คณะลูกขุนศาลแขวงเขตเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนียมีคำตัดสินชี้ว่า บริษัท Meta มีความผิดฐานเก็บรวบรวมและนำข้อมูลสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ของผู้ใช้งานแอปติดตามรอบเดือน Flo Health ไปใช้เพื่อการโฆษณาแบบเจาะจงเป้าหมายโดยไม่ได้รับอนุญาต คำตัดสินนี้ระบุว่า Meta ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการบุกรุกความเป็นส่วนตัวของรัฐแคลิฟอร์เนีย (California Invasion of Privacy Act) และกฎหมายว่าด้วยการรักษาความลับข้อมูลทางการแพทย์ (Confidentiality of Medical Information Act) จากกรณีที่ได้รับข้อมูลรอบเดือนและการสืบพันธุ์ที่ส่งมาจากแอป Flo ระหว่างปี 2016-2019 ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการบรรลุข้อตกลงยุติคดีกับจำเลยรายอื่น ๆ และคำสั่งของคณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐฯ (FTC) ต่อ Flo Health ในปี 2021 รายงานจาก Fierce Healthcare

คดีนี้เริ่มต้นจากการฟ้องแบบกลุ่มโดยโจทก์ 8 ราย ซึ่งต่อมาขยายผลครอบคลุมผู้ใช้งานนับล้านคนที่กล่าวอ้างว่า Flo ได้แบ่งปันข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อน เช่น ข้อมูลการบันทึกรอบเดือน สถานะการตั้งครรภ์ กิจกรรมทางเพศ และการใช้ยาคุมกำเนิด ให้กับแพลตฟอร์มวิเคราะห์และโฆษณาภายนอกผ่านชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ (SDK) ที่ฝังอยู่ในแอป โจทก์ยืนยันว่าการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ขัดต่อคำมั่นสัญญาของแอปที่จะรักษาข้อมูลเป็นความลับ และคณะลูกขุนเห็นว่าผู้ใช้งานมีความคาดหวังที่สมเหตุสมผลในเรื่องความเป็นส่วนตัว ซึ่งถูกละเมิดเมื่อ Meta เก็บข้อมูลผ่านโค้ดของ Flo คำตัดสินเน้นย้ำว่าข้อมูลการสืบพันธุ์เป็นหนึ่งในประเภทข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนที่สุด และการนำไปใช้เชิงพาณิชย์โดยไม่เปิดเผยอาจนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายได้ รายงานจาก HLTH

ความสนใจในคดีนี้ยังขยายไปถึงมูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งพิจารณาจากทั้งจำนวนผู้ฟ้องร้องและบทลงโทษตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย ในระหว่างการสื่อสารก่อนการพิจารณาคดี ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความเสียหายที่โจทก์เรียกร้องอาจสูงถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้คดีนี้มีผลกระทบเชิงสถิติและเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อนักพัฒนาและหน่วยงานกำกับดูแลว่าแนวปฏิบัติการจัดการข้อมูลสุขภาพของแอปพลิเคชันจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด รายงานจาก FemTech Insider ในช่วงที่คดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล Meta เป็นจำเลยรายใหญ่เพียงรายเดียวที่ปฏิเสธการประนีประนอมยอมความก่อนการพิจารณาคดี และถูกคณะลูกขุนตัดสินว่ามีความรับผิดชอบ ส่วนบริษัทอื่น ๆ ที่ถูกกล่าวถึง เช่น Google และบริษัทวิเคราะห์ ได้บรรลุข้อตกลงยุติคดีก่อนที่คณะลูกขุนจะมีคำตัดสิน และ Flo Health ได้ตกลงยุติคดีกับโจทก์ก่อนมีการประกาศคำตัดสินของคณะลูกขุน รายงานจาก Fierce Healthcare

คำตัดสินนี้เป็นการต่อยอดการบังคับใช้กฎหมายที่มีมาก่อนหน้านี้ ในปี 2021 คณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐฯ (FTC) ได้สั่งให้ Flo Health ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากผู้ใช้งานก่อนที่จะแบ่งปันข้อมูลสุขภาพกับบริษัทภายนอก หลังจากพบว่า Flo ได้ทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจผิดเกี่ยวกับแนวปฏิบัติการแบ่งปันข้อมูล คำสั่งของ FTC และคดีแบบกลุ่มที่ตามมานี้ ได้เผยให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างความคาดหวังของผู้บริโภคกับการไหลของข้อมูลเชิงพาณิชย์ภายในแอปพลิเคชันยอดนิยม คำชี้แจงของ FTC

นักเคลื่อนไหวด้านความเป็นส่วนตัวและข้อมูลสุขภาพต่างยกย่องคำตัดสินนี้ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของความเป็นส่วนตัวด้านสุขภาพดิจิทัล ทนายความผู้ดำเนินคดีหลักกล่าวว่าคำตัดสินนี้เป็น “สัญญาณที่ชัดเจน” ว่าบริษัทที่แสวงหากำไรจากข้อมูลสุขภาพที่ละเอียดอ่อนต้องรับผิดชอบ ในการต่อสู้คดี Meta ได้ปกป้องแนวปฏิบัติของตนในศาลโดยอ้างอิงข้อตกลงกับผู้ใช้งานและนโยบายที่ห้ามนักพัฒนาส่งข้อมูลสุขภาพที่ละเอียดอ่อนไปยังแพลตฟอร์มโฆษณา พร้อมทั้งโต้แย้งว่าแพลตฟอร์มไม่ควรต้องรับผิดชอบต่อกิจกรรมทั้งหมดของนักพัฒนา รายงานจาก HLTH

สำหรับผู้ใช้งานและนักพัฒนาในประเทศไทย คำตัดสินนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของไทย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2565 ได้ยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายเกี่ยวกับความยินยอม, ขอบเขตของวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูล, และหลักการลดปริมาณข้อมูลที่เก็บรวบรวม หน่วยงานกำกับดูแลและผู้ให้บริการด้านสุขภาพของไทยกำลังจับตาผลลัพธ์จากต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะมีผลต่อแนวปฏิบัติการบังคับใช้และมาตรการปฏิบัติตาม PDPA โดยเฉพาะอย่างยิ่ง PDPA ให้การรับรองประเภทข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวสูง (Sensitive Personal Data) ซึ่งรวมถึงข้อมูลสุขภาพ และกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นสำหรับการประมวลผลข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหากนำไปใช้ในทางที่ผิด ข้อมูลจาก DLA Piper เกี่ยวกับ PDPA ไทย; ภาพรวมโดย Tilleke & Gibbins

ผู้ใช้งานชาวไทยจำนวนมากเข้าถึงแอปพลิเคชันจากต่างประเทศโดยตั้งค่าภาษาเป็นอังกฤษหรือภาษาอื่น ๆ จึงอาจไม่ทราบว่าชุดคำสั่ง (SDK) หรือโค้ดโฆษณาที่ฝังอยู่ในแอปสามารถส่งข้อมูลออกไปภายนอกแอปได้ คำตัดสินในคดี Meta-Flo เป็นสัญญาณให้หน่วยงานกำกับดูแลและองค์กรด้านสุขภาพในไทยต้องทบทวนข้อความขอความยินยอมฉบับภาษาไทย และตรวจสอบการติดตามของบุคคลที่สามภายในแอปทั้งที่พัฒนาขึ้นในประเทศและนำเข้า PDPA ให้ความสำคัญกับความยินยอมที่ชัดเจน, มีข้อมูลครบถ้วน, และการใช้งานข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่ระบุอย่างสมเหตุสมผลและได้สัดส่วน กรณีนี้ยิ่งทำให้การนำหลักการเหล่านี้ไปปฏิบัติในบริการด้านสุขภาพดิจิทัลมีความสำคัญอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น คู่มือ PDPA ของไทย

นอกจากประเด็นทางกฎหมายแล้ว ยังมีเหตุผลทางสังคมและวัฒนธรรมที่ผู้บริโภคไทยควรให้ความสนใจ ครอบครัวไทยจำนวนมากให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวเรื่องการสืบพันธุ์และสถานภาพสมรส และค่านิยมทางพุทธศาสนาเรื่องการไม่เบียดเบียนและการให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ทำให้การเปิดเผยข้อมูลสุขภาพส่วนตัวอาจก่อให้เกิดความอับอายและความวิตกกังวลอย่างมากได้ นักพัฒนาแอปที่ทำตลาดในไทยจึงควรออกแบบกระบวนการขอความยินยอมและคำอธิบายเป็นภาษาไทยที่เหมาะสมทางวัฒนธรรม โดยคำนึงถึงบริบทของการตัดสินใจภายในครอบครัวและปัญหาการตีตราทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นในบางชุมชน ข้อพิจารณาเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของจริยธรรม แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานและอัตราการยอมรับเครื่องมือสุขภาพดิจิทัลในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ให้บริการด้านการรักษาพยาบาลและโรงพยาบาลในไทยที่นำแอปพลิเคชันสำหรับผู้ป่วยมาใช้ในระบบการดูแลรักษา ต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ควรถามว่าแอปนั้นผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ PDPA สำหรับการประมวลผลข้อมูลสุขภาพหรือไม่ มีการส่งข้อมูลข้ามพรมแดนหรือไม่ และมีการฝังชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ (SDK) ของบุคคลที่สามที่อาจส่งข้อมูลไปยังแพลตฟอร์มโฆษณาหรือไม่ การกำหนดข้อสัญญาคุ้มครองข้อมูล, การตรวจสอบผู้จำหน่าย, และการตรวจสอบทางเทคนิคควรเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานเมื่อแนะนำหรือสั่งจ่ายแอปให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการดูแลด้านการสืบพันธุ์และสุขภาพจิต ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูงทั้งในแง่การตีตราทางสังคมและกฎหมาย คำแนะนำจากสมาคมวิชาชีพทางการแพทย์ของไทยจะช่วยกำหนดมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรม

คำตัดสินของ Meta ยังสอดคล้องกับแนวโน้มระดับโลก หน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ, ยุโรป, และประเทศและเขตอำนาจอื่น ๆ กำลังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวด้านสุขภาพดิจิทัลมากขึ้น ภายหลังคดีและคำสั่งที่เป็นข่าวโด่งดัง นักวิจัยและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิความเป็นส่วนตัวเรียกร้องให้มีการออกแบบระบบใหม่ เช่น ลดการเก็บข้อมูลในช่องที่มีความละเอียดอ่อน, ประมวลผลข้อมูลบนอุปกรณ์ของผู้ใช้ (on-device processing) หรือภายในระบบปิด, หลีกเลี่ยงการฝัง SDK โฆษณาบนแอปสุขภาพ, และใช้การเข้ารหัสเมื่อจำเป็นต้องวิเคราะห์ข้อมูล วารสารการแพทย์และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญยังเสนอแนวคิดเรื่อง “เขตปลอดภัย” (Data Safe Havens) สำหรับข้อมูลสุขภาพ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมควบคุมที่ข้อมูลจะถูกทำให้ไม่ระบุตัวตน, ถูกจำกัดการเข้าถึง, และมีกฎจริยธรรมด้านสุขภาพที่ชัดเจนสำหรับการนำข้อมูลไปใช้ บทความจาก The Lancet Oncology อ้างอิงในรายงาน

สำหรับผู้กำหนดนโยบายไทย คำตัดสินนี้เป็นบทพิสูจน์เชิงประจักษ์ที่สามารถนำมาใช้ในการกำหนดแนวปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดยิ่งขึ้น แม้ PDPA จะแยกประเภทข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูงไว้แล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มีประวัติการฟ้องร้องคดีสะสมมาอย่างยาวนานเช่นในสหรัฐฯ ผู้กำหนดนโยบายของไทยสามารถอ้างอิงกรณี Meta เพื่อสนับสนุนแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้น เช่น คำแนะนำเฉพาะสำหรับแอปสุขภาพ, บทลงโทษสำหรับการแบ่งปันข้อมูลโดยไม่เปิดเผย, และการให้ความรู้แก่ประชาชน การประสานงานระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) อาจช่วยออกแบบข้อกำหนดตัวอย่างสำหรับประกาศความเป็นส่วนตัวของแอปพลิเคชัน, แบบตรวจสอบทางเทคนิคสำหรับโรงพยาบาล, และการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนในภาษาไทยและภาษาถิ่น ซึ่งจะช่วยป้องกันการไหลข้ามพรมแดนของข้อมูลที่ขัดต่อหลักการคุ้มครองข้อมูลของไทย คู่มือเศรษฐกิจดิจิทัลโดย Trade.gov เกี่ยวกับไทย

พฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มเปลี่ยนไป ผลสำรวจในสหรัฐฯ และยุโรปชี้ว่าผู้คนเริ่มลังเลที่จะบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ลงในแอปพลิเคชัน หลังจากคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ในปี 2022 ที่เกี่ยวกับประเด็นการทำแท้ง แนวโน้มที่คล้ายกันอาจเกิดขึ้นในไทยในบริบทต่าง ๆ เช่น การติดตามการตั้งครรภ์, การจัดการการคุมกำเนิด, และการแพทย์ทางไกล ความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสาธารณสุข หากประชาชนหยุดใช้เครื่องมือดิจิทัลที่อาจช่วยดูแลการตั้งครรภ์หรือการจัดการโรคเรื้อรังเพราะกลัวการนำข้อมูลไปใช้ ย่อมอาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพโดยรวม ดังนั้น โครงการด้านสาธารณสุขของไทยควรรวมมาตรการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวเข้ากับการให้ความรู้แก่ประชาชนในการเลือกใช้แอปพลิเคชันอย่างปลอดภัย ขณะเดียวกัน องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคได้แนะนำให้ผู้ใช้งานตรวจสอบการตั้งค่าแอปพลิเคชัน, ลบบัญชี, หรือเพิกถอนสิทธิ์การเข้าถึงหากนโยบายความเป็นส่วนตัวไม่ชัดเจน ความเห็นจาก Consumer Reports

ฝั่งนักพัฒนาแอปพลิเคชันจะได้รับแรงกดดันทั้งด้านกฎหมายและการตลาด แนวทางที่ปลอดภัยคือการถอดชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ (SDK) สำหรับโฆษณาและตัวติดตามของบุคคลที่สามออกจากแอปสุขภาพทั้งหมด หรือจำกัดไว้เฉพาะการวิเคราะห์ที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้และได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง หากจำเป็นต้องใช้การวิเคราะห์เพื่อพัฒนาบริการ ควรใช้การวิเคราะห์ข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ภายใต้สัญญาที่คุ้มครองอย่างรัดกุม และหลีกเลี่ยงการส่งข้อมูลเหตุการณ์ด้านสุขภาพที่มีความละเอียดอ่อนไปยังแพลตฟอร์มโฆษณา นักพัฒนาที่ทำตลาดในไทยควรแปลนโยบายความเป็นส่วนตัวเป็นภาษาไทย, จัดให้มีกลไกการขอความยินยอมที่สอดคล้องกับ PDPA, และจัดทำเอกสารการไหลของข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อการตรวจสอบ รูปแบบทางเทคนิคเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและรักษาความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในสังคมไทยที่คำแนะนำจากคนในครอบครัวและผู้นำชุมชนมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการตัดสินใจเรื่องสุขภาพ

คำตัดสินนี้อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศโฆษณาเช่นกัน เครือข่ายโฆษณาและแพลตฟอร์มที่รับข้อมูลเหตุการณ์เกี่ยวกับสุขภาพอาจต้องแบกรับภาระการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นและความเสี่ยงด้านชื่อเสียง แพลตฟอร์มเหล่านี้อาจห้ามการรับข้อมูลเหตุการณ์ที่ระบุว่าเป็นข้อมูลสุขภาพ, กำหนดการควบคุมภายในให้เข้มงวดยิ่งขึ้น, หรือต้องการการรับประกันตามสัญญาจากนักพัฒนา สำหรับนักการตลาดและผู้โฆษณา การตัดสินชี้ว่า การกำหนดเป้าหมายโดยอาศัยสัญญาณการตั้งครรภ์หรือสถานะการสืบพันธุ์นั้นมีความเสี่ยงทั้งทางกฎหมายและต่อภาพลักษณ์องค์กร การตลาดเชิงจริยธรรมที่หลีกเลี่ยงการใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพส่วนตัวอย่างไม่เหมาะสม จะมีความสำคัญต่อความยั่งยืนในระยะยาว

เมื่อมองไปข้างหน้า คำตัดสินของ Meta อาจนำไปสู่คดีตามมาหรือการสอบสวนโดยหน่วยงานกำกับดูแลในเขตอำนาจอื่น ๆ รวมถึงยุโรปและเอเชียที่กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและความเป็นส่วนตัวกำลังพัฒนา หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยอาจทบทวนการไหลของข้อมูลข้ามพรมแดนและเพิ่มความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศ ระบบสุขภาพที่พิจารณาจัดทำคลังแอปพลิเคชันแห่งชาติที่ผ่านการรับรอง หรือพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานอย่างเป็นทางการ ควรเร่งมาตรการเหล่านี้เพื่อให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถเลือกแอปที่สอดคล้องกับ PDPA ได้อย่างมั่นใจ สถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยในไทยสามารถสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้โดยเผยแพร่ผลการตรวจสอบแอปพลิเคชันยอดนิยม และฝึกอบรมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพดิจิทัลรุ่นต่อไป คู่มือเศรษฐกิจดิจิทัลโดย Trade.gov เกี่ยวกับไทย

สำหรับผู้ใช้งานที่กังวลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูล มีมาตรการที่สามารถลดความเสี่ยงได้ทันที ได้แก่ การตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและสิทธิ์เข้าถึงของแอปพลิเคชัน, การเพิกถอนการเข้าถึงของตัวติดตามบุคคลที่สามเมื่อเป็นไปได้, การอ่านประกาศขอความยินยอมเป็นภาษาไทย, และการเลือกแอปที่ระบุอย่างชัดเจนว่าจะไม่แบ่งปันข้อมูลเหตุการณ์ด้านสุขภาพกับแพลตฟอร์มโฆษณา ผู้ป่วยควรปรึกษาผู้ให้บริการด้านสุขภาพก่อนใช้แอปของบุคคลที่สามเพื่อประกอบการตัดสินใจทางคลินิก และสอบถามว่าแอปนั้นเป็นไปตามข้อกำหนดของ PDPA หรือไม่ โรงพยาบาลและคลินิกควรปรับปรุงรายการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างให้ครอบคลุมเอกสารการไหลของข้อมูล, รายการ SDK ของบุคคลที่สาม, และข้อสัญญาคุ้มครอง ก่อนแนะนำแอปพลิเคชันให้ผู้ป่วย มาตรการเหล่านี้สอดคล้องกับค่านิยมทางพุทธศาสนาเรื่องการไม่เบียดเบียนและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เพื่อให้เครื่องมือดิจิทัลไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทางสังคมหรือผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ต่อครอบครัวโดยไม่ตั้งใจ

คำตัดสินในคดี Meta-Flo เป็นสัญญาณเตือนว่าการนำข้อมูลการสืบพันธุ์ไปใช้ในเชิงพาณิชย์มีผลทางกฎหมายและจริยธรรมตามมา สำหรับประเทศไทย คดีนี้เป็นโอกาสสำคัญในการนำหลักการของ PDPA มาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมในภาคส่วนสุขภาพ, ปรับปรุงการกำกับดูแลด้านสุขภาพดิจิทัล, และสร้างวัฒนธรรมที่ให้ความเคารพต่อข้อมูลสุขภาพที่มีความละเอียดอ่อน ผู้บริโภค, แพทย์, นักพัฒนา, และหน่วยงานกำกับดูแลต่างมีบทบาทร่วมกัน: ผู้บริโภคต้องตื่นตัว, แพทย์ควรแนะนำเครื่องมือที่ปลอดภัย, นักพัฒนาต้องออกแบบโดยให้ความเป็นส่วนตัวเป็นคุณสมบัติสำคัญ, และหน่วยงานกำกับดูแลต้องบังคับใช้มาตรฐานที่คุ้มครองความเป็นส่วนตัวของประชาชน มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากนวัตกรรมด้านสุขภาพดิจิทัลโดยไม่สูญเสียความเป็นส่วนตัวและศักดิ์ศรีของประชาชน