เสรีสกเปตวัตถุ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๒. เสรีสกเปตวัตถุ
เรื่องเสรีสกเปรต
(พระควัมปติกล่าวว่า)
[๖๐๔] ท่านทั้งหลายจงฟังคำของเทวดาและพวกพ่อค้า ที่ได้มาพบกันในทางทะเลทรายในคราวนั้น และขอเชิญทุกท่านฟังถ้อยคำตามที่เทวดา และพวกพ่อค้ากล่าวสนทนากัน
[๖๐๕] ยังมีพระราชาผู้ทรงยศพระนามว่า ปายาสิ ได้เกิดร่วมกับหมู่ภุมเทวดา มีบริวารยศบันเทิงอยู่ในวิมานของตน เป็นเทวดาแต่ได้มาสนทนากับพวกมนุษย์
(เสรีสกเทพบุตรถามพวกพ่อค้าด้วยคาถาว่า)
[๖๐๖] มนุษย์ทั้งหลายผู้กลัวทางคดเคี้ยว มีใจหวาดหวั่นอยู่ในที่น่าระแวงว่ามีภัย ในป่า ในถิ่นของอมนุษย์ ในทางกันดาร ซึ่งมีน้ำมีอาหารไม่เพียงพอ เดินไปได้แสนยาก ท่ามกลางทะเลทราย
[๖๐๗] ในทางทะเลทรายนี้ ไม่มีผลไม้ ไม่มีเผือกมัน ไม่มีเชื้อไฟ ในทางทะเลทรายนี้ จักหาอาหารได้แต่ที่ไหน นอกจากฝุ่นและทรายที่แดดแผดเผาทั้งร้อน ทั้งทารุณ
[๖๐๘] ที่นี้เป็นที่ดอน ร้อนดังแผ่นเหล็กเผาไฟ หาความสบายมิได้ เทียบเท่านรก สถานที่นี้เป็นที่อยู่ดั้งเดิมของพวกหยาบช้ามีปีศาจเป็นต้น เป็นภูมิประเทศเหมือนถูกสาปไว้
[๖๐๙] อนึ่ง พวกท่านหวังอะไร เพราะเหตุไรจึงไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน ตามกันเข้ามายังประเทศถิ่นนี้พร้อมกัน เพราะความโลภ ความกลัว หรือเพราะความหลง
(พวกพ่อค้าตอบว่า)
[๖๑๐] พวกข้าพเจ้านั้นเป็นพ่อค้าเกวียนอยู่ในแคว้นมคธและแคว้นอังคะ ต้องการทรัพย์ หวังกำไร จึงบรรทุกสินค้ามามาก พากันไปยังสินธุประเทศและโสวีระประเทศ
[๖๑๑] กลางวัน พวกข้าพเจ้าทุกคนทนความกระหายน้ำไม่ได้ ทั้งมุ่งหวังจะอนุเคราะห์สัตว์พาหนะ จึงรีบเดินทางมาในกลางคืน ซึ่งเป็นเวลาวิกาล
[๖๑๒] พวกข้าพเจ้าไปผิดทาง จึงหลงทาง สับสนเหมือนคนตาบอด เดินหลงเข้าไปในป่าที่ไปได้ยากแสนยาก ท่ามกลางทะเลทราย เกิดงุนงงสงสัย ไม่รู้ทิศทาง
[๖๑๓] ท่านที่ควรบูชา พวกข้าพเจ้าได้พบวิมานอันประเสริฐ และตัวท่านซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อนนี้ จึงหวังจะรอดชีวิตยิ่งกว่าแต่ก่อน เพราะได้เห็น จึงพากันร่าเริง ดีใจและเบิกบานใจ
(เทพบุตรถามว่า)
[๖๑๔] เพราะโภคทรัพย์เป็นต้นเหตุ พวกท่านจึงพากันไปยังทิศทางต่างๆ คือ ฝั่งสมุทรทะเลทรายทางที่ต้องใช้เครื่องหวาย ทางที่ต้องตอกทอย (ตอกทอย หมายถึง การตีลูกทอยคือไม้แหลมๆ ที่ทำเป็นตะปูตีเข้าที่ต้นไม้ (หรือที่หน้าผาเพื่อทำเป็นบันไดไต่ขึ้นไป)) ทางที่มีแม่น้ำ และทางภูเขาที่ไปได้ยาก
[๖๑๕] พ่อค้าทั้งหลาย พวกท่านได้ไปยังแคว้นของพระราชาอื่นๆ พบเห็นผู้คนชาวต่างประเทศ พวกเราขอฟังสิ่งอัศจรรย์ ที่พวกท่านได้ยิน หรือได้เห็นมา
(พวกพ่อค้าตอบว่า)
[๖๑๖] พ่อกุมาร สมบัติของมนุษย์ที่ผ่านมาทั้งหมด ซึ่งอัศจรรย์กว่าวิมานของท่านแม้นี้ พวกข้าพเจ้าไม่เคยได้เห็นหรือได้ยิน วิมานของท่านซึ่งมีรัศมีไม่เลว พวกข้าพเจ้าแลดูแล้วไม่อิ่มเลย
[๖๑๗] ที่วิมานของท่านมีสระโบกขรณี ลอยอยู่ในอากาศ มีสวนดอกไม้มากมาย มีบัวขาวมาก มีหมู่ไม้ผลิดอกออกผลเป็นนิตย์ โชยกลิ่นหอมตลบอบอวล
[๖๑๘] เสาวิมานเหล่านี้เป็นเสาแก้วไพฑูรย์ สูงร้อยศอก ประดับด้วยแก้วผลึก แก้วประพาฬ แก้วลาย และทับทิม มีรัศมีโชติช่วง
