บทความยอดนิยมล่าสุดได้ผสานรวมผลงานวิจัยยาวนานหลายทศวรรษเข้ากับประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อตอกย้ำถึงคุณูปการอันมหาศาลของการใช้เวลากลางแจ้งที่มีต่อสุขภาพจิตที่ดีขึ้น (Lithub: บทความเรื่องการปรับปรุงชีวิตด้วยการออกไปข้างนอก) ด้วยการเล่าเรื่องราวชีวิตของนักจิตวิทยาควบคู่ไปกับผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ชิ้นงานนี้ได้ฉายภาพชัดถึงความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติกับการฟื้นฟูจิตใจและร่างกาย

ประเด็นนี้ทวีความสำคัญยิ่งขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ปัญหาสุขภาพจิตกำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ผลสำรวจของ Gallup ระบุว่า 29% ของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นอัตราที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Gallup: รายงานอัตราโรคซึมเศร้าในสหรัฐฯ)

นักวิจัยพบว่าการใช้เวลากลางแจ้งสัมพันธ์โดยตรงกับการพัฒนาสมาธิ อารมณ์ที่มั่นคงขึ้น และการลดลงของสัญญาณทางกายภาพที่บ่งชี้ความเครียด หลักฐานเหล่านี้ได้มาจากการทดลองทั้งในห้องปฏิบัติการและในสภาพแวดล้อมจริง (PubMed: งานวิจัยเรื่องประโยชน์ทางปัญญาจากการสัมผัสธรรมชาติ; PMC: การศึกษาเรื่องการสัมผัสธรรมชาติที่ช่วยการรับรู้และอารมณ์ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าใหญ่) บทความนี้จะเจาะลึกบทสรุปจากงานเขียนดังกล่าวและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่รองรับ พร้อมสำรวจบทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้

พลังแห่งธรรมชาติ: เรื่องเล่าและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยชิคาโกได้ถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัวถึงช่วงเวลาที่การเดินกลางแจ้งช่วยบรรเทาความทุกข์ใจของเขาได้อย่างน่าอัศจรรย์ (Lithub: บทความเรื่องการปรับปรุงชีวิตด้วยการออกไปข้างนอก) เรื่องเล่านี้ได้ถูกนำมาเชื่อมโยงกับการทดลองอันยาวนานของเขาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความสนใจกับธรรมชาติ ซึ่งมีการเปรียบเทียบสภาพแวดล้อมในเมืองกับพื้นที่ธรรมชาติ

หนึ่งในการทดลองที่โดดเด่นคือ “A Walk in the Park” ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2008 การศึกษาดังกล่าวพบว่าการเดินระยะสั้นๆ ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการจดจ่อได้อย่างมีนัยสำคัญ (PubMed: งานวิจัยเรื่องประโยชน์ทางปัญญาจากการสัมผัสธรรมชาติ) นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นที่ทดสอบกับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง และพบว่าการเดินในธรรมชาติช่วยให้อารมณ์และการทำงานของการรับรู้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (PMC: การศึกษาเรื่องการสัมผัสธรรมชาติที่ช่วยการรับรู้และอารมณ์ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าใหญ่)

นักวิทยาศาสตร์อธิบายผลลัพธ์เหล่านี้ด้วย “ทฤษฎีการฟื้นฟูความสนใจ” (Attention Restoration Theory) ซึ่งชี้ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติช่วยฟื้นฟูความสามารถในการจดจ่อที่ถูกใช้งานหนักจนเหนื่อยล้า (PubMed: งานวิจัยเรื่องประโยชน์ทางปัญญาจากการสัมผัสธรรมชาติ)

บทความดังกล่าวยังยกตัวอย่างวัฒนธรรมจากนอร์เวย์และฟินแลนด์ที่นำแนวคิดนี้มาใช้ได้อย่างน่าสนใจ แนวคิด “Friluftsliv” ของนอร์เวย์ หมายถึงการใช้ชีวิตกลางแจ้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้ที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งในนอร์เวย์ได้กล่าวถึงความพยายามที่จะรวมผู้คนทุกกลุ่มให้เข้ามามีส่วนร่วมกับแนวคิดนี้ (Lithub: บทความเรื่องการปรับปรุงชีวิตด้วยการออกไปข้างนอก; The Guardian: บทความเรื่องความลับของนอร์เวย์: Friluftsliv ช่วยสุขภาพและความสุขอย่างไร) ส่วนฟินแลนด์มีพฤติกรรม เช่น การแช่น้ำเย็นทุกวัน การบำบัดด้วยป่า และวัฒนธรรมซาวน่า ซึ่งบทความเชื่อมโยงพฤติกรรมเหล่านี้กับแนวคิด “Sisu” อันเป็นรากฐานของความอดทนและยืดหยุ่นของชาวฟินแลนด์ (Lithub: บทความเรื่องการปรับปรุงชีวิตด้วยการออกไปข้างนอก)

งานวิจัยเรื่องธรรมชาติกับสุขภาพจิตได้ขยายวงกว้างไปหลายประเทศและใช้วิธีการศึกษาที่หลากหลาย แต่ผลลัพธ์กลับแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่สอดคล้องกันต่อสมาธิและอารมณ์ (PubMed: งานวิจัยเรื่องประโยชน์ทางปัญญาจากการสัมผัสธรรมชาติ; PMC: การศึกษาเรื่องการสัมผัสธรรมชาติที่ช่วยการรับรู้และอารมณ์ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าใหญ่) นักวิทยาศาสตร์ใช้แบบทดสอบความจำและความคิดเพื่อวัดสมาธิ และใช้แบบสอบถามมาตรฐานในการประเมินอารมณ์ นอกจากนี้ มาตรวัดทางสรีรวิทยายังแสดงการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก โดยผู้เข้าร่วมรายงานอัตราการเต้นของหัวใจลดลงและระดับฮอร์โมนความเครียดต่ำลงหลังใช้เวลากลางแจ้ง

เจ้าของบทความยังได้แบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง โดยระบุว่าการเดินกลางแจ้งช่วยลดการครุ่นคิดซ้ำๆ และทำให้ความคิดในการวางแผนต่างๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น (Lithub: บทความเรื่องการปรับปรุงชีวิตด้วยการออกไปข้างนอก) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการใช้เวลาในธรรมชาติเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ สามารถเป็นส่วนเสริมที่มีประสิทธิภาพให้กับการดูแลรักษาทางคลินิกและการบำบัด

บทเรียนสำหรับประเทศไทย: สุขภาพจิตและการเข้าถึงธรรมชาติ

รายงานของ Gallup เผยว่าความต้องการบริการสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015 และยิ่งพุ่งสูงขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 (Gallup: รายงานอัตราโรคซึมเศร้าในสหรัฐฯ) ประเทศไทยเองก็เผชิญกับแรงกดดันที่คล้ายกันจากความเครียดในเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ องค์การอนามัยโลกประมาณการว่าประชากรไทยราว 1.5 ล้านคนมีอาการซึมเศร้า (WHO ประเทศไทย: การสร้างการรับรู้เรื่องการป้องกันและควบคุมซึมเศร้า)

แบบสำรวจสุขภาพและงานวิจัยในระดับมหาวิทยาลัยของไทยยังชี้ให้เห็นถึงอัตราความเครียดและอาการซึมเศร้าที่สูงในกลุ่มเยาวชน (Cambridge Core: การศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าในนิสิตนักศึกษาไทยทั่วประเทศ; Tobacco Induced Diseases: สรุปการสำรวจสุขภาพแห่งชาติ 2019–2020) แม้ประเทศไทยจะมีพื้นที่สีเขียวในชนบทอย่างกว้างขวาง แต่ในเขตเมืองกลับพบว่าการเข้าถึงธรรมชาติใกล้บ้านลดลง เนื่องจากการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว (Lithub: บทความเรื่องการปรับปรุงชีวิตด้วยการออกไปข้างนอก)

แม้กรุงเทพมหานครจะมีสวนสาธารณะหลายแห่ง แต่การกระจายตัวของพื้นที่สีเขียวยังคงไม่เท่าเทียมกันในแต่ละเขต ชุมชนที่ด้อยโอกาสมักขาดแคลนร่มเงาและสวนหย่อมขนาดเล็กในละแวกบ้าน (ข้อมูลการกระจายพื้นที่สีเขียวในเมืองแตกต่างตามแหล่งข้อมูล)

ในทางกลับกัน วัฒนธรรมไทยบางแง่มุมกลับเอื้อต่อการใช้เวลาในที่โล่งแจ้ง เช่น วัดหลายแห่งมักมีสวนหรือพื้นที่เปิดโล่งสำหรับเดินและทำสมาธิ (Lithub: บทความเรื่องการปรับปรุงชีวิตด้วยการออกไปข้างนอก) รวมถึงวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับครอบครัว ซึ่งส่งเสริมให้มีการวางแผนไปเที่ยวสวนหรือชายหาดเป็นประจำร่วมกัน (Lithub: บทความเรื่องการปรับปรุงชีวิตด้วยการออกไปข้างนอก)

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติ

บทความต้นฉบับได้แนะนำกิจกรรมง่ายๆ เช่น การพูดคุยกับต้นไม้ หรือการเดินริมน้ำ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยปรับเปลี่ยนจุดโฟกัสและลดการครุ่นคิดซ้ำๆ ได้ (Lithub: บทความเรื่องการปรับปรุงชีวิตด้วยการออกไปข้างนอก) การประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ในบริบทของไทยสามารถทำได้หลายระดับ:

  • สำหรับผู้กำหนดนโยบาย: ควรขยายการเข้าถึงธรรมชาติในเขตเมือง โดยสนับสนุนการสร้างสวนชุมชนและเส้นทางสีเขียวที่เชื่อมโยงแต่ละย่าน ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่สาธารณะสีเขียวให้คนเมืองได้เข้าถึง (Lithub: บทความเรื่องการปรับปรุงชีวิตด้วยการออกไปข้างนอก)
  • สำหรับโรงเรียน: ควรกำหนดบทเรียนกลางแจ้งและเพิ่มเวลาพักเล่นนอกอาคาร การเรียนรู้นอกห้องเรียนพิสูจน์แล้วว่าช่วยพัฒนาสมาธิ สุขภาพกาย และทักษะทางสังคมของนักเรียน
  • สำหรับโรงพยาบาลและคลินิก: สามารถนำแนวคิด “ใบสั่งยาเขียว” (green prescriptions) มาใช้ โดยเชื่อมโยงผู้ป่วยเข้ากับสวนสาธารณะหรือโครงการธรรมชาติในชุมชน เพื่อส่งเสริมการบำบัดฟื้นฟู
  • สำหรับนายจ้าง: ควรส่งเสริมการพักผ่อนกลางแจ้งและการจัดประชุมแบบเดิน (walking meetings) การสัมผัสธรรมชาติสั้นๆ เหล่านี้ช่วยเพิ่มสมาธิและสุขภาวะของพนักงาน
  • สำหรับกลุ่มชุมชน: สามารถจัดกิจกรรมเดินนำชมธรรมชาติสำหรับผู้สูงอายุและเยาวชนได้ โปรแกรมเหล่านี้จะช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมทางสังคมและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน (The Guardian: บทความว่าด้วย Friluftsliv ของนอร์เวย์)
  • สำหรับแคมเปญสาธารณสุข: ควรมุ่งเน้นขั้นตอนง่ายๆ ที่มีหลักฐานรองรับ แสดงให้เห็นว่าการเดินระยะสั้นๆ ก็สามารถปรับปรุงอารมณ์และสมาธิได้จริง (PubMed: งานวิจัยเรื่องประโยชน์ทางปัญญาจากการสัมผัสธรรมชาติ)
  • สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ: ควรมองว่าการใช้เวลาในธรรมชาติเป็นส่วนเสริมการรักษา และประเมินการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวของผู้ป่วยในระหว่างการให้คำปรึกษา (PMC: การศึกษาเรื่องการสัมผัสธรรมชาติที่ช่วยการรับรู้และอารมณ์ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าใหญ่)

ทิศทางงานวิจัยและการประยุกต์ใช้ในอนาคต

นักวิจัยยังคงต้องกำหนดปริมาณและรูปแบบการสัมผัสธรรมชาติให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยจำเป็นต้องมีข้อมูลว่าเวลาและความถี่แบบใดเหมาะสมที่สุดในการให้ประโยชน์สูงสุด (PubMed: งานวิจัยเรื่องประโยชน์ทางปัญญาจากการสัมผัสธรรมชาติ) นอกจากนี้ งานศึกษาในอนาคตควรสำรวจว่าลักษณะเฉพาะของธรรมชาติประเภทใดที่สำคัญ เช่น ต้นไม้ น้ำ เสียงนก หรือเส้นทางเดิน (PMC: การศึกษาเรื่องการสัมผัสธรรมชาติที่ช่วยการรับรู้และอารมณ์ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าใหญ่) สำหรับประเทศไทย ควรมีการทดลองที่ครอบคลุมประชากรหลากหลายกลุ่ม เช่น ผู้อยู่อาศัยในเมือง ผู้สูงอายุ และเยาวชน เพื่อให้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงกับบริบทไทย

การเข้าถึงธรรมชาติอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพจิต เพราะพื้นที่สีเขียวในชุมชนเป็นประโยชน์ที่มีต้นทุนต่ำและสามารถเข้าถึงได้หลายครัวเรือน บทความต้นฉบับยังยกตัวอย่างนโยบายระดับชาติจากนอร์เวย์และฟินแลนด์ที่ส่งเสริมการเข้าถึงธรรมชาติ ซึ่งประเทศไทยสามารถปรับรูปแบบเหล่านี้ให้เข้ากับบริบทและวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ เช่น การใช้พื้นที่วัด ริมแม่น้ำ และป่าชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Lithub: บทความเรื่องการปรับปรุงชีวิตด้วยการออกไปข้างนอก; The Guardian: บทความว่าด้วย Friluftsliv ของนอร์เวย์)

งานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญที่ถูกอ้างถึงในบทความได้ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับชีวิตประจำวัน โดยผู้นำกิจกรรมกลางแจ้งในนอร์เวย์ยังเน้นย้ำถึงความครอบคลุมในแนวคิด “Friluftsliv” โดยมุ่งรวมทั้งผู้พิการและผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงกิจกรรมกลางแจ้งได้ (Lithub: บทความเรื่องการปรับปรุงชีวิตด้วยการออกไปข้างนอก) งานวิจัยในห้องปฏิบัติการเองก็ช่วยทดสอบผลการรักษาที่ไม่ใช้ยา โดยใช้การทดลองแบบสุ่มและแบบทดสอบอารมณ์เพื่อวัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน (PubMed: งานวิจัยเรื่องประโยชน์ทางปัญญาจากการสัมผัสธรรมชาติ; PMC: การศึกษาเรื่องการสัมผัสธรรมชาติที่ช่วยการรับรู้และอารมณ์ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าใหญ่)

เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของคนไทย:

  • คลินิกต่างๆ สามารถแนะนำผู้ป่วยให้ใช้พื้นที่สีเขียวใกล้บ้าน โดยจัดทำแผนที่สวนสาธารณะและเส้นทางเดินในพื้นที่
  • นักผังเมือง สามารถออกแบบเส้นทางสีเขียวที่เชื่อมต่อสวนสาธารณะและลำคลองเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่สำหรับการเดินและให้ร่มเงา
  • องค์กรท้องถิ่น สามารถปลูกต้นไม้ริมถนนและคูคลอง เพื่อช่วยลดความร้อนและทำให้การเดินกลางแจ้งน่ารื่นรมย์ยิ่งขึ้น
  • โรงเรียนทั่วประเทศ สามารถปลูกสวนในบริเวณโรงเรียน เพื่อให้เด็กๆ ได้สัมผัสธรรมชาติในชีวิตประจำวัน
  • สถานดูแลผู้สูงอายุ ควรจัดสร้างสวนสัมผัสที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อช่วยลดความสับสนและบรรเทาความเหงาในกลุ่มผู้สูงอายุ
  • ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ควรส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นและการอนุรักษ์ไปพร้อมกัน

แคมเปญสาธารณะควรเน้นแนวทางที่ทำได้ง่ายและปลอดภัย โดยกระตุ้นให้ผู้คนเริ่มต้นจากการเดินเพียง 10 นาทีในสวนใกล้บ้าน การเชื่อมโยงข้อความด้านสุขภาพกับการใช้เวลาในธรรมชาติเข้ากับวัฒนธรรมไทย เช่น การเดินจงกรมหรือการไปวัด จะช่วยให้แนวคิดนี้เป็นที่ยอมรับได้ง่ายขึ้น

นักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายควรมีการวัดผลลัพธ์อย่างสม่ำเสมอ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอัตราซึมเศร้า ระดับสมาธิ และการใช้บริการสุขภาพ เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถขยายผลได้ อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาความเสี่ยงจากการอยู่กลางแจ้งด้วย เช่น ความร้อน มลพิษทางอากาศ หรือพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งอาจจำกัดประโยชน์ที่ได้รับ เมืองต่างๆ จึงต้องมีการควบคุมมลพิษควบคู่ไปกับการเข้าถึงพื้นที่สีเขียว เพื่อให้การใช้เวลากลางแจ้งเกิดประโยชน์สูงสุด

บทความนี้กระตุ้นให้เกิดความถ่อมตนและความอยากรู้อยากเห็น โดยชี้ให้เห็นว่านิสัยเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ (Lithub: บทความเรื่องการปรับปรุงชีวิตด้วยการออกไปข้างนอก)

สำหรับคนไทยทุกคน เราสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ:

  • สำหรับครอบครัว: ลองเดินเล่นในสวนใกล้บ้านพร้อมหน้ากันในสัปดาห์นี้
  • สำหรับนักเรียน: พยายามอ่านหนังสือหรือพักผ่อนใต้ต้นไม้เมื่อมีโอกาส
  • สำหรับคนทำงาน: ลองเดินสั้นๆ 5-10 นาทีในช่วงกลางวัน
  • สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ: ลองสอบถามผู้ป่วยเกี่ยวกับการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวในชีวิตประจำวัน
  • สำหรับผู้กำหนดนโยบาย: จัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างสวนสาธารณะและเพิ่มการเข้าถึงธรรมชาติอย่างเป็นธรรมในเขตเมือง

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าธรรมชาติเป็นเครื่องมือสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ สามารถเสริมการรักษาและการสนับสนุนทางสังคมได้ (PMC: การศึกษาเรื่องการสัมผัสธรรมชาติที่ช่วยการรับรู้และอารมณ์ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าใหญ่) ประเทศไทยมีทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตกลางแจ้ง เช่น คำสอนทางพุทธศาสนาเรื่องการมีสติ ซึ่งสามารถนำมาผสมผสานกับการเดินป่าหรือการอยู่กับธรรมชาติได้อย่างลงตัว

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำคือการเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการออกไปข้างนอก 10 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในนโยบายของโรงเรียนหรือสถานที่ทำงาน เช่น การกำหนดกิจกรรมนอกอาคารประจำสัปดาห์ จะช่วยให้การเข้าถึงธรรมชาติเป็นเรื่องปกติ แพทย์ควรพิจารณานำการใช้เวลาในธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของแผนการรักษา โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและการเข้าถึง ส่วนผู้นำท้องถิ่นควรจัดทำแผนที่การเข้าถึงพื้นที่สีเขียวในเขตของตน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนปลูกต้นไม้และสร้างสวนหย่อมขนาดเล็กในอนาคต

แม้จะต้องมีการวิจัยในบริบทของไทยเพิ่มเติมเพื่อให้คำแนะนำมีความเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น แต่หลักฐานที่มีอยู่จนถึงขณะนี้ได้สนับสนุนความจริงอันเรียบง่ายที่ว่า การออกไปข้างนอกช่วยยกระดับทั้งจิตใจและร่างกาย (Lithub: บทความเรื่องการปรับปรุงชีวิตด้วยการออกไปข้างนอก; PubMed: งานวิจัยเรื่องประโยชน์ทางปัญญาจากการสัมผัสธรรมชาติ) เรื่องราวนี้ได้เชื่อมโยงการเดินส่วนตัวเข้ากับงานวิจัยระดับโลก และเชิญชวนให้ผู้อ่านทดลองออกไปเดินเล่น เพื่อเป็นการทดลองสุขภาพเล็กๆ ด้วยตัวคุณเอง (Lithub: บทความเรื่องการปรับปรุงชีวิตด้วยการออกไปข้างนอก)