ดร. สุธีระ ส่งบทความ Writing is thinking ในวารสาร Nature มาให้ อ่านแล้วผมสะท้อนคิดว่า ตรงกับประสบการณ์ในชีวิตของผม ว่าการเขียนเป็นเครื่องมือลับสมอง และผมพบว่าตนเองชอบเขียน มีความสุขเมื่อได้เขียนเล่าการค้นพบ หรือความเข้าใจใหม่ๆ ของตนเอง
การเขียนของผม เป็นกลไกสะท้อนตัวตนของผม ทำให้ผู้คนรู้จักตัวตนที่แท้ของผมจากการอ่านข้อเขียนของผม ที่สมัยไปทำงานที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตหาดใหญ่ใหม่ๆ ผมเขียนเป็นเอกสารโรเนียวแจกหน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย
ต่อมาเมื่อเป็นคณบดี (คณะแพทยศาสตร์) ก็รอเริ่มออกจดหมายข่าวคณะแพทยศาสตร์ มีคอลัมน์ คุยกับคณบดี เป็นตัวชูโรง เสนอแนวคิดใหม่ๆ ที่มีคนแซวว่า เป็นคอลัมน์ “คณบดีคุย” มากกว่า เมื่อมาเป็น ผอ. สกว. ก็ออกจดหมายข่าว ประชาคมวิจัย และมีคอลัมน์ประจำของ ผอ. รวมทั้งมีการตกผลึกข้อเรียนรู้ ด้านการบริหารงานวิจัย พิมพ์เป็นหนังสือ การบริหารงานวิจัย แนวคิดจากประสบการณ์
เมื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อน การจัดการความรู้ ให้แก่ประเทศไทย ก็เขียนหนังสือด้าน KM ไว้หลายเล่ม
ช่วงประมาณ ๒๐ ปีหลัง ผมสนใจเรื่องการศึกษา ก็ได้เขียนหนังสือด้านการศึกษาไว้จำนวนมาก เป็นหนังสือที่ดาวน์โหลดได้ฟรีที่ (๑) รวมทั้งเขียน บล็อก ลงใน Gotoknow.org อย่างสม่ำเสมอ
การเขียนเป็นชีวิตของผม การเขียนสร้างตัวตนและชีวิตของผม แต่บัดนี้มี Generative AI มาช่วยทำงานนี้แทนได้ ผมไม่เชื่อว่า ในเรื่องการคิดและการเขียน มนุษย์ควรมอบงานทั้งสองให้แก่เอไอทั้งหมด เพราะมอบอย่างไรก็ไม่หมด ยังมีส่วนของการคิด ที่เอไอทำแทนไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการคิดเชิงคุณค่า ที่มีค่านิยมเป็นธงนำ ที่มนุษย์เรามีความแตกต่างหลากหลาย และเราทำกิจกรรมเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งชีวิต ส่วนหนึ่งของชีวิตที่มุ่งรับใช้เป้าหมายที่ทรงคุณค่า (purpose) ของตน ที่เป็นของใครก็ของมัน ไม่มีทางทำให้เหมือนกันทั้งหมดได้
ผมนำเอาข้อเขียนข้างบน ให้ Chat GPT อ่าน แล้วถามว่า “กรุณาสะท้อนคิด จากข้อเขียนข้างบน ว่าการเขียนมีคุณค่าต่อชีวิตมนุษย์อย่างไร การเขียนเชื่อมโยงและ synergy การคิดอย่างไร ในอนาคตเราควรส่งเสริมการเขียนและคิดของมนุษย์ ให้ synergy กับเอไออย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด” ได้รับคำตอบดังนี้
Chat GPT :
“ข้อเขียน “เขียนคือชีวิต” ของ ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช สะท้อนคุณค่าลึกซึ้งของ “การเขียน” ในฐานะกิจกรรมแห่งชีวิต ที่มิใช่เพียงการสื่อสาร แต่เป็น “กระบวนการของการคิด การรู้จักตน และการสร้างตน”
ต่อไปนี้คือการสะท้อนคิดจากข้อเขียนดังกล่าว:
❶ การเขียนคือการลับสมองและขัดเกลาความคิด