[๖๑๙] วิมานของท่านนี้มีเสา ๑,๐๐๐ ต้น ภายในประกอบด้วยแก้ว ภายนอกล้อมรอบด้วยไพทีทองคำ (เวทีที่ทำด้วยทอง เพื่อใช้ประโยชน์ในการฟ้อนรำขับร้อง หรือบางแห่งใช้ตั้งเครื่องบูชา) และมุงบังอย่างดีด้วยแผ่นทองคำ มีอานุภาพหาที่เปรียบมิได้ งามอยู่บนเสาเหล่านั้น
[๖๒๐] วิมานของท่านนี้สว่างไสวด้วยทองชมพูนุทชั้นเยี่ยม ทุกส่วนของวิมานเกลี้ยงเกลาดี ประกอบด้วยบันไดและพื้นน่าพอใจ มั่นคง งดงาม มีส่วนประกอบกลมกลืน ชวนพิศอย่างยิ่ง น่าชอบใจ
[๖๒๑] ภายในวิมานแก้ว มีข้าวน้ำอุดมสมบูรณ์ ตัวท่านมีหมู่เทพอัปสรห้อมล้อม กึกก้องด้วยเสียงตะโพน เปิงมางและดุริยางค์ เป็นผู้ที่ทวยเทพนอบน้อมแล้วด้วยการชมเชยและกราบไหว้
[๖๒๒] ตัวท่านนั้นมีอานุภาพสุดที่จะคิด ประกอบด้วยคุณทุกอย่าง ผู้อันหมู่เทพนารีปลุกเร้า บันเทิงอยู่ในวิมานปราสาทที่ประเสริฐ น่ารื่นรมย์ใจ เหมือนท้าวเวสวัณบันเทิงอยู่ในนฬินีสถาน (สถานที่ทรงเล่นกีฬา สนามกีฬา)
[๖๒๓] ท่านเป็นเทวดาหรือเป็นยักษ์ เป็นท้าวสักกะจอมเทพ หรือเป็นมนุษย์ พวกพ่อค้าเกวียนถามท่าน โปรดบอกด้วยเถิด ท่านเป็นเทวดาชื่ออะไร
(เทพบุตรตอบว่า)
[๖๒๔] ข้าพเจ้าเป็นเทวดาชื่อเสรีสกะ เป็นผู้รักษาทางกันดาร คุ้มครองทางทะเลทราย ทำตามคำสั่งท้าวเวสวัณ จึงดูแลรักษาประเทศถิ่นนี้อยู่
(พวกพ่อค้าถามว่า)
[๖๒๕] วิมานนี้ท่านได้ตามความปรารถนา หรือเกิดโดยความเปลี่ยนแปลง ท่านทำเองหรือเทวดาทั้งหลายมอบให้ พวกพ่อค้าเกวียนถามท่านว่า วิมานที่น่าชอบใจนี้ท่านได้มาอย่างไร
(เทพบุตรตอบว่า)
[๖๒๖] วิมานนี้มิใช่ข้าพเจ้าได้ตามความปรารถนา มิใช่เกิดโดยการเปลี่ยนแปลง มิใช่ข้าพเจ้าทำเองทั้งมิใช่เทวดาทั้งหลายมอบให้ วิมานที่น่าชอบใจนี้ข้าพเจ้าได้มาด้วยบุญกรรมอันดีงามของตน
(พวกพ่อค้าถามว่า)
[๖๒๗] อะไรเป็นข้อปฏิบัติและเป็นพรหมจรรย์ของท่าน นี้เป็นวิบากแห่งบุญกรรมอะไรที่ท่านสั่งสมไว้ดีแล้ว พวกพ่อค้าเกวียนถามท่านว่า วิมานนี้ท่านได้มาอย่างไร
(เทพบุตรตอบว่า)
[๖๒๘] ข้าพเจ้าได้มีนามว่าปายาสิ เมื่อครั้งข้าพเจ้าครองราชย์สมบัติแคว้นโกศล ข้าพเจ้าเป็นนัตถิกทิฏฐิ (มีความเห็นผิดว่า ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยที่ทำให้สัตว์บริสุทธิ์หรือเศร้าหมอง สัตว์บริสุทธิ์หรือเศร้าหมองเอง) เป็นคนตระหนี่ มีธรรมเลวทราม และมีปกติกล่าวว่าขาดสูญ (การกล่าวว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล การบูชายัญไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มีผล โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาบิดาไม่มีคุณ ฯลฯ)
[๖๒๙] ได้มีสมณะ ผู้พหูสูต นามว่ากุมารกัสสปะ ซึ่งเลิศทางกล่าวธรรมได้อย่างวิจิตรไพเราะ ครั้งนั้นท่านได้กล่าวธรรมกถาโปรดข้าพเจ้า ได้ช่วยบรรเทาทิฏฐิที่เป็นข้าศึกทางใจของข้าพเจ้าได้
[๖๓๐] ข้าพเจ้าฟังธรรมกถาของท่านแล้ว ได้ประกาศตนเป็นอุบาสก งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ในโลก ยินดีเฉพาะภรรยาของตน ไม่กล่าวเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา
[๖๓๑] ข้อนั้นเป็นข้อปฏิบัติและเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็นวิบากแห่งบุญกรรมนั้นที่ข้าพเจ้าสั่งสมไว้ดีแล้ว วิมานนี้ข้าพเจ้าได้มาด้วยบุญกรรมอันดีงามนั้นนั่นเอง
(พวกพ่อค้าถามว่า)
