ความพยายาม...งดงามเสมอ
หลายคนคงมีประสบการณ์เหมือนผม..ที่วันนั้น..ถ้าใจไม่สู้ หมดหวัง ขาดแรงผลักดันกายและใจ คงไม่มีวันนี้หรือมีแต่ก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น ความคิดและจิตใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เล่าไว้เพื่อเตือนลูกหลานเผื่อจะนำไปปรับใช้ในการสั่งสอนเยาวชน และใช้เป็นแนวทางพัฒนาตนเอง
ชีวิตที่ขาดการแนะนำ กับการศึกษาเบื้องต้นที่ขาดการแนะแนว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตอนเรียนระดับประถมฯ ผมเรียนดีมาก สอบได้ที่ ๓ ของห้อง คะแนนเฉลี่ยร้อยละ ๘๐ เป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ ป.๑ - ป.๗
แต่พอเรียนสายวิทยาศาสตร์ ชั้นมศ.๑ - มศ.๕ ผมไปไม่รอดเลยจริงๆ ประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้
ในเวลานั้นชอกช้ำระกำใจ ฝืนทนกลืนกล้ำเก็บงำความรู้สึกเอาไว้ แม้จะขยันหมั่นเพียรสักเพียงใด แต่ภายในสมองมันก็ไม่สามารถจดจำและไม่เข้าใจฟิสิกส์ เคมี ชีวะและคณิตศาสตร์ได้เลย
แต่กลับลืมไม่ลง เมื่อต้องสอบซ่อมฟิสิกส์ทุกเทอม กว่าจะได้เกรด ๑ ช่างยากเย็นแสนเข็ญนัก และคณิตศาสตร์แทบไม่รู้จักคำว่าเกรด ๒ ครองอันดับเกือบบ๊วยของห้องอย่างยาวนาน
บางวันสติหลุดไปไม่ตั้งใจเรียนเท่าที่ควร ผมจะพูดคุยเพ้อเจ้อกับเพื่อนในห้อง ทำให้อาจารย์ผู้สอนฟิสิกส์เฆี่ยนตี บางครั้งท่านก็โยนแปรงลบกระดานให้มาตกลงตรงหน้า จนฝุ่นชอร์กฟุ้งกระจายไปทั่ว
พอจบมศ.๕ และรู้จักตัวเองมากพอ จึงเข้าสู่เส้นทางที่เลือกเดิน และชัดเจนกับเป้าหมายของตัวเอง ได้เรียนในวิชาที่ชอบกับสถาบันที่ใช่ ในวิทยาลัยครูพระนคร บางเขน
เริ่มต้นการเรียนรู้อย่างมีความสุขตลอด ๔ ปี แม้จะมีปัญหาการเงินบ้าง แต่อาจารย์ที่ปรึกษาก็ช่วยเกื้อหนุนให้ผมเดือนละ ๒๐๐ บาท ผมได้เพิ่มอีกสัปดาห์ละ ๕๐ บาท เมื่อไปช่วยบรรณารักษ์จัดหนังสือที่ห้องสมุดในช่วงเย็น
เส้นทางแห่งความฝันของผมยังคงพรั่งพรูอยู่ในลำคลอง ตอนนั้นต้องนั่งเรือหางยาวจากบางบัวทองมาขึ้นที่ท่าน้ำปากเกร็ด ผักตบชวาในคลองยังมีไม่มากเหมือนปัจจุบัน แต่ผมไม่มีเวลาหันซ้ายหันขวา ก้มหน้าดูหนังสือตลอด
ผมจะเงยหน้าต่อเมื่อเรือขับผ่านบ้านเพื่อนหลังใหญ่มีศาลาท่าน้ำอันสวยงาม หลังบ้านเป็นสวนผลไม้กว้างขวาง ผมไม่เคยสักครั้งที่จะเปรียบเทียบกับบ้านพักห้องแถวโทรมๆของชลประทาน บ้านที่ผมพักอยู่กับพ่อและแม่
ไม่มีใครสอนผมว่าอย่าเอามาตรฐานของคนอื่นมาเป็นมาตรฐานของชีวิตเรา และตอนนั้นไม่รู้จัก MINDSETใดๆให้ต้องคิด นอกจากฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง แต่ไม่รู้เลยว่าจะไปให้ถึงไหน รู้แต่ว่าชีวิตต้องเดินหน้าศึกษาเรียนรู้อย่างจริงจัง
จนจบป.ตรี สอบบรรจุได้ในปี ๒๕๒๙ ทำงานได้ ๒ ปี ก็ลาศึกษาต่อป.โท ผมยังคงพักห้องแถวเหมือนเดิม แต่ทอดทิ้งลำคลองเพราะเรือหางยาวไม่มีแล้ว ต้องนั่งรถเมล์สามต่อ ขึ้นลงรถจนเหนื่อยกว่าจะถึง มศว.ประสานมิตร ที่สุขุมวิท ซอย ๒๓
แต่ก็แปลก ผมไม่เคยลืมลำคลองบางบัวทองสายนั้น กับบ้านเพื่อนหลังงามที่มีศาลาริมน้ำ เหมือนกับที่ไม่เคยลืมครูบาอาจารย์ที่เคยสอนเมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา ตลอดระยะเวลา ๕ ปี
โชคดีมีโอกาสได้พบอาจารย์ผู้สอนฟิสิกส์อีกครั้งที่ห้างบิ๊กซี ถนนแจ้งวัฒนะ ปากซอย ๑๔ ในวันที่ผมไปเยี่ยมญาติ ณ หมู่บ้านพงษ์เพชร อาจารย์จำผมได้ ท่านถามผมว่าทำงานอะไร อยู่ที่ไหน
ผมตอบว่า เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนอยู่เมืองกาญจน์ ท่านอาจารย์นิ่งอึ้งไปพักนึง ก่อนยื่นมือมาจับที่ไหล่ผม พร้อมกับบีบเบา ๆ “ขอให้โชคดี ประสบความสำเร็จในการงานและสุขภาพแข็งแรงนะ..”
เท่านั้นเอง น้ำตารื้นๆค่อยๆเปียกชื้นที่ขอบตาของผม อยากจะบอกว่า ผมได้ดีก็เพราะอาจารย์นี่แหละ
อาจารย์ผู้เป็นแรงกระตุ้นให้ผมเรียนรู้และอยากไปต่อเพื่อการค้นพบที่ว่า ชีวิตมิได้มีไว้เพื่อแข่งขันกับใคร ความสุขจริงๆ มิได้อยู่ที่เอาชนะใคร แต่อยู่ที่การใช้ชีวิตในส่วนที่ภาคภูมิใจที่สุดเท่านั้น
จนมาถึงวันนี้ วันที่ผมรู้คุณค่าของตนเอง และรับรู้ถึงคนที่ก้าวหน้าได้เร็ว มิใช่คนที่ทำได้ทุกอย่าง แต่ต้องรู้ว่าอะไรคือจุดแข็งของตัวเอง จึงเป็นความเข้าใจที่แจ่มแจ้ง และไม่สายเกินไปที่ผมจะบอกลูกหลาน
คนเราไม่ต้องเก่งทุกวิชาหรือทุกเรื่อง แต่ต้องเก่งในวิชาหรือเรื่องที่สร้างคุณค่า ที่จะนำพาเราก้าวไปข้างหน้าได้
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๘