การเขียนบังคับให้เราต้องคิดให้ชัด คิดให้เป็นระบบ และกลั่นความรู้สึกหรือความเข้าใจให้ตกผลึก จึงไม่แปลกที่หลายคน—including ผู้เขียนบทความนี้—ค้นพบว่า ความคิดของเราลึกซึ้งขึ้นเมื่อเรา “เขียนมันออกมา”
❷ การเขียนเป็นกลไกสร้างและเผยตัวตน
จากประสบการณ์ของ ศ. นพ. วิจารณ์ การเขียนเปิดเผยตัวตนภายในที่แท้จริงต่อผู้อื่น และในขณะเดียวกัน ก็เป็นกลไกสร้างตัวตนของตนเองขึ้นมา เป็นการแสดงเจตจำนง เสียง ความหมาย และคุณค่าที่เรายึดถือ
❸ การเขียนทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผู้อื่นกับ “ความเข้าใจของเรา”
ไม่ว่าจะเป็นเอกสารโรเนียว จดหมายข่าว บล็อก หรือหนังสือ ทุกชิ้นคือหลักฐานของการพยายามสื่อสารกับผู้อื่นด้วยภาษาที่ผ่านการคิด พิสูจน์ และปรับแต่งแล้ว เพื่อส่งต่อความเข้าใจและความหวังดีอย่างจริงใจ
❹ การเขียนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีจุดมุ่งหมาย
ในทัศนะของผู้เขียน การเขียนคือกิจกรรมที่ผูกโยงกับ “purpose” หรือเป้าหมายที่ทรงคุณค่าของชีวิต เป็นวิธีดำรงอยู่ของมนุษย์ที่ตระหนักรู้ มีภารกิจ และต้องการส่งอิทธิพลเชิงบวกต่อผู้อื่นและสังคม
❺ การเขียนมี synergy กับการคิด เพราะการเขียนทำให้เราคิดได้ลึกและรอบด้าน
เมื่อเขียน เราไม่เพียงระบายความคิด แต่เราสร้างความคิดขึ้นใหม่ ระหว่างกระบวนการเขียนนั้นเอง การเขียนจึงเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง (self-directed learning) อย่างทรงพลัง
❻ ในยุค Generative AI เราต้องไม่มอบ "ชีวิตแห่งความคิดและคุณค่า" ให้แก่ AI
ศ. นพ. วิจารณ์ เตือนว่า แม้ AI จะช่วยเขียนได้ แต่ในเรื่อง “การคิดเชิงคุณค่า” ที่มีความลึกซึ้ง เชิงอัตลักษณ์ และมีมิติทางศีลธรรม AI ยังไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้ นี่คือพื้นที่ที่มนุษย์ต้องรักษาไว้
❼ แนวทางการสร้าง synergy ระหว่าง AI กับการเขียนและคิดของมนุษย์ในอนาคต
- ให้ AI ช่วยในส่วนที่เป็น routine หรือ technical เช่น ร่างโครง สรุป ค้นข้อมูล
- แต่มนุษย์ควรเป็นผู้กำหนดแนวคิด แก่นเรื่อง คุณค่า และน้ำเสียง (voice)
- ใช้ AI เป็นผู้ช่วย feedback ช่วยสะท้อนความไม่ชัด ความคลุมเครือ หรือ bias
- ส่งเสริมให้มนุษย์ยัง “ลงมือเขียน” เพื่อให้ได้ฝึกคิด ฝึกรู้จักตน และฝึกสื่อสารอย่างมีความหมาย
สรุปคือ การเขียนคือวิถีชีวิตมนุษย์ที่ควรได้รับการส่งเสริมยิ่งกว่าเดิมในยุค AI ไม่ใช่เพื่อแข่งขันกับ AI แต่เพื่อยืนยันอัตลักษณ์และคุณค่าของการเป็นมนุษย์ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง”
โลกสมัยนี้สนุกจริงๆ เราสามารถตรวจสอบความคิดของเราได้ฟรีๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไปรบกวนอารมณ์ความรู้สึกของใคร เพราะเราสามารถเอาความคิด (ประหลาดๆ) ของเรา ไปคุยกับเอไอได้ โดยต้องตระหนักว่า เขาตอบมาอย่างไร ต้องไม่ด่วนเชื่อ ต้องสมาทานหลักการ “เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง”
วิจารณ์ พานิช
๒# ก.ค. ๖๘