คณเปตวัตถุ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๑๐. คณเปตวัตถุ
เรื่องเปรตคณะหนึ่ง
(พระมหาโมคคัลลานเถระถามเปรตทั้งหลายว่า)
[๗๘๒] พวกท่านเปลือยกาย มีร่างกายผ่ายผอม มีผิวพรรณและรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ซูบผอม มีร่างกายสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น มีซี่โครงผุดขึ้น ท่านผู้นิรทุกข์ พวกท่านเปลือยกายเป็นใครกันหนอ
(เปรตทั้งหลายตอบว่า)
[๗๘๓] พระคุณเจ้าผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นเปรตตกยาก เกิดในยมโลก เพราะทำกรรมชั่วไว้ จึงต้องจากโลกนี้ไปยังเปตโลก
(พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า)
[๗๘๔] พวกท่านได้ทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจอะไรไว้หรือ เพราะผลกรรมอะไรท่านทั้งหลายจึงต้องจากโลกนี้ไปยังเปตโลก
(เปรตเหล่านั้นตอบว่า)
[๗๘๕] เมื่อสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้เป็นเหมือนท่าน้ำซึ่งไม่มีใครหวงห้าม พวกข้าพเจ้า(มีความตระหนี่)จึงเก็บทรัพย์เพียงครึ่งมาสกไว้ เมื่อไทยธรรมมีอยู่ก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน (ให้ทาน)
[๗๘๖] พวกข้าพเจ้ากระหายน้ำ จึงเข้าไปใกล้แม่น้ำ แม่น้ำกลับกลายเป็นว่างเปล่าไป ในเวลาร้อน พวกข้าพเจ้าเข้าไปใกล้ร่มไม้ ร่มไม้กลับกลายเป็นแดดไป
[๗๘๗] ทั้งลมก็ร้อนเหมือนไฟ พัดฟุ้งเผาพวกข้าพเจ้าไป พระคุณเจ้าผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าสมควรเสวยทุกข์อันมีความ กระหายเป็นต้นนี้ และทุกข์อย่างอื่นที่หนักกว่านั้น
[๗๘๘] อนึ่งพวกข้าพเจ้าหิวโหย อยากอาหาร พากันเดินทางไปหลายโยชน์ ก็ไม่ได้อาหารเลย จึงพากันกลับมา พวกข้าพเจ้าช่างมีบุญน้อยเสียจริงหนอ
[๗๘๙] พระคุณเจ้าผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าหิวโหยอิดโรย เป็นลมล้มสลบลงที่พื้นดิน บางครั้งล้มหงายกลิ้งไป บางครั้งก็ล้มคว่ำ
[๗๙๐] อนึ่งพวกข้าพเจ้านั้นสลบล้มอยู่ที่พื้นดินนั้นเอง หน้าอกและศีรษะก็กระทบกันและกัน พวกข้าพเจ้าช่างมีบุญน้อยเสียจริงหนอ
[๗๙๑] พระคุณเจ้าผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าควรจะเสวยทุกข์ มีความกระหายเป็นต้นนี้ และทุกข์อย่างอื่นที่หนักกว่านั้น เพราะเมื่อไทยธรรมมีอยู่ ก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน
[๗๙๒] อนึ่ง พวกข้าพเจ้านั้นจากเปตโลกนี้ไปแล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักรู้ความประสงค์ของผู้ขอ สมบูรณ์ด้วยศีล และทำกุศลให้มากเป็นแน่
คณเปตวัตถุที่ ๑๐ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔
๑๐. คณเปตวัตถุ
อรรถกถาคณเปตวัตถุที่ ๑๐
เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเปรตเป็นอันมาก ดังนี้.
ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี มนุษย์เป็นอันมาก เป็นคณะ ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส มีจิตถูกมลทินคือความตระหนี่กลุ้มรุม เป็นผู้เบือนหน้าต่อสุจริตมีทานเป็นต้น มีชีวิตอยู่นาน เพราะกายแตกตายไป จึงบังเกิดในกำเนิดเปรต ใกล้พระนคร.
ภายหลังวันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะกำลังเดินบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี เห็นพวกเปรตในระหว่างทาง จึงถามด้วยคาถาว่า :-
พวกท่านเปลือยกาย มีรูปร่างผิวพรรณน่าเกลียด ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ผอมจนเห็นแต่ซี่โครงเช่นนี้ แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ พวกท่านเป็นใคร หนอ?
เปรตได้ฟังดังนั้นจึงพากันประกาศความที่ตนเป็นเปรตด้วยคาถาว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นเปรตเสวยทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะกระทำกรรมชั่วไว้ จึงจากมนุษยโลกไปสู่เปตโลก ดังนี้
ถูกพระเถระถามถึงกรรมที่เขาทำไว้อีก ด้วยคาถาว่า :-
ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ ด้วยกายวาจาและใจ เพราะผลแห่งกรรมอะไร พวกท่านจึงจากมนุษยโลกไปสู่เปตโลก.
จึงได้กล่าวกรรมที่ตนทำด้วยคาถาว่า :-
เมื่อสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นที่พึ่งอันหาโทษมิได้มีอยู่ ข้าพเจ้าทั้งหลายมิได้ก่อสร้างกุศลไว้แม้เพียงกึ่งมาสก เมื่อไทยธรรมมีอยู่ ก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน พวกข้าพเจ้าหิวน้ำจึงเข้าไปใกล้แม่น้ำ แม่น้ำกลับกลายเป็นว่างเปล่าไป เมื่อเวลาร้อน พวกข้าพเจ้าเข้าไปสู่ร่มไม้ร่มไม้กลับกลายเป็นแดดแผดเผาไป และลมมีสีดังไฟแผดเผาพวกข้าพเจ้า ฟุ้งไป ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าควรจะเสวยทุกข์ อันมีความกระหายเป็นต้นนี้ และทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้ากว่าทุกข์นั้น
อนึ่ง พวกข้าพเจ้าเป็นผู้ถูกความหิวแผดเผาแล้ว อยากอาหาร พากันไปสิ้นทางหลายโยชน์ ก็ไม่ได้อาหารอะไรๆ เลย จึงพากันกลับมา
พวกข้าพเจ้านี้หาบุญมิได้หนอ เมื่อมีความหิวโหยอิดโรยมากขึ้น ก็พากันล้มสลบลงที่พื้นดิน บางคราวก็ล้มนอนหงาย บางคราวก็ล้มคว่ำ ดิ้นรนไปมา ก็พวกข้าพเจ้านั้นสลบอยู่ที่พื้นดิน ตรงที่ล้มอยู่นั่นเอง เอาศีรษะชนหน้าอกกันและกัน พวกข้าพเจ้านี้หาบุญมิได้หนอ
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าควรที่จะเสวยทุกข์ มีความกระหายเป็นต้นนี้ และทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้ากว่าทุกข์นั้น เพราะเมื่อไทยธรรมมีอยู่ พวกข้าพเจ้าก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน ก็พวกข้าพเจ้านั้นไปจากที่นี้ ได้กำเนิดเป็นมนุษย์จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล จักทำกุศลให้มากแน่ๆ.
พระเถระกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. มหาชนฟังธรรมนั้นแล้วละมลทินคือความตระหนี่ ได้เป็นผู้ยินดีสุจริตมีทานเป็นต้น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาคณเปตวัตถุที่ ๑๐
-----------------------------------------------------