่าอย่างเท่าเทียม

วิจารณ์ พานิช

๑๙ ก.ค. ๖๘   ห้องรอขึ้นเครื่องบิน    สนามบินเชียงใหม่    ปรับปรุง ๒๘ ก.ค. ๖๘