"ในยามที่ท้อแท้ขอเพียงแค่คนหนึ่ง ที่คิดถึงและคอยห่วงใย" เพลงของวงโฮปผุดขึ้นมาในหัวเมื่อเวลาที่เรารู้สึกแย่และท้อถอย เมื่อครั้งเกิดวิกฤตเศราฐกิจในประเทศไทย 2540 ใหม่ๆ จำได้ว่ามีผู้คนมากมายที่ล้มเหลวทางธุรกิจ ตกงาน ถูกปลดจากงาน ทำใจไม่ได้ ปลิดชีวิตตนเองก็หลายคน น่าเสียดายมาก ในช่วงนั้นมีแนวคิดที่ให้คนกลับไปอยู่บ้านอย่างมีความสุขและเริ่มสนับสนุนให้ภาคชนบทมีความแข็งแรงเพื่อรับคนอกหักกลับบ้านให้ได้

ดิฉันจำได้ว่ามีเพื่อนรุ่นพี่หลายคนที่ได้รับผลกระทบด้วยการปลดออกจากงาน บางคนก็โดนลดวันทำงาน กลับมานั่งฟุ้งซ่านอยู่กับบ้าน แรกๆเหมือนยังปรับตัวกับบ้านนอกที่เคยอยู่ไม่ได้ แต่ด้วยสายใยความรักและความเข้าใจที่ภาคชนบมทีให้เปรียบเสมือนสาวบ้านนาที่พร้อมให้อภัยหน่มเมืองยังไงยังงั้น ในช่วงนั้นมีการพูดถึง เครือข่ายความมั่นคงทางสังคม หรือ social safety net มีการระดมสมองกันประมาณ ปี 2543 เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ภาคชนบทและเมืองโดยสร้างโครงสร้างทางสังคม "เครือข่าย" ขึ้นมาเพื่อเป็นตาข่ายรับคนที่อาจพลาดตกลงมา โดยเครือข่ายนี้จะแข็งแรงได้ด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับทุนทางสังคม

เวลาผ่านมา 5 ปี ในปี 2548 เราได้มีการพัฒนาตัวชี้วัดทุนทางสังคมมากขึ้น มีกลยุทธ์มากมายที่จะสร้างทุนทางสังคม ซึ่งเมื่อดิฉันอ่านๆบทความบางแห่งก็รู้สึกประหลาดใจนิดๆว่าแนวคิดนี้ในประเทศไทยเริ่มออกห่างไกลจากเมื่อต้นกำเนิด

ความรู้ใหม่มักเกิดในภาวะวิกฤต...

ทุนทางสังคมเกิดขึ้นในอเมริกาเพื่อกระทบกระทั่งว่าสังคมของอเมริกันชนช่างปัจเจกชนสูง จนลืมบทบาทการดูและประเด้นสาธารณะร่วมกัน เช่น การศึกษา (เจมส์ โคลแมน) การเมือง (โรเบิร์ต ดี พัทนัม) ทุนทางสังคมเกิดในประเทศไทย ในภาวะที่คนกำลังล้มจากระบบทุนนิยมทำลายล้าง

วันนี้ เรากำลังอยู่ในขั้นกระบวนการพัฒนาทุนทางสังคม แต่เราพัฒนาเพื่อเป็นทุนเริ่มต้นสำหรับคนอกหัก หรือเรากำลังพัฒนาทุนทางสังคมให้เป็นปัจจัยเพื่อความรำรวย เหมือนครั้งหนึ่งมนุษย์รู้จักใช้ธรรมชาติเพื่อความอยู่รอด แต่ปัจจุบันมนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อตอบสนองความโลภ ต้องระวังให้ดี

สองสามวันก่อน ดิฉันตกอยู่ในภวังค์ไม่สบายใจ ก็พยายามคิดจะดับความทุกข์นั้นอย่างไร ก็เลยนึกถึงพ่อแม่พี่น้อง ญาติมิตร และธรรมะ ก็ได้พุดคุยและอ่านมากขึ้น เลยหวนกลับไปนึกว่า อืม... 

ญาติและเพื่อนที่ดีเป็นทุนเริ่มต้นสำหรับการลุกขึ้นยืนใหม่อีกครั้งเสมอ