[๖๓๒] ทราบมาว่า คนมีปัญญาทั้งหลายพูดแต่คำจริง คำพูดของบัณฑิตทั้งหลายจึงไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น คนทำบุญไว้จะไปที่ใด ย่อมมีแต่สิ่งที่น่ารักน่าใคร่ บันเทิงอยู่ในที่นั้น
[๖๓๓] ณ ที่ใด มีความโศก ความร่ำไห้ การฆ่า การจองจำ และเหตุเกิดเรื่องเลวร้าย คนทำบาปไว้ก็จะไปในที่นั้น ไม่พ้นจากคติที่ชั่วไปได้ไม่ว่าในกาลไหน
[๖๓๔] พ่อกุมาร เพราะเหตุอะไรหนอ เทพบริวารจึงเป็นเสมือนผู้ฟั่นเฟือนไปในชั่วครู่นี้ เหมือนน้ำใสถูกกวนให้ขุ่น เพราะเหตุไรหนอ เทพบริวารนี้และตัวท่านจึงได้มีความโทมนัส
(เทพบุตรตอบว่า)
[๖๓๕] พ่อทั้งหลาย กลิ่นทิพย์เหล่านี้ โชยกลิ่นหอมระรื่นจากป่าไม้ซึก หอมตลบอบอวลทั่ววิมานนี้ กำจัดความมืดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน
[๖๓๖] ล่วงไป ๑๐๐ ปี เปลือกฝักไม้ซึกเหล่านี้ แต่ละฝักก็จะแตกออก เป็นที่รู้กันว่า ๑๐๐ ปีของมนุษย์ล่วงไปแล้ว ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดในหมู่เทวดานี้
[๖๓๗] พ่อทั้งหลาย ข้าพเจ้ารู้เห็นแล้วว่า ข้าพเจ้าจักดำรงอยู่ในวิมานนี้อีก ๕๐๐ ปีทิพย์ แล้วจึงจุติ เพราะสิ้นบุญ สิ้นอายุ ข้าพเจ้าจึงซบเซา เพราะความโศกนั้นนั่นเอง
(พวกพ่อค้ากล่าวว่า)
[๖๓๘] ผู้ที่ได้วิมานซึ่งหาที่เปรียบมิได้เป็นเวลานานเช่นนั้น จะพึงเศร้าโศกไปทำไมเล่า แต่พวกผู้มีบุญน้อยเข้าอยู่วิมานชั่วเวลาสั้นนั้นแหละ ควรเศร้าโศกแท้
(เทพบุตรกล่าวว่า)
[๖๓๙] พ่อทั้งหลาย ข้อที่ท่านทั้งหลายกล่าววาจาที่น่ารักกับข้าพเจ้า นั่นเป็นการกล่าวตักเตือนอันสมควรแก่ข้าพเจ้า ส่วนข้าพเจ้าจะตามคุ้มครองท่านทั้งหลาย เชิญท่านทั้งหลายไปยังที่ที่ท่านทั้งหลายปรารถนาโดยความสวัสดีเถิด
(พวกพ่อค้ากล่าวว่า)
[๖๔๐] พวกข้าพเจ้าต้องการทรัพย์ หวังกำไร จึงพากันไปยังสินธุประเทศ และโสวีระประเทศ แล้วจักประกอบกรรมที่ได้รับรองไว้ตามสมควร มีการเสียสละอย่างบริบูรณ์ กระทำการบูชาเสรีสกเทพบุตรอย่างโอฬาร
(เทพบุตรกล่าวว่า)
[๖๔๑] ท่านทั้งหลาย อย่าได้ทำการบูชาเสรีสกเทพบุตรเลย สิ่งที่ท่านทั้งหลายพูดถึงทั้งหมด จักมีแก่พวกท่าน ท่านทั้งหลายจงงดเว้นกรรมชั่วและจงตั้งใจประกอบตามธรรม
[๖๔๒] ในหมู่พ่อค้าเกวียนนี้ มีอุบาสกผู้เป็นพหูสูต มีศีลและวัตร มีศรัทธา มีจาคะ มีศีลเป็นที่รักอย่างยิ่ง มีวิจารณญาณ สันโดษ มีความรู้
[๖๔๓] ไม่พูดเท็จทั้งที่รู้อยู่ ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่พูดส่อเสียดให้เขาแตกกัน พูดแต่วาจาอ่อนหวานละมุนละม่อม
[๖๔๔] เขามีความเคารพ ยำเกรง มีวินัย ไม่เป็นคนเลว เป็นผู้บริสุทธิ์ในอธิศีล มีความประพฤติประเสริฐ เลี้ยงมารดาบิดาโดยชอบธรรม
[๖๔๕] เขาเห็นจะแสวงหาโภคทรัพย์ เพราะเหตุแห่งมารดาบิดา มิใช่เพราะเหตุแห่งตน เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไป เขาก็น้อมไปในเนกขัมมะ ประพฤติพรหมจรรย์
[๖๔๖] เขาเป็นคนซื่อตรง ไม่คดโกง ไม่โอ้อวด ไม่เจ้าเล่ห์ ไม่พูดมีเลศนัย เขาทำแต่กรรมดี ตั้งอยู่ในธรรมเช่นนี้ จะพึงได้รับทุกข์อย่างไรเล่า
[๖๔๗] เพราะอุบาสกนั้นเป็นเหตุ ข้าพเจ้าจึงได้ปรากฏตัว พ่อค้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเห็นธรรมเถิด เพราะเว้นอุบาสกนั้นเสียแล้ว ท่านทั้งหลายจะสับสน เหมือนคนตาบอดหลงเข้าไปในป่าเป็นเถ้าถ่านไป การทอดทิ้งผู้อื่นเป็นการง่ายสำหรับคนทั่วไป (แต่เป็นการยากสำหรับสัตบุรุษ) คบหาสัตบุรุษจึงนำความสุขมาให้อย่างแท้จริง
(พวกพ่อค้าถามว่า)
[๖๔๘] อุบาสกคนนั้นคือใคร และทำงานอะไร เขาชื่ออะไร และโคตรอะไร ข้าแต่เทวดา แม้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ก็ต้องการจะเห็นอุบาสกนั้นที่ท่านมาที่นี้ เพื่อช่วยเหลืออุบาสกที่ท่านชอบ เป็นคนโชคดี
(เทพบุตรตอบว่า)
[๖๔๙] ผู้ที่เป็นกัลบกมีชื่อว่าสัมภวะ อาศัยการตัดผมเลี้ยงชีพ เป็นคนรับใช้ของพวกท่าน ท่านทั้งหลายจงรู้ว่าเป็นอุบาสก ท่านทั้งหลายอย่าดูหมิ่นเขา เขาเป็นผู้มีศีลเป็นที่รักยิ่ง
(พวกพ่อค้ากล่าวว่า)
[๖๕๐] ข้าแต่เทวดา พวกข้าพเจ้ารู้จักช่างตัดผมคนที่ท่านพูดถึงดี แต่ไม่รู้จักว่า เขาเป็นคนเช่นนี้เลย แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายฟังคำของท่านแล้ว ก็จักบูชาอุบาสกนั้นอย่างโอฬาร
(เทพบุตรกล่าวว่า)
[๖๕๑] พวกผู้คนในกองเกวียนนี้ ไม่ว่าคนหนุ่ม คนแก่ หรือคนปูนกลาง ทั้งหมดทุกคนนั้น เชิญขึ้นไปบนวิมาน พวกคนตระหนี่จงดูผลของบุญทั้งหลาย
(พระธรรมสังคีติกาจารย์กล่าว ๖ คาถาในตอนจบเรื่องว่า)
[๖๕๒] พ่อค้าทุกคน ณ ที่นั้น ต่างคนต่างเข้าห้อมล้อมช่างตัดผมนั้น พากันขึ้นวิมานซึ่งเสมือนภพดาวดึงส์ของท้าววาสวะ พร้อมกล่าวว่า เราก่อนๆ
[๖๕๓] พ่อค้าทุกคนนั้นต่างประกาศความเป็นอุบาสก ณ ที่นั้นว่า เราก่อนๆ แล้วได้เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ในโลก ยินดีเฉพาะภรรยาของตน ไม่กล่าวเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา
[๖๕๔] พ่อค้าทุกคน ครั้นต่างคนต่างประกาศความเป็นอุบาสก ณ ที่นั้นแล้วได้ไปยังสถานที่ที่ตนปรารถนาโดยสวัสดี หมู่พ่อค้าเกวียนบันเทิงอยู่ด้วยเทวฤทธิ์เนืองๆ ได้รับอนุญาตแล้วหลีกไป
[๖๕๕] พ่อค้าเหล่านั้นต้องการทรัพย์ หวังกำไร ไปถึงสินธุและโสวีระประเทศ พยายามค้าขายตามปรารถนา มีลาภบริบูรณ์ กลับมาเมืองปาฏลีบุตรโดยปลอดภัย
[๖๕๖] พ่อค้าเหล่านั้นไปเรือนของตน มีความสวัสดี พร้อมหน้าบุตรภรรยา มีจิตเพลิดเพลิน ดีใจ ปลาบปลื้ม บูชาเสรีสกเทพบุตรอย่างโอฬาร ได้ช่วยกันสร้างเทวาลัยชื่อเสรีสกะขึ้น
[๖๕๗] การคบสัตบุรุษให้สำเร็จประโยชน์อย่างนี้ การคบผู้มีคุณธรรมมีประโยชน์มาก พ่อค้าทั้งหมดได้ประสบความสุข เพราะผลอันสืบเนื่องมาจากอุบาสกคนเดียว
เสรีสกเปตวัตถุที่ ๒ จบ
--------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔
๒. เสริสสกเปตวัตถุ
อรรถกถาเสรีสกเปตวัตถุที่ ๒
เรื่องเสรีสกเปรตนี้ มีดังนี้.
เพราะเหตุที่เรื่องนั้นไม่พิเศษไปกว่าเรื่องเสรีสกวิมาน ฉะนั้น คำที่ควรจะกล่าวในอัตถุปปัตติเหตุและในคาถานั้น พระอรรถกถาจารย์ได้กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาวิมานวัตถุ ชื่อปรมัตถทีปนี ฉะนั้น พึงทราบโดยนัยที่ได้กล่าวไว้แล้ว ในอรรถกถาวิมานวัตถุนั้น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาเสรีสกเปตวัตถุที่ ๒
-----------------------------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถาเสรีสกวิมาน
เสรีสกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ท่านพระกุมารกัสสปะพร้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปไปถึงเสตัพยนคร ได้เปลื้องพระยาปายาสิผู้เข้าไปหาตนในนครนั้น จากมิจฉาทิฏฐิ ให้ดำรงอยู่ในสัมมาทิฏฐิ.
จำเดิมแต่นั้นมา พระยาปายาสิเป็นผู้ขวนขวายในบุญ เมื่อถวายทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ได้ถวายทานโดยไม่เคารพ เพราะมิได้เคยสร้างสมในทานนั้น ในเวลาต่อมาทำกาลกิริยาตายไปบังเกิดในเสรีสกวิมาน [ใกล้ต้นซึก] ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช.
เล่ากันมาว่า ในอดีตกาล ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ.
พระเถระขีณาสพองค์หนึ่งเที่ยวบิณฑบาตในบ้านแห่งหนึ่งแล้ว ได้ทำภัตกิจที่สวนแห่งหนึ่งนอกบ้านทุกวัน คนเลี้ยงโคคนหนึ่งเห็นดังนั้น คิดว่า พระผู้เป็นเจ้าลำบากเพราะแสงแดด มีจิตเลื่อมใสได้เอาเสาไม้ซึก ๔ ต้นกระทำมณฑปกิ่งไม้ถวาย. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปลูกต้นซึกใกล้มณฑป ดังนี้ก็มี.
เขาทำกาละตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช ด้วยบุญกรรมนั้นเอง ที่ประตูวิมานได้บังเกิดสวนไม้ซึกซึ่งมีดอกพรั่งพร้อมด้วยสีและกลิ่นงดงามอยู่ทุกเวลา ส่องถึงกรรมเก่าของเขา ด้วยเหตุนั้น วิมานนั้นจึงรู้กันทั่วว่าเสรีสกะ.
อนึ่ง เทพบุตรนั้นเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตลอดพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ เป็นพระควัมปติ ในคฤหัสถ์ ๔ คนมีวิมลเป็นต้นซึ่งเป็นสหายของพระยสเถระ ตั้งอยู่ในพระอรหัตด้วยพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เห็นวิมานว่างนั้น จึงไปพักกลางวันอยู่เนืองๆ ด้วยอำนาจบุญกรรมที่สั่งสมไว้ในกาลก่อน.
ต่อมา พระควัมปติเถระพบปายาสิเทพบุตรในที่นั้น ถามว่า ผู้มีอายุ ท่านเป็นใคร.
เมื่อปายาสิเทพบุตรตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าคือพระยาปายาสิ มาเกิดในที่นี้ จึงกล่าวว่า ท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีทัศนะวิปริตมิใช่หรือ มาเกิดในที่นี้ได้อย่างไร.
ครั้งนั้น ปายาสิเทพบุตรกล่าวกะพระเถระว่า พระผู้เป็นเจ้ากุมารกัสสปเถระเปลื้องข้าพเจ้าจากมิจฉาทิฏฐิ แต่ข้าพเจ้าบังเกิดในวิมานว่างก็ด้วยบุญกิริยาที่กระทำโดยไม่เคารพ ดีแล้วเจ้าข้า เวลาท่านกลับไปมนุษยโลก ขอท่านโปรดบอกกล่าวแก่ชนบริวารของข้าพเจ้าว่า พระยาปายาสิถวายทานโดยไม่เคารพมาเกิดในวิมานไม้ซึกซึ่งเป็นวิมานว่าง ท่านทั้งหลายจงทำบุญโดยเคารพ จงตั้งใจให้แน่วแน่ เพื่อมาเกิดในวิมานนั้น.
พระเถระก็ได้กระทำอย่างว่านั้น เพื่ออนุเคราะห์เทพบุตรนั้น. แม้พวกชนบริวารเหล่านั้นฟังคำของพระเถระแล้ว ตั้งใจทำบุญอย่างนั้น ได้บังเกิดในเสรีสกวิมานไม้ซึก.
ท้าวมหาราชเวสวัณได้แต่งตั้งเสรีสกเทพบุตรให้เป็นเจ้าหน้าที่ผู้อารักขามรรคา เพื่อจะปลดเปลื้องอันตรายแต่อมนุษย์ แก่พวกมนุษย์ที่เดินทางในทางที่ขาดร่มเงาและน้ำ ณ พื้นที่ทะเลทราย.
สมัยต่อมา พวกพ่อค้าชาวอังคะและมคธ เอาสินค้าบรรทุกเกวียนเต็มพันเล่ม เดินทางไปสินธุประเทศและโสวีระประเทศ ในทางทะเลทราย ไม่เดินทางในกลางวัน เพราะกลัวร้อน เดินทางในกลางคืน เพราะใช้ดวงดาวเป็นสัญญาณเครื่องกำหนดหมาย พวกเขาพากันเดินหลงทางไปยังทิศทางอื่น.
ในระหว่างพ่อค้าเหล่านั้น มีอุบาสกคนหนึ่งเป็นคนมีศรัทธาเลื่อมใส สมบูรณ์ด้วยศีล สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัยที่จะได้บรรลุพระอรหัต ไปค้าขายเพื่อบำรุงเลี้ยงบิดามารดา.
เมื่อจะอนุเคราะห์อุบาสกนั้น เสรีสกเทพบุตรจึงแสดงองค์พร้อมด้วยวิมาน และครั้นแสดงแล้วได้ถามว่า เหตุไร พวกท่านจึงเดินทางสายนี้ ซึ่งไม่มีร่มเงาและน้ำ ทั้งยังเป็นทะเลทราย.
พวกเขาได้บอกถึงเรื่องที่พวกตนมาในที่นั้นแก่เทพบุตรนั้น.
การแสดงข้อความนั้นเป็นคาถารวบรวมคำกล่าวคำโต้ตอบของเทพบุตรและของพ่อค้าทั้งหลายไว้. เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของคาถาเหล่านั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายได้เริ่มตั้งคาถาต้นไว้สองคาถาว่า
ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำของเทวดา และของพวกพ่อค้าในทางทะเลทรายที่ได้มาพบกันในเวลานั้น และฟังถ้อยคำที่เทวดาและพวกพ่อค้าโต้ตอบกันโดยประการใด ขอท่านทั้งปวงจงฟังคำนั้นโดยประการนั้นเถิด ยังมีพระยานามว่าปายาสิ มียศ ถึงความเป็นสหายของภุมเทวดา บันเทิงอยู่ในวิมานของตนเป็นเทวดา ได้มาสนทนากะพวกมนุษย์.
บัดนี้ เป็นคาถาถามของเทพบุตร ว่า
ดูก่อนมนุษย์ทั้งหลาย พวกท่านกลัวทางคดเคี้ยว ใจเสียอยู่ในที่น่าสงสัยว่ามีภัยในป่า ในถิ่นอมนุษย์ในทางกันดาร ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร เดินไปได้แสนยาก กลางทะเลทราย ในทะเลทรายนี้ไม่มีผลไม้ ไม่มีเผือกมัน ไม่มีเชื้อไฟ ในที่นี้จะมีอาหารแต่ที่ไหน นอกจากฝุ่นและทราย ที่แดดแผดเผาทั้งร้อนทั้งทารุณ เป็นที่ดอน ร้อนดังแผ่นเหล็กเผาไฟ หาความสุขมิได้ เทียบเท่านรก [ในปรโลก] เป็นที่อยู่ของพวกมนุษย์หยาบช้า ยุคโบราณ เป็นภูมิประเทศ เหมือนถูกสาปไว้ เออก็พวกท่านหวังอะไร เพราะเหตุไรจึงไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน ตามกันเข้ามายังประเทศถิ่นนี้พร้อมกัน เพราะความโลภ ความกลัวหรือเพราะหลงทาง.
บัดนี้ พวกพ่อค้ากล่าวว่า
พวกข้าพเจ้าเป็นนายกองเกวียนอยู่ในแคว้นมคธและแคว้นอังคะ บรรทุกสินค้ามาก ต้องการทรัพย์ ปรารถนากำไร จะพากันไปยังสินธุประเทศและโสวีระประเทศ เวลากลางวัน ข้าพเจ้าทุกคนทนความระหายน้ำไม่ได้ ทั้งมุ่งหมายจะอนุเคราะห์สัตว์พาหนะ รีบเดินทางมาในกลางคืนซึ่งเป็นเวลาวิกาล ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้พลาดทาง ไปผิดทาง หลงทางไม่รู้ทิศ เดินเข้าไปในป่าที่ไปได้แสนยากกลางทะเลทราย วุ่นวายเหมือนคนตาบอด. ข้าแต่ท่านเทวะผู้ควรบูชา พวกข้าพเจ้าได้พบวิมานอันประเสริฐและตัวท่านนี้ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน จึงหวังจะรอดชีวิตยิ่งกว่าแต่ก่อน เพราะพบกัน พวกข้าพเจ้าจึงพากันร่าเริงดีใจและปลื้มใจ.
เมื่อพวกพ่อค้าเล่าความเป็นไปของตนอย่างนี้แล้ว เทพบุตรได้ถามด้วยคาถาสองคาถาอีกว่า
ดูก่อนพ่อทั้งหลาย พวกท่านไปทะเลทรายทั้งฝั่งโน้นทั้งฝั่งนี้ และไปทางที่มีเชิงหวายและหลักตอ ไปหลายทิศที่ไปได้ยาก คือมีแม่น้ำและที่ขรุขระของภูเขา เพราะโภคทรัพย์เป็นต้นเหตุ พวกท่านไปยังแว่นแคว้นของพระราชาอื่นๆ ได้เห็นพวกมนุษย์ชาวต่างประเทศ เราขอฟังสิ่งอัศจรรย์ที่พวกท่านได้ฟังหรือได้เห็นมา ในสำนักของพวกท่าน.
เทพบุตรประสงค์จะให้พ่อค้าเหล่านั้นกล่าวถึงความอัศจรรย์แห่งวิมานของตน จึงถามด้วยประการฉะนี้.
ถูกเทพบุตรถามอย่างนี้แล้ว พวกพ่อค้ากล่าวว่า
ข้าแต่พ่อกุมาร สมบัติของมนุษย์ที่แล้วๆ มาทั้งหมด พวกข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินหรือได้เห็นอัศจรรย์กว่าวิมานของท่านนี้เลย พวกข้าพเจ้าดูวิมานของท่านอันมีรัศมีไม่ทรามแล้วไม่อิ่มเลย สระโบกขรณีเลื่อนลอยไปในอากาศ มีสวนป่าไม้มาก มีบุณฑริกบัวขาวมาก มีต้นไม้ออกผลเป็นนิจ โชยกลิ่นหอมตลบไป เสาวิมานเหล่านี้เป็นเสาแก้วไพฑูรย์ สูงร้อยศอก ส่วนยาวประดับด้วยศิลาแก้วประพาฬ แก้วลายและแก้วทับทิม มีรัศมีโชติช่วง
วิมานงามของท่านนี้มีเสาพันหนึ่ง มีอานุภาพหาที่เปรียบมิได้ อยู่บนเสาเหล่านั้น ประกอบด้วยรัตนะภายใน ภายนอกล้อมด้วยไพทีทอง และกำบังอย่างดีด้วยแผ่นทอง.
วิมานของท่านนี้สว่างด้วยทองชมพูนุท ส่วนนั้นๆ เกลี้ยงเกลาประกอบด้วยบันไดและแผ่นกระดานของปราสาท มั่นคงงดงาม ส่วนประกอบเข้ากันสนิท ชวนพิศอย่างยิ่ง น่าลิงโลดใจ ภายในวิมานรัตน์มีข้าวน้ำอุดมสมบูรณ์.
ตัวท่านอันหมู่เทพอัปสรห้อมล้อมเอิกอึง ด้วยเสียงตะโพน เปิงมางและดนตรี อันทวยเทพกราบไหว้ด้วยการสดุดีและวันทนา ท่านนั้นตื่นอยู่ด้วยหมู่เทพนารี บันเทิงอยู่ในวิมานปราสาทอันประเสริฐน่ารื่นรมย์ใจ มีอานุภาพเป็นอจินไตย ประกอบไปด้วยคุณทุกอย่าง ดังท้าวเวสวัณในนลินีสถานมีดอกบัว ท่านเป็นเทวดาหรือเป็นยักษ์ หรือเป็นท้าวสักกะจอมเทพ หรือเป็นมนุษย์. พวกพ่อค้าเกวียนถามท่าน ขอท่านโปรดบอกทีเถิด ท่านเป็นเทวดาชื่อไร.
บัดนี้ เทพบุตรนั้นเมื่อจะให้พวกพ่อค้ารู้จักตน จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าพเจ้าเป็นเทวดาชื่อเสรีสกะ เป็นผู้รักษาทางกันดาร คุ้มครองทะเลทราย ทำตามเทวบัญชาคำสั่งของท้าวเวสวัณ จึงดูแลรักษาประเทศถิ่นนี้อยู่.
บัดนี้ พวกพ่อค้าเมื่อถามถึงกรรมเป็นต้นของเทพบุตรนั้น กล่าวว่า
วิมานนี้ท่านได้มาเอง หรือเกิดโดยความเปลี่ยนแปลง ท่านทำเองหรือเทวดาทั้งหลายให้. พ่อค้าเกวียนทั้งหลายถามท่าน วิมานที่น่าภูมิใจนี้ ท่านได้มาอย่างไร.
บัดนี้ เทพบุตรเมื่อจะปฏิเสธประการทั้ง ๔ (ที่ถาม) แล้วอ้างบุญเท่านั้น ได้กล่าวคาถาว่า
วิมานนี้ มิใช่ข้าพเจ้าได้มาเอง มิใช่เกิดโดยการเปลี่ยนแปลง มิใช่ข้าพเจ้าทำเอง มิใช่เทวดาทั้งหลายให้ วิมานที่น่าภูมิใจนี้ ข้าพเจ้าได้มาด้วยบุญกรรมที่มิใช่บาปของตน.
อะไรเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของท่าน นี้เป็นวิบากแห่งบุญอะไรที่ท่านสั่งสมไว้ดีแล้ว พ่อค้าเกวียนทั้งหลายถามท่าน วิมานนี้ท่านได้มาอย่างไร.
เทพบุตรปฏิเสธคำถามเหล่านั้นอีก เมื่อจะแสดงตนและบุญตามที่ได้สั่งสมไว้ กล่าวว่า
ข้าพเจ้ามีนามว่าปายาสิ เมื่อครั้งรับราชการ [เป็นเจ้าเมืองเสตัพยะ] แคว้นโกศล ข้าพเจ้าเป็นนัตถิกทิฏฐิ (มีความเห็นผิดว่าไม่มีบุญบาป) เป็นคนตระหนี่ มีธรรมอันลามก มีปกติกล่าวว่าขาดสูญ ได้มีสมณะนามว่ากุมารกัสสปะ ผู้โอฬาร เป็นพหูสูต กล่าวธรรมได้วิจิตร ท่านได้แสดงธรรมกถาโปรดข้าพเจ้าในครั้งนั้น ได้บรรเทาทิฏฐิที่เป็นข้าศึกใจ [มิจฉาทิฏฐิ] ของข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมกถาของท่านนั้นแล้ว ได้ปฏิญาณตนเป็นอุบาสก งดเว้นจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทานในโลก ไม่ดื่มน้ำเมา และไม่กล่าวมุสา ยินดีด้วยภริยาของตน ข้อนั้นเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็นวิบากแห่งบุญที่ข้าพเจ้าสั่งสมไว้ดีแล้ว วิมานนี้ ข้าพเจ้าได้มาด้วยบุญกรรมที่มิใช่บาปเหล่านั้นแหละ.
ข้อนั้น เข้าใจง่ายทั้งนั้น.
ลำดับนั้น พวกพ่อค้าได้เห็นเทพบุตรและวิมานของเทพบุตรนั้นชัดแจ้ง จึงเชื่อผลแห่งกรรม เมื่อประกาศความเชื่อในผลแห่งกรรมของตน ได้กล่าวสองคาถาว่า
ได้ยินว่า คนทั้งหลายที่มีปัญญา พูดแต่คำจริงคำของบัณฑิตทั้งหลาย จึงไม่แปรปรวนกลับกลายเป็นอย่างอื่น คนทำบุญจะไปในที่ใดๆ ย่อมมีแต่ของที่น่ารักน่าใคร่ บันเทิงอยู่ในที่นั้นๆ ความโศกความร่ำไห้ การฆ่า การจองจำและเหตุเกิดเรื่องเลวร้าย มีอยู่ในที่ใดๆ คนทำบาปก็ย่อมไปในที่นั้นๆ ย่อมไม่พ้นทุคติไปได้ไม่ว่าในกาลไร.
เมื่อพวกเขากำลังพูดกันอยู่อย่างนี้แล เปลือกฝักซึกที่แก่จัด ขั้วหลุดเพราะความแก่จัด ก็หล่นจากต้นซึก ใกล้ประตูวิมาน ด้วยเหตุนั้น เทพบุตรพร้อมด้วยเทพบริวารก็โทมนัสเสียใจ.
พวกพ่อค้าเห็นดังนั้น จึงกล่าวคาถาว่า
พ่อกุมาร เพราะเหตุอะไรหนอ เทพบริวารจึงกลายเป็นผู้ฟั่นเฟือนในชั่วครู่นี้ เหมือนน้ำถูกกวนให้ขุ่น โทมนัสความเสียใจ จึงได้มีแก่เทพบริวารนี้และตัวท่าน.
เทพบุตรได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า
ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย กลิ่นหอมทิพย์เหล่านี้หอมฟุ้งจากป่าไม้ซึก หอมตลบอบอวลทั่ววิมานนี้ กำจัดความมืดได้ทั้งกลางวันกลางคืน ล่วงไปร้อยปี เปลือกฝักของต้นซึกเหล่านี้จะแตกออกเป็นฝักๆ เป็นอันรู้ว่า ร้อยปีของมนุษย์ล่วงไปแล้ว.
ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดในเทวดาหมู่นี้ดำรงอยู่ในวิมานนี้ ๕๐๐ ปีทิพย์แล้วจึงจุติ เพราะสิ้นบุญ เพราะสิ้นอายุ เพราะความโศกนั้นนั่นแล ข้าพเจ้าจึงซบเซา.
ลำดับนั้น พวกพ่อค้าพากันพูดปลอบโยนเทพบุตรนั้นว่า
ท่านได้วิมานซึ่งหาที่เปรียบมิได้เป็นเวลานาน ท่านเป็นเช่นนั้น จะเศร้าโศกไปทำไมเล่า ผู้มีบุญน้อยเข้าอยู่วิมานชั่วเวลาสั้นๆ ควรเศร้าโศกแท้.
ในคาถานั้น อธิบายว่า ใครๆ ก็ตามที่มีอายุน้อยมีบุญน้อย ควรจะเศร้าโศกเพราะอาศัยความตาย แต่เทพบุตรเช่นท่านพรั่งพร้อมด้วยภาพทิพย์ มีอายุถึง ๙ ล้านปีอย่างนี้ จะเศร้าโศกไปทำไมเล่า คือไม่ควรเศร้าโศกทีเดียว เทพบุตรสบายใจด้วยคำปลอบโยนเพียงเท่านั้นเอง รับคำพวกพ่อค้าเหล่านั้น และเมื่อชี้แจงแก่พ่อค้าเหล่านั้นกล่าวคาถาว่า
ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย ข้อที่ท่านทั้งหลายกล่าววาจาน่ารักตักเตือนข้าพเจ้านั้น สมควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะต้องคุ้มครองพวกท่าน ขอท่านทั้งหลายจงไปยังที่ที่พวกท่านปรารถนาโดยสวัสดีเถิด.
ลำดับนั้น พวกพ่อค้าเมื่อจะประกาศความเป็นผู้กตัญญู ได้กล่าวคาถาว่า
ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความต้องการทรัพย์ ปรารถนากำไร จึงพากันไปยังสินธุประเทศและโสวีระประเทศ พวกข้าพเจ้าจักประกอบกรรมตามสมควร จักเสียสละอย่างบริบูรณ์ กระทำการฉลองเสรีสกเทพบุตรอย่างโอฬาร.
เทพบุตรปฏิเสธงานฉลองและชักชวนพ่อค้าเหล่านั้นในสิ่งที่ควรทำอีก กล่าวคาถาว่า
ท่านทั้งหลายอย่าได้ทำการบูชาเสรีสกเทพบุตรเลย สิ่งที่พวกท่านพูดถึงทั้งหมดจักมีแก่พวกท่าน ท่านทั้งหลายจงงดเว้นการกระทำที่เป็นบาป และจงตั้งใจประกอบตามซึ่งธรรมเถิด.
เสรีสกเทพบุตรชี้แจงดังกล่าวมาฉะนี้.
เทพบุตรเมื่อจะอนุเคราะห์อุบาสกผู้ใด ก็ประสงค์จะรักษาและป้องกันพ่อค้าเหล่านั้นไว้ เมื่อเทพบุตรระบุเกียรติคุณของอุบาสกผู้นั้นแล้ว แนะนำอุบาสกผู้นั้นแก่พ่อค้าเหล่านั้น ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ในหมู่พ่อค้าเกวียนนี้ มีอุบาสกผู้เป็นพหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีลและวัตร มีศรัทธา มีจาคะ มีความละมุนละไม มีปัญญาