เรื่องราวของศิลปินผู้หนึ่งที่เรียนรู้จะ “อยู่ร่วม” กับเสียงรบกวนในความคิด ได้จุดประกายความสนใจในแนวทางใหม่เพื่อดูแลผู้ที่ได้ยินเสียง โดยเน้นการไม่ตีตราและเสริมสร้างทักษะ รวมถึงการลดความทุกข์ด้วยวิธีที่อิงชุมชน ศิลปะ และการสนับสนุนจากผู้มีประสบการณ์ตรง เนื้อหาที่มุ่งเน้นการยอมรับ งานศิลปะ และกลยุทธ์การรับมือที่ใช้ได้จริง แทนที่จะพยายามกำจัดอาการโดยพลันนี้ สอดคล้องกับงานวิจัยจำนวนมากที่บ่งชี้ว่า คนส่วนใหญ่ที่ได้ยินเสียงไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และการบำบัดที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้คนอยู่ร่วมกับเสียงได้ (แทนที่จะมุ่งเพียงกำจัดเสียง) อาจช่วยลดความทุกข์และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทยในปัจจุบัน เนื่องจากบริการด้านสุขภาพจิตมีการเข้าถึงเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ทั่วถึงในพื้นที่นอกเมือง ขณะเดียวกันครอบครัวและหลักปฏิบัติทางพุทธศาสนามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น บริการสุขภาพจิตในไทยจึงสามารถปรับรูปแบบการสนับสนุนที่มีต้นทุนต่ำและสอดคล้องกับวัฒนธรรม เพื่อช่วยให้ผู้คนอยู่ร่วมกับเสียงได้ พร้อมไปกับการขยายระบบความปลอดภัยทางการแพทย์และงานวิจัย เพื่อประเมินแนวทางที่เหมาะสมและได้ผลในบริบทของประเทศไทย (วิดีโอและบทความจาก Aeon).
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อผู้อ่านชาวไทย เพราะการได้ยินเสียงไม่ใช่เรื่องแปลกอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด และการรับมือที่ให้เกียรติประสบการณ์ของผู้ที่ได้ยินเสียง สามารถลดการตีตราและลดภาระต่อบริการฉุกเฉินได้ ผลการศึกษาทางระบาดวิทยาในยุโรปพบว่า อัตราการได้ยินเสียงตลอดชีวิตอยู่ที่ประมาณ 5-10% โดยคนส่วนใหญ่ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ และหลายคนรายงานว่ามีความสัมพันธ์เชิงบวกหรือเป็นกลางกับเสียงเหล่านั้น การสำรวจระดับชาติในนอร์เวย์ประเมินว่า อัตราการได้ยินเสียงพูดตลอดชีวิตอยู่ที่ประมาณ 7.3% และพบว่าประมาณ 84% ของผู้ที่ได้ยินเสียงไม่เคยขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่แสวงหาความช่วยเหลือนั้นมักเผชิญกับเนื้อหาเชิงลบมากกว่า มีความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้ามากกว่า และมีแนวโน้มที่จะต่อต้านเสียงมากกว่าการ “ไม่ตอบโต้” หรือยอมรับเสียง (Kråkvik และคณะ, 2015). รูปแบบเหล่านี้มีความสำคัญระดับโลก เนื่องจากบ่งชี้ว่าการได้ยินเสียงนั้นเป็นสภาวะที่ต่อเนื่อง ตั้งแต่ไม่เป็นอันตรายไปจนถึงภาวะวิกฤติทางการแพทย์ และการรับมือจึงควรปรับตามระดับความเสี่ยง (Kråkvik และคณะ, 2015).
งานวิจัยทางคลินิกเมื่อไม่นานมานี้ได้ให้หลักฐานที่หลากหลายแต่กำลังเพิ่มขึ้นสำหรับแนวทางการบำบัดที่มุ่งลดความทุกข์ โดยไม่จำเป็นต้องกำจัดเสียงให้หมดไป ตัวอย่างเช่น การบำบัดด้วยการยอมรับและพันธะสัญญา (Acceptance and Commitment Therapy: ACT) ซึ่งเป็นการบำบัดที่ฝึกให้ผู้ป่วยสังเกตและยอมรับความคิดหรือความรู้สึกที่ยากลำบาก ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ใช้ชีวิตตามคุณค่าและความหมายที่ตนเองยึดมั่น ได้รับการศึกษาทดลองในผู้ป่วยโรคจิตเภทและผู้ที่ได้ยินเสียง ผลการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) จากการทดลองแบบสุ่ม ชี้ให้เห็นว่าหลักฐานที่ ACT สามารถลดอาการหลักของโรคจิตเภทนั้นยังจำกัด เนื่องจากงานทดลองที่มีอยู่มีขนาดเล็กและมีความเสี่ยงที่จะเกิดอคติ คณะผู้เขียนได้เตือนว่า การรายงานข้อมูลด้านความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ จึงควรใช้ความระมัดระวังเมื่อนำ ACT มาใช้เป็นการรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยโรคจิตเภท (Brown และคณะ, 2021). อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์กลุ่มย่อยและข้อมูลการกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบางส่วนบ่งชี้ว่า ACT หรือการดำเนินการในรูปแบบกลุ่ม อาจลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำในผู้ป่วยบางกลุ่ม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ACT อาจมีบทบาทเป็นยุทธศาสตร์เสริมในการรับมือ มากกว่าจะเป็น “การรักษาที่รับประกันผล” ให้หายขาด (Brown และคณะ, 2021).
ข้อควรระวังทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อมีการนำเรื่องราวประสบการณ์ส่วนบุคคล เช่น กรณีของศิลปินดังกล่าว มาประกอบการกำหนดนโยบายสาธารณะ แม้เรื่องเล่าส่วนบุคคลจะมีพลังและสามารถชี้แนวทางที่เป็นประโยชน์ได้ (เช่น ศิลปะ การสนับสนุนโดยเพื่อน การมีสติ และการทำงานกับค่านิยม) แต่ก็ไม่อาจทดแทนหลักฐานจากการทดลองแบบสุ่มที่แสดงถึงความปลอดภัยและประสิทธิผลได้ คำเตือนจากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับ ACT ที่ระบุว่า “ยังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า ACT เป็นการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลต่ออาการจิตเภท” เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับใช้ด้วยความระมัดระวัง การติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และการทำวิจัยในระดับท้องถิ่นที่มีมาตรฐานสูง ก่อนที่จะขยายผลการใช้ในวงกว้าง (Brown และคณะ, 2021).
นอกเหนือจาก ACT ยังมีขบวนการที่กว้างขวางกว่าที่เรียกว่าแนวทาง “ได้ยินเสียง” (Hearing Voices approach) หรือเครือข่ายได้ยินเสียง (Hearing Voices Network: HVN) ซึ่งสนับสนุนการรับฟังผู้ที่ได้ยินเสียง การลดการตีตรา และการจัดตั้งกลุ่มสนับสนุนโดยผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อช่วยให้ผู้ที่ได้ยินเสียงพัฒนากลยุทธ์การรับมือและค้นพบความหมายของประสบการณ์ตนเอง HVN ยังได้จัดให้มีการฝึกอบรมและจัดหาแหล่งข้อมูลที่ตีความการได้ยินเสียงว่าเป็นประสบการณ์ของมนุษย์ที่สามารถทำความเข้าใจได้ ไม่ใช่เพียงแค่ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์เท่านั้น ผู้เข้าร่วมหลายรายรายงานว่าความทุกข์ลดลงและรู้สึกมีพลังในการจัดการชีวิตมากขึ้นหลังจากเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนที่นำโดยผู้มีประสบการณ์ตรง (แหล่งข้อมูลจาก Hearing Voices Network). สำหรับครอบครัวและบุคลากรทางการแพทย์ ข้อสรุปเชิงปฏิบัติจากแนวทางกลุ่มสนับสนุนที่นำโดยเพื่อนคือ: ควรสอบถามว่าเสียงนั้นพูดอะไร มีความหมายอย่างไรต่อบุคคลนั้น และมีกลยุทธ์ใดบ้างที่ช่วยลดความทุกข์ แทนที่จะรีบวินิจฉัยโรคในทันที
การปฏิบัติเชิงสร้างสรรค์ รวมถึงงานศิลปะ ได้เริ่มถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเสริมสำหรับผู้ที่ได้ยินเสียง ผลการทดลองการบำบัดด้วยศิลปะในผู้ป่วยโรคจิตเภทให้ผลลัพธ์ที่หลากหลาย บางงานวิจัยพบประโยชน์เล็กน้อยต่ออาการด้านลบและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในขณะที่งานทดลองขนาดใหญ่หลายชิ้นยังไม่แสดงผลที่ชัดเจนต่ออาการด้านบวก การทบทวนวรรณกรรมเมื่อไม่นานมานี้ชี้ว่า งานศิลปะและการบำบัดเชิงแสดงออกเป็นสิ่งที่ยอมรับได้และมีความหมายต่อผู้รับบริการหลายราย แม้หลักฐานที่แสดงถึงการลดอาการจะยังจำกัด และคุณภาพของงานทดลองที่แตกต่างกันก็ตาม (การทบทวนวรรณกรรมแบบ Cochrane และการทบทวนอย่างเป็นระบบสำหรับการบำบัดด้วยศิลปะในโรคจิตเภท; การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการบำบัดด้วยศิลปะ ปี 2022). สำหรับศิลปินที่เรียนรู้จะ “อยู่ร่วม” กับเสียง ศิลปะอาจเป็นวิธีหนึ่งในการสื่อสารกับเสียง และเป็นการแสดงออกถึงความทุกข์ที่อยู่ภายในให้ปรากฏออกมาภายนอก เพื่อให้สามารถเจรจาและจัดการได้ วิธีการเช่นนี้สอดคล้องเป็นอย่างดีกับจุดแข็งทางวัฒนธรรมของไทย ซึ่งมีประเพณีการสร้างสรรค์ในระดับครัวเรือนและชุมชนอยู่แล้ว
ประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสพิเศษในด้านสุขภาพจิต ผลการสำรวจระดับชาติล่าสุดเกี่ยวกับการเข้ารับบริการด้านสุขภาพจิตระหว่างปี 2558-2566 (ค.ศ. 2015-2023) แสดงให้เห็นถึงจำนวนผู้ที่เข้ารับการปรึกษาเกี่ยวกับภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า และโรคจิตเภทที่เพิ่มขึ้น ทั้งยังเผยให้เห็นถึงการกระจุกตัวของการวินิจฉัยในบางพื้นที่ และช่องว่างของการเข้าถึงบริการในพื้นที่นอกเขตเมือง (การวิเคราะห์เชิงพื้นที่และเวลาของการเข้ารับบริการสุขภาพจิตในประเทศไทย ปี 2558-2566). กรมสุขภาพจิตและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ขยายบริการสายด่วนและผนวกเส้นทางการบริการด้านสุขภาพจิตเข้ากับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแล้ว แต่การเข้าถึงยังคงไม่เท่าเทียม และการตีตรายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการแสวงหาความช่วยเหลือในหลายจังหวัด (รายละเอียดการผนวกสายด่วนสุขภาพจิตเข้ากับสิทธิบัตรทอง).
การพิจารณาเรื่องราวของศิลปินควบคู่ไปกับบริบทของประเทศไทย ชี้ให้เห็นบทเรียนเชิงปฏิบัติหลายประการ ประการแรก ผู้ที่ได้ยินเสียงจำนวนไม่น้อยจะได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนจากชุมชนและแนวทางที่ไม่ใช่ยา ผลสำรวจในนอร์เวย์พบว่า ผู้ที่ไม่แสวงหาความช่วยเหลือนั้นมักใช้วิธี “ไม่ตอบโต้” หรือการยอมรับเพื่อรับมือ และมีแนวโน้มที่จะมองว่าเสียงนั้นเป็นกลางหรือเชิงบวก ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่แสวงหาความช่วยเหลือมักเผชิญกับเสียงที่มีเนื้อหาเชิงลบที่สร้างความทุกข์มากกว่า และมีกลยุทธ์ในการต่อต้านเสียงมากกว่า (Kråkvik และคณะ, 2015). สำหรับบริบทของประเทศไทย ข้อสรุปนี้ชี้ให้เห็นถึงการตอบสนองแบบเป็นขั้น: การสนับสนุนจากชุมชนและกลุ่มเพื่อนควรมีให้สำหรับผู้ที่ได้ยินเสียงแต่ไม่ได้รับความทุกข์ ในขณะที่เส้นทางการรักษาทางการแพทย์ควรเตรียมพร้อมไว้สำหรับกรณีที่เสียงมีลักษณะสั่งการ เกี่ยวข้องกับบาดแผลทางใจ หรือมีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง
ประการที่สอง ทรัพยากรทางวัฒนธรรมและศาสนาของไทยเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการดูแลสุขภาพจิตด้วยความเมตตา คำสอนทางพุทธศาสนาที่เน้นการมีสติ การไม่ยึดมั่น และความเมตตา สอดคล้องกับแนวทางการบำบัดที่เน้นการยอมรับ และอาจทำให้วิธีการที่คล้ายคลึงกับ ACT ปรับใช้ได้ง่ายขึ้นสำหรับบางบุคคล การดูแลที่เน้นครอบครัว ซึ่งเป็นค่านิยมที่แข็งแกร่งในสังคมไทย สามารถระดมเพื่อมอบการสนับสนุนในชีวิตประจำวันแบบไม่ตีตรา ภายใต้การกำกับดูแลของบุคลากรสหวิชาชีพด้านสุขภาพจิตชุมชนที่ได้รับการฝึกอบรม พิธีกรรมทางชุมชน หรือกลุ่มสร้างสรรค์ที่ดำเนินการด้วยความจริงใจในวัด ศูนย์ชุมชน หรือโรงเรียน สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้คนได้ถ่ายทอดและแปรเปลี่ยนประสบการณ์การได้ยินเสียง โดยยังคงรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรี
ประการที่สาม การบำบัดเชิงสร้างสรรค์และโครงการศิลปะควรได้รับการลงทุนในฐานะบริการเสริมที่มีความเสี่ยงต่ำแต่มีคุณค่าสูง แนวทางเหล่านี้ได้รับการยอมรับจากผู้ที่ได้ยินเสียงจำนวนมาก และสามารถส่งเสริมทักษะ การเชื่อมโยงทางสังคม และความหมายของการมีชีวิต อย่างไรก็ตาม ผู้กำหนดนโยบายของไทยไม่ควรมองว่าศิลปะหรือ ACT เป็นสิ่งทดแทนการดูแลทางคลินิกในกรณีที่จำเป็น แต่ควรสนับสนุนให้เป็นบริการเสริมที่ผนวกรวมอยู่ในทีมสุขภาพจิตชุมชน ซึ่งสามารถเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยและส่งต่อกรณีที่มีความเสี่ยงสูงไปยังบริการของผู้เชี่ยวชาญได้ (การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการบำบัดด้วยศิลปะและหลักฐานที่หลากหลาย; การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการบำบัดด้วยศิลปะสำหรับโรคจิตเภท).
ประการที่สี่ กลุ่ม “ได้ยินเสียง” ที่นำโดยผู้มีประสบการณ์ตรง สามารถเป็นแนวทางการบำบัดที่มีต้นทุนต่ำและสามารถขยายผลได้ เพื่อลดความโดดเดี่ยวและการตีตรา รูปแบบของเครือข่ายได้ยินเสียง (HVN) จะฝึกอบรมอาสาสมัครที่มีประสบการณ์ เพื่อจัดตั้งกลุ่มสำหรับรับฟังและแบ่งปันกลยุทธ์การรับมือ หลักฐานในระดับสากลส่วนใหญ่เป็นเชิงคุณภาพ แต่แสดงผลในเชิงบวกอย่างสม่ำเสมอในด้านการลดความอับอายและการเพิ่มความสามารถในการจัดการตนเอง (แหล่งข้อมูลจาก Hearing Voices Network). ประเทศไทยอาจพิจารณานำร่องการจัดตั้งกลุ่มตามแนวทาง HVN โดยเฉพาะในจังหวัดที่ยังขาดบริการด้านสุขภาพจิตตามที่ผลการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ชี้บ่งไว้ เช่น พื้นที่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อให้เข้าถึงชุมชนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และชุมชนชายแดนที่การเข้าถึงบริการยังอ่อนแอที่สุด (แผนที่ความต้องการบริการสุขภาพจิตเชิงพื้นที่ของไทย).
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อควรระวัง การทบทวนวรรณกรรมที่สำคัญเกี่ยวกับ ACT สำหรับโรคจิตเภทได้เตือนว่า งานทดลองที่ผ่านมามีขนาดเล็กและมีความหลากหลาย จึงสรุปว่า “ยังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า ACT เป็นการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลต่ออาการจิตเภท” และเรียกร้องให้มีการทดลองขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมการรายงานผลด้านความปลอดภัยที่ชัดเจนยิ่งขึ้น (Brown และคณะ, 2021). ในขณะเดียวกัน ผลการศึกษาทางระบาดวิทยาชี้ว่า การได้ยินเสียงส่วนใหญ่มิได้จัดอยู่ในขั้นที่เป็นปัญหาทางการแพทย์ และมีรูปแบบการรับมือที่แตกต่างกัน ผลสำรวจในนอร์เวย์พบว่า ผู้ที่ไม่แสวงหาความช่วยเหลือนั้นมีแนวโน้มที่จะยอมรับเสียงและรายงานเนื้อหาที่เป็นกลางหรือเชิงบวกมากกว่า (Kråkvik และคณะ, 2015). ดังนั้น นักบำบัดและผู้กำหนดนโยบายจึงควรยึดมุมมองที่สมดุล: สนับสนุนแนวทางที่เน้นการยอมรับ การสนับสนุนจากเพื่อน และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับผู้ที่ได้ยินเสียงส่วนใหญ่ แต่ยังคงรักษาเส้นทางการรักษาทางการแพทย์และงานวิจัยที่เข้มแข็งสำหรับผู้ที่มีความทุกข์รุนแรงหรือมีความเสี่ยง
ในทางปฏิบัติ ประเทศไทยควรดำเนินการอย่างไรบ้าง? มีข้อเสนอแนะดังนี้:
- ขยายการจัดตั้งกลุ่ม “ได้ยินเสียง” ที่นำโดยผู้มีประสบการณ์ตรงในระดับชุมชนในจังหวัดที่คัดเลือกตามความจำเป็น (เช่น พื้นที่ที่ระบุว่ามีความต้องการสูงจากผลการวิเคราะห์เชิงพื้นที่) และวัดผลลัพธ์ที่ได้ เช่น ระดับความทุกข์ การมีส่วนร่วมทางสังคม และการใช้บริการ
- นำร่องโครงการศิลปะเพื่อสุขภาพจิตที่ปรับให้เข้ากับวัฒนธรรม โดยร่วมออกแบบกับศิลปินท้องถิ่นและผู้นำชุมชน และดำเนินการโครงการเหล่านี้ภายในหน่วยงานสุขภาพจิตชุมชนหรือโครงการทางสังคมในวัด
- ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ปฐมภูมิและบุคลากรสหวิชาชีพด้านสุขภาพจิตชุมชนในแนวทาง “รับฟังก่อน ประเมินความเสี่ยง และสนับสนุนทางเลือก” เพื่อให้การได้ยินเสียงที่ไม่สร้างความทุกข์ไม่ถูกทำให้เป็นปัญหาทางการแพทย์โดยอัตโนมัติ และเพื่อให้สามารถส่งต่อกรณีที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างรวดเร็ว
- ผนวกการติดตามและงานวิจัยเข้ากับการนำร่องทั้งหมด: ลงทะเบียนการทดลอง เก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเผยแพร่ผลลัพธ์ เพื่อให้แนวปฏิบัติของไทยช่วยเสริมสร้างฐานหลักฐานในระดับโลก แทนที่จะเป็นการทำซ้ำงานทดลองขนาดเล็กที่ไม่มีคุณภาพ (Brown และคณะ, 2021).
ในปัจจุบัน ครอบครัว โรงเรียน และวัดสามารถมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ได้ทันที ควรส่งเสริมให้ครอบครัวตั้งคำถามในเชิงสนับสนุนและไม่ตัดสิน เช่น เสียงนั้นพูดว่าอะไร? ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างไร? และอะไรคือสิ่งที่ช่วยได้? โรงเรียนและมหาวิทยาลัยสามารถจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปเพื่อลดการตีตรา ซึ่งรวมถึงการนำผู้มีประสบการณ์จริงมาแบ่งปันเรื่องราวและจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ วัดและผู้นำทางพุทธศาสนาในท้องถิ่นสามารถเป็นเจ้าภาพจัดวงสนทนาเพื่อการรับฟังอย่างมีสติ ซึ่งเน้นความเมตตาและการเสริมสร้างพลังให้ตนเอง โดยปราศจากการตัดสินทางศีลธรรม พื้นที่เหล่านี้ซึ่งมีรากฐานในวัฒนธรรม สามารถช่วยลดความอับอายและกระตุ้นให้ผู้คนแสวงหาความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อจำเป็น
สำหรับสถานพยาบาลและผู้บริหารระบบสุขภาพ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างชัดเจนคือ การเสริมสร้างศักยภาพในการตอบสนองต่อภาวะวิกฤติ (เช่น สายด่วน ทีมผู้ป่วยนอกฉุกเฉิน และการดูแลผู้ป่วยในที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง) ในขณะเดียวกันก็เร่งขยายการสนับสนุนจากชุมชนในระดับความเข้มข้นต่ำ เช่น กลุ่มเพื่อนและโครงการศิลปะ และต้องผนวกการประเมินความปลอดภัยและเส้นทางการส่งต่อที่ชัดเจนเข้ากับระบบ เพื่อให้การบำบัดทางจิตวิทยาใดๆ ไม่ว่าจะเป็น ACT, CBT for psychosis หรือการบำบัดด้วยศิลปะ ถูกดำเนินการด้วยการลงทะเบียนก่อนการทดลอง มีแผนผลลัพธ์ที่ชัดเจน และมีการติดตามเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์อย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยไม่ตกอยู่ในปัญหาด้านระเบียบวิธีวิจัยที่พบในวรรณกรรมเกี่ยวกับ ACT (Brown และคณะ, 2021).
ยังมีอุปสรรคบางประการ เช่น การตีตรา การขาดแคลนบุคลากร และความไม่เท่าเทียมกันของทรัพยากรในแต่ละจังหวัด ซึ่งทำให้บางพื้นที่ต้องใช้รูปแบบการให้บริการที่สร้างสรรค์ เช่น การออกหน่วยเคลื่อนที่ การให้คำปรึกษาทางไกล และการร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายวัด การจัดสรรงบประมาณควรเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล: โครงการนำร่องขนาดเล็กที่มีการวัดผลที่ชัดเจนจะให้ข้อมูลเชิงปฏิบัติได้มากกว่าโครงการขนาดใหญ่ที่ไม่มีการติดตามอย่างเป็นระบบ ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ให้ทุนและสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการทดลองแบบหลายศูนย์ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีและปรับให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรม เพื่อให้การกำหนดนโยบายมีพื้นฐานอยู่บนหลักฐานในระดับท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง
สรุปได้ว่า การตัดสินใจของศิลปินที่จะ “อยู่ร่วม” กับเสียง อาจเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนจำนวนหนึ่งในประเทศไทย: การยอมรับ การทำงานผ่านศิลปะ และการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมประสบการณ์ สามารถช่วยลดความทุกข์สำหรับผู้ที่ได้ยินเสียงบางรายได้ แต่เรื่องเล่าส่วนบุคคลไม่ควรถูกนำมาทดแทนการตัดสินใจทางการแพทย์หรือการทำวิจัยอย่างรอบคอบ บริการสุขภาพจิตในประเทศไทยสามารถดำเนินการได้หลายประการในทันที เช่น การขยายกลุ่มที่นำโดยผู้มีประสบการณ์ตรง การผนวกศิลปะและการฝึกสติเข้ากับงานสุขภาพจิตชุมชน การฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ปฐมภูมิในการประเมินและการตอบสนองแบบรับฟัง และการให้คำมั่นที่จะประเมินผลอย่างเข้มงวด การทำเช่นนี้จะช่วยเคารพจุดแข็งทางวัฒนธรรมไทยในด้านความเมตตาและชุมชน พร้อมทั้งปกป้องผู้ที่มีความต้องการทางการแพทย์เร่งด่วนที่สุด (Kråkvik และคณะ, 2015; Brown และคณะ, 2021; การทำแผนที่การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตในไทย).
คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้อ่านและบริการสุขภาพในท้องถิ่น:
- หากคุณหรือคนในครอบครัวได้ยินเสียงที่ไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ ให้พิจารณากลุ่มสนับสนุนที่นำโดยผู้มีประสบการณ์ตรง หรือเข้าร่วมกิจกรรมศิลปะในชุมชน ก่อนที่จะด่วนสรุปว่าเป็นการวินิจฉัยโรค ควรสอบถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ช่วยได้?” แทนที่จะถามว่า “มีอะไรผิดปกติ?”
- หากเสียงมีลักษณะข่มขู่ สั่งการ หรือเกี่ยวข้องกับการทำร้ายตนเอง หรือมีอาการทางอารมณ์รุนแรง ให้รีบเข้ารับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว (สายด่วนและหน่วยสุขภาพจิตชุมชนสามารถช่วยคัดกรองความเสี่ยงได้)
- ผู้นำชุมชนและวัดสามารถจัดวงสนทนาเพื่อการรับฟังและกลุ่มศิลปะที่สอนทักษะการยอมรับขั้นพื้นฐาน พร้อมทั้งเชื่อมโยงผู้คนกับการดูแลทางการแพทย์เมื่อมีความต้องการ
- ผู้บริหารด้านสาธารณสุขควรร่วมนำร่องการจัดตั้งกลุ่ม “ได้ยินเสียง” และโครงการศิลปะในจังหวัดที่มีความต้องการสูงตามข้อมูลระดับชาติ และยืนยันการลงทะเบียนงานทดลองก่อนการดำเนินงาน พร้อมทั้งการติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- นักวิจัยและผู้ให้ทุนควรให้ความสำคัญกับการทดลองที่มีระเบียบวิธีวิจัยที่เข้มแข็งและปรับให้เข้ากับวัฒนธรรม พร้อมด้วยการรายงานผลที่โปร่งใส เพื่อให้ประเทศไทยมีส่วนร่วมในการสร้างหลักฐานที่น่าเชื่อถือ แทนที่จะทำซ้ำรูปแบบงานทดลองขนาดเล็กที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (Brown และคณะ, 2021).
เรื่องราวของศิลปินผู้ที่เรียนรู้จะ “อยู่ร่วม” กับเสียงนั้น ไม่ได้เป็นแนวทางที่ใช้ได้กับทุกคน แต่เป็นทางเลือกที่สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์: สำหรับหลายคน การบรรเทาความทุกข์อาจมาจากการเรียนรู้ทักษะ การค้นพบชุมชน การสร้างสรรค์ศิลปะ และจากการได้รับบริการจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่ยินดีรับฟังและส่งต่อการดูแลเมื่อจำเป็น ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะผสมผสานเครือข่ายชุมชน ประเพณีทางพุทธศาสนา และโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพจิตที่กำลังเติบโต เพื่อมอบการสนับสนุนด้วยความเมตตาและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าเสียงนั้นจะหายไปหรือไม่ก็ตาม หรือแม้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนไปแล้วก็ตาม