ยุบโรงเรียนเล็ก
การประชุมอ.ก.ค.ศ.ครั้งล่าสุด หรือครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๘ เป็นวาระสำคัญเร่งด่วน จึงถือเป็นการประชุมวาระพิเศษที่มีเรื่องพูดคุยเพื่อทราบและให้พิจารณาไม่มาก มีเพียง ๒ - ๓ เรื่องเท่านั้น
เขตฯให้ผมตอบรับว่าจะนั่งประชุมอ.ก.ค.ศ.ที่ไหน จะไปนั่งห้องแอร์ที่เขตฯหรือนั่งประชุมอยู่ที่บ้าน ผมเลือกห้องทำงานที่บ้านน่าจะดีกว่า เพราะขี้เกียจขับรถ จึงใช้โปรแกรม ZOOM
นับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ ๓ ปี ที่สัมผัส Join Zoom Meeting หลังจากเกษียณอายุราชการ และก็ไม่มีปัญหาอะไร การประชุมราบรื่นไปด้วยดี
เรื่องสำคัญที่พิจารณาคือการอนุมัติคำร้องขอย้ายของครู กรณีปกติ ปี ๒๕๖๘ ครั้งที่ ๒ ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System) ซึ่งระบบนี้ กคศ.มีนโยบายจะปรับปรุงให้สะดวกคล่องตัวสำหรับครูมากขึ้น
จำนวนครูที่ขอย้ายในระบบจำนวน ๙๐ คน ซึ่งถือว่าเยอะ สำหรับเขตพื้นที่เล็กๆ แล้วจะมีครูจากเขตฯอื่นย้ายเข้ามาเติมมากน้อยแค่ไหน อันนี้เป็นเรื่องน่าคิด เพราะจะมีช่องว่างของการขาดครูอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งก็เป็นปัญหาอยู่ทุกปีการศึกษา
ในที่ประชุมได้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินครูและอนุมัติผลการประเมินการขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะของครู เรื่องนี้เขตพื้นที่ฯโดยท่าน ผอ.เขตฯ(โชติวัฒน์ โชติวัฒนภักดิ์)ท่านเร่งรัด ติดตามและให้ความสำคัญมากๆ
อนุกรรมการฯท่านหนึ่ง ให้ข้อคิดเห็นว่า มีผู้บริหารบางท่านไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องแบบนี้ ไม่มีหัวใจของการพัฒนาบุคลากรของตนเอง
ผมจึงเสนอว่า ถ้าหากท่านผอ.เขตฯเน้นย้ำในเรื่องนี้ในที่ประชุมทุกเดือน จะช่วยกระตุ้นให้เรื่องนี้ขับเคลื่อนได้ดีมากขึ้น เนื่องจากแบบประเมินเพื่อพิจารณาความดีความชอบในรอบ ๖ เดือนกำหนดไว้อย่างชัดเจน
เมื่อ ผอ.รร.ระบุข้อมูลการพัฒนาครูไว้ในรายงานผลการปฏิบัติงานฯไว้ว่าอะไรอย่างไร มันก็จะสอดคล้องกับผลคะแนน"ดีมาก" หรือ “ดีเด่น” ในการเลื่อนเงินเดือนในแต่ละรอบ
ใช้เวลาการประชุมเพียงชั่วโมงกว่าๆเท่านั้นก็เสร็จสิ้น ก่อนปิดประชุมผมถามท่านผอ.เขตฯเกี่ยวกับนโยบายการยุบควบรวมโรงเรียนเล็ก เห็นสพฐ.ให้ข่าวในสื่อ และท่านผอ.เขตฯเองก็ไปประชุมผอ.เขตทั่วประเทศ อาจมีข่าวคราวความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม
ท่านบอกว่า เรื่องนี้ สพฐ.ตั้งธงไว้ แต่ยังไม่มีมาตรการเด็ดขาดแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้ไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ ต้องดูในหลายๆบริบท ทั้งปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนชุมชนด้วย
สถานการณ์แบบนี้ ผมเคยสัมผัสมานานนับ ๑๐ ปี ทราบดีว่า สพฐ.โยนก้อนหินถามทางไปเรื่อยๆ พูดง่ายๆก็คือ กดดันให้โรงเรียนกระตือรือร้นและมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานในทุกมิตินั่นเอง
ถามว่าแล้วจะยุบควบรวมได้ไหม ตอบว่าได้ แต่ไม่มากเท่าที่สพฐ.กำหนดจำนวนเอาไว้ในแต่ละปี เพราะบางโรงเรียนที่มีเด็กไม่ถึง ๒๐ คน ด้วยปัญหาที่หมักหมม ระบบจะพาให้ยุบโดยปริยาย
แต่โรงเรียนที่มีเด็ก ๓๐ - ๔๐ คน แม้ไม่มี ผอ.รร. แต่อ.ก.ค.ศ. เพิ่งจะเห็นชอบให้เพิ่มครูอีก ๑ คน รวมเป็น ๔ คน หากมีภารโรงและครูธุรการด้วย จะช่วยให้โรงเรียนพัฒนาคุณภาพทางวิชาการและสภาพแวด้อมได้ไม่ยากเลย
แล้วยิ่งสพฐ.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการการศึกษาทางไกล (DLTV) และลดภาระงานครูลงอย่างมากมาย มิใช่ลดทิพย์แบบเมื่อก่อน บุคลากรจะอยู่ได้อย่างสบายคลายกังวลไปได้
ดังนั้น จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่โรงเรียนขนาดเล็ก ต้องจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน อย่าทำโอกาสให้เป็นวิกฤต พอรู้สึกว่าสะดวกสบายมากขึ้น อาจหลงลืมคุณภาพทางวิชาการที่จะต้องพัฒนาผู้เรียน
อันนี้ก็จะนำพาไปเข้าทางของ สพฐ. ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่ผู้ปกครองและชุมชนเขารักและหวงแหนโรงเรียนในท้องถิ่นของเขา ไม่จำเป็นจริงๆก็อย่าทำให้เกิดการยุบควบรวมเลยครับ
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๘





