ระหว่างนั่งฟังการประชุม SAB (Scientific Advisory Board) ของ SiCORE Cancer เช้าวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘   ผมค่อยๆ มองเห็นพลวัตของวิธีคิดหรือมุมมอง (mindset) ในโรงเรียนแพทย์   ที่แยกระหว่าง วิทยาศาสตร์พื้นฐาน (basic science)  กับวิทยาศาสตร์คลินิก (clinical science)    ที่แยกกันชัดเจนมากสมัยผมเป็นนักศึกษาแพทย์    และมีวิวัฒนาการหลายด้านในช่วง ๖๐ ปี   

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดคือ เวลานี้มีอาจารย์แพทย์ทางคลินิกจำนวนมากเรียนต่อด้านวิชาการพื้นฐาน และได้รับปริญญาเอก  รวมทั้งได้รับวุฒิบัตรแพทย์เฉพาะทางด้วย   แต่เมื่ออาจารย์แพทย์เหล่านี้กลับมาทำงานที่ศิริราช ก็โดนงานบริการผู้ป่วยดึงดูดไว้    ทำให้ห่างจากงานวิจัยไป   

นอกจากปริมาณงานบริการที่มากและดึงดูด   ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายมิติ ที่ไม่ส่งเสริมให้อาจารย์แพทย์ทางคลินิกทำงานวิจัยเชิงพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพ  ความเจ็บป่วย หรือโรค   

กล่าวด้วยภาษาด้านการเรียนรู้   โรงเรียนแพทย์ไทย ยังใช้พลังของ Experiential Learning ในระบบบริการผู้ป่วย    เชื่อมโยงสู่การตั้งโจทย์วิจัย น้อยไป    โรงเรียนแพทย์ไทยยังขาดระบบใช้ talent เพื่อทำประโยชน์ยิ่งใหญ่ให้แก่สังคม 

หากจะให้โรงเรียนแพทย์ไทย ทำประโยชน์ต่อสังคม ในลักษณะที่ขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย   ให้มีการพัฒนานวัตกรรมจากการปฏิบัติงานในระบบสุขภาพไทยเอง    โรงเรียนแพทย์ต้องปรับระบบงาน ระบบแรงจูงใจ และระบบทรัพยากรสนับสนุน ให้จูงใจคนเก่งและมีประสบการณ์สูง  ไปทำงานเชิงพัฒนาระบบ โดยลดงานให้บริการ ไปทำงานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมมากขึ้น   อาจารย์ทางคลินิกอาวุโส และเก่งเป็นพิเศษ ควรได้ทำหน้าที่หัวหน้าทีมวิจัยลงลึกด้านชีวการแพทย์เฉพาะเรื่อง โดยร่วมมือกับอาจารย์ทางปรีคลินิกด้านนั้นๆ  หรือวิจัยแนวกว้างเชิงพัฒนาระบบสุขภาพองค์รวมเกี่ยวกับโรคที่ท่านชำนาญ  โดยร่วมมือกับทีมให้บริการทั้งระดับตติยภูมิ ทุติยภูมิ และปฐมภูมิ รวมทั้งระดับชุมชน   ซึ่งหมายความว่า เข้าไปหนุนการพัฒนาระบบสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคนั้นๆ   

ผมอยากเห็นพัฒนาการเชิงระบบของโรงเรียนแพทย์   ที่เริ่มจากการตั้งโจทย์ว่า ใน ๒๐ - ๓๐ ปีข้างหน้า โรงเรียนแพทย์ไทยควรมีโครงสร้างอย่างไร    ทำบทบาทอะไรบ้าง    ต่างจากในสภาพปัจจุบันอย่างไร   ความร่วมมือในการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีระหว่างอาจารย์ทางคลินิก กับอาจารย์ทางปรีคลินิกควรอยู่ในสภาพอย่างไร   ควรมีการจัดการสินทรัพย์ด้านข้อมูลผู้ป่วย เพื่อใช้สร้างความรู้และพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไร 

วิจารณ์ พานิช

๒๘ ก.ค. ๖๘