สัฏฐิกูฏเปตวัตถุ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๑๖. สัฏฐิกูฏเปตวัตถุ
เรื่องเปรตถูกค้อนต่อยศีรษะ
(วันหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานเถระ ลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ได้เห็นเปรตตนหนึ่ง จึงซักถามด้วยคาถาว่า)
[๘๐๖] เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ จึงวิ่งไปมาเหมือนเนื้อที่วิ่งพล่าน ท่านคงทำกรรมชั่วไว้โดยไม่ต้องสงสัย จะมาร้องครวญครางอื้ออึงไปทำไมเล่า
(เปรตนั้นตอบว่า)
[๘๐๗] พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าเกิดเป็นเปรตในยมโลก ได้รับความลำบาก เพราะทำบาปกรรมไว้ จึงต้องจากโลกนี้ไปยังเปตโลก
[๘๐๘] ค้อนเหล็กจำนวน ๖๐,๐๐๐ ลูก ตกมาตีกระหม่อมศีรษะของข้าพเจ้า
(พระเถระถามว่า)
[๘๐๙] ท่านได้ทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจอะไรไว้หรือ เพราะผลกรรมอะไรท่านจึงต้องได้รับทุกข์เช่นนี้
[๘๑๐] อนึ่ง ค้อนเหล็กจำนวน ๖๐,๐๐๐ ลูก ตกมาตีกระหม่อมศีรษะของท่าน เพราะผลกรรมอะไร
(เปรตนั้นตอบว่า)
[๘๑๑] ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งนามว่าสุเนตร อบรมอินทรีย์แล้ว ผู้ไม่เกิดความกลัวแต่ที่ไหน นั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้
[๘๑๒] ข้าพเจ้าได้ดีดก้อนกรวด ทำลายกระหม่อมของท่าน เพราะผลกรรมนั้น ข้าพเจ้าจึงต้องได้รับทุกข์เช่นนี้
[๘๑๓] ค้อนเหล็กจำนวน ๖๐,๐๐๐ ลูก ตกมาตีกระหม่อมศีรษะของข้าพเจ้า
(พระเถระกล่าวว่า)
[๘๑๔] บุรุษชั่ว เพราะความสาสมแก่เหตุของท่าน ค้อนเหล็กจำนวน ๖๐,๐๐๐ ลูก จึงตกมาตีกระหม่อมศีรษะของท่าน
สัฏฐิกูฏเปตวัตถุที่ ๑๖ จบ
-------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔
๑๖. สัฏฐีกูฏสหัสสเปตวัตถุ
อรรถกถาสัฏฐิกูฏเปตวัตถุที่ ๑๖
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเปรตตนหนึ่ง ดังนี้.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี ยังมีบุรุษเปลี้ยคนหนึ่งเป็นผู้ฉลาดในการประกอบการดีดกรวด เขาถึงความสำเร็จในศิลปการดีดกรวดนั้น นั่งอยู่ที่โคนต้นไทรใกล้ประตูพระนคร แสดงรูปช้าง ม้า มนุษย์ รถ เรือนยอด ธงและหม้อน้ำเต็มเป็นต้นที่ใบไทรด้วยการดีดกรวด.
พวกเด็กในพระนครให้ทรัพย์หนึ่งมาสกและกึ่งมาสก เพื่อประโยชน์แก่การเล่นของตน ให้เขาแสดงศิลปเหล่านั้นตามความชอบใจ
ภายหลังวันหนึ่ง พระเจ้าพาราณสีเสด็จออกจากพระนครเข้าไปยังโคนต้นไทรนั้น เห็นการจำแนกรูปต่างๆ โดยเป็นรูปช้างเป็นต้นที่แนบสนิทอยู่ที่ใบไทร จึงตรัสถามพวกมนุษย์ว่า ใครหนอกระทำการจำแนกรูปต่างๆ อย่างนี้ที่ใบไทรเหล่านี้.
พวกมนุษย์ชี้ให้ทอดพระเนตรบุรุษเปลี้ยนั้นแล้วทูลว่า บุรุษเปลี้ยนี้กระทำพระเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งให้เรียกบุรุษเปลี้ยนั้นมาแล้วตรัสอย่างนี้ว่า แน่ะพนาย เธออาจเพื่อจะเอามูลแพะใส่ให้เต็มท้องของบุรุษคนหนึ่งผู้ที่เราชี้ให้ ผู้กล่าวอยู่กะพระราชานั้นนั่นแหละ ได้ไหมหนอ.
บุรุษเปลี้ยทูลว่า ได้พระเจ้าข้า.
พระราชาจึงนำบุรุษเปลี้ยนั้นเข้าไปยังพระราชวังของพระองค์ ทรงเบื่อหน่ายปุโรหิตผู้พูดมาก จึงรับสั่งให้เรียกตัวปุโรหิตมา นั่งปรึกษากันในโอกาสที่สงัดกับปุโรหิตนั้น อันแวดล้อมด้วยกำแพงคือม่าน จึงรับสั่งให้เรียกบุรุษเปลี้ยมา.
บุรุษเปลี้ยถือเอามูลแพะประมาณทะนานหนึ่งมา รู้อาการของพระราชา นั่งบ่ายหน้าตรงปุโรหิต เมื่อปุโรหิตนั้นอ้าปาก ได้ดีดมูลแพะทีละก้อนลงที่โคนลำคอของปุโรหิตนั้น ตามช่องกำแพงคือม่าน.
เขาไม่สามารถจะคายออกเพราะความละอาย จึงกลืนลงทั้งหมด.
ลำดับนั้น พระราชาทรงปล่อยให้ปุโรหิตนั้นผู้มีท้องเต็มด้วยมูลแพะไป ด้วยรับสั่งว่า ไปเถอะพราหมณ์ ท่านได้ผลแห่งความเป็นผู้พูดมากแล้ว ท่านจงดื่มน้ำที่ปรุงด้วยผลและเปลือกประยงค์ที่ขยำเป็นต้นแล้วจงถ่ายออก ด้วยอาการอย่างนี้ เธอก็จะมีความสวัสดี.
ก็ด้วยการกระทำของบุรุษเปลี้ยนั้น พระองค์ทรงพอพระทัยได้พระราชทานบ้านส่วย ๑๔ ตำบล.
เธอครั้นได้บ้านส่วย ๑๔ ตำบลแล้ว ทำตนให้คนมีความสุขอิ่มหนำ ทั้งให้คนปริวารชนได้รับความสุขอิ่มหนำ ให้อะไรๆ อันสมควรแก่สมณพราหมณ์เป็นต้น ไม่ทำให้ประโยชน์ปัจจุบันและอนาคตเสื่อมไป เลี้ยงชีพโดยความสุขทีเดียว ทั้งให้บำเหน็จรางวัลแก่คนผู้มายังสำนักตนศึกษาศิลปอยู่.
ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งเข้าไปยังสำนักเขากล่าวอย่างนี้ว่า ดีละอาจารย์ ขอท่านอาจารย์ให้ผมศึกษาศิลปนี้บ้าง กระผมพอแล้วด้วยบำเหน็จและรางวัล.
บุรุษเปลี้ยนั้นให้บุรุษนั้นศึกษาศิลปนั้น.
บุรุษนั้นศึกษาศิลปได้แล้ว ประสงค์จะทดลองศิลป จึงเดินไป เอาเครื่องพิฆาตคือก้อนกรวดทำลายศีรษะของพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่าสุเนตตะผู้นั่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา พระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพานที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั้นนั่นเอง.
พวกมนุษย์รู้เรื่องเข้าจึงเอาก้อนดินเป็นต้น ตีบุรุษนั้นให้สิ้นชีวิตในที่นั้นนั่นเอง.
เขาทำกาละแล้วบังเกิดในอเวจีมหานรก ไหม้อยู่ในนรกหลายพันปี ด้วยเศษแห่งวิบากกรรมนั้นนั่นเอง ในพุทธุปบาทกาลนี้ จึงบังเกิดเป็นเปรตไม่ไกลแต่กรุงราชคฤห์. อันวิบากที่พึงเห็นสมกับกรรมนั้นพึงมี เพราะเหตุนั้น ค้อนเหล็กประมาณหกหมื่นที่กำลังแห่งกรรมซัดขึ้น กระหน่ำบนกระหม่อมทั้งเวลาเช้า เวลาเที่ยงและเวลาเย็น.
เปรตนั้นมีศีรษะฉีกขาด ได้รับเวทนาแสนสาหัส ล้มลงที่ภาคพื้น แต่เมื่อพอค้อนเหล็กปราศไป มันก็มีศีรษะตั้งอยู่ตามปกติ.
ภายหลังวันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะลงจากเขาคิชฌกูฏ เห็นเปรตนั้นจึงสอบถามด้วยคาถานี้ว่า :-
ทำไมหนอ ท่านจึงวิ่งพล่านไปเหมือนคนบ้า เหมือนเนื้อผู้ระแวงภัย ท่านมาร้องอื้ออึงไปทำไม ท่านคงทำบาปกรรมไว้เป็นแน่.
เปรตได้ฟังดังนั้นจึงให้คำตอบด้วยคาถา ๒ คาถาว่า :-
ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นเปรตเสวยทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะกระทำบาปกรรมไว้ จึงจากมนุษยโลกนี้ไปสู่เปตโลก ค้อนเหล็กหกหมื่นครบบริบูรณ์ โดยประการทั้งปวง กระหน่ำบนศีรษะและต่อยศีรษะข้าพเจ้า.
ได้ยินว่า ศีรษะของเปรตนั้นประมาณยอดเขาใหญ่ บังเกิดเพียงพอที่จะให้ค้อนเหล็กหกหมื่นกระหน่ำ. ค้อนเหล็กเหล่านั้นตกลงกระหน่ำศีรษะของเปรตนั้น ไม่เหลือสถานที่เพียงจดที่สุดปลายขนทรายลงได้ เพราะเหตุนั้น เปรตนั้นจึงกระทำเสียงร้องรบกวนอยู่. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ค้อนเหล็กเหล่านั้นกระหน่ำและทุบศีรษะของข้าพเจ้าโดยประการทั้งปวง.
ลำดับนั้น พระเถระเมื่อจะถามกรรมที่เขาทำกะเปรตนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ท่านกระทำกรรมชั่วอะไรไว้ ด้วยกายวาจาใจ เพราะผลแห่งกรรมอะไร ท่านจึงได้รับทุกข์เช่นนี้ อนึ่ง ค้อนเหล็กหกหมื่นครบบริบูรณ์โดยประการทั้งปวงกระหน่ำบนศีรษะ และต่อยศีรษะของท่าน เพราะผลกรรมอะไร.
เปรตเมื่อจะบอกกรรมที่ตนทำแก่พระเถระนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง นามว่าสุเนตตะ มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว ผู้หาภัยแต่ที่ไหนมิได้ นั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้ ข้าพเจ้าได้ต่อยศีรษะของท่านแตก ด้วยการดีดก้อนกรวด เพราะผลแห่งกรรมนั้น ข้าพเจ้าจึงได้รับทุกข์เช่นนี้ ค้อนเหล็กหกหมื่นครบบริบูรณ์ โดยประการทั้งปวง จึงตกลงบนศีรษะข้าพเจ้า และต่อยศีรษะข้าพเจ้า.
พระเถระครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงว่า บัดนี้ เธอได้รับผลนี้แห่งกรรมเก่าอันสมควรแก่กรรมที่ตนกระทำนั่นเอง จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-
แน่ะบุรุษชั่ว ค้อนเหล็กหกหมื่น ครบบริบูรณ์โดยประการทั้งปวง กระหน่ำบนศีรษะและต่อยศีรษะของท่าน เพราะเหตุอันสมควรแก่ท่านแล้ว.
ท่านแสดงไว้ว่า ผลนี้สมควรแท้แก่บาปกรรมที่ท่านผู้ผิดในพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น กระทำแล้ว น้อมนำเข้าไปหาท่าน เพราะฉะนั้น ผลแห่งบาปกรรมนั่นแหละอันใครๆ จะเป็นเทวดา มาร พรหม หรือแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตาม จะพึงป้องกันมิได้เลย.
ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จากนั้นจึงเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนคร กระทำภัตตกิจเสร็จแล้ว ในเวลาเย็นจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว จึงทรงประกาศคุณานุภาพแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้า และความไม่ดูหมิ่นกรรม. มหาชนเกิดความสังเวชละบาปกรรมแล้ว ได้เป็นผู้ยินดีในบุญมีทานเป็นต้นฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสัฏฐิกูฏเปตวัตถุที่ ๑๖
-----------------------------------------------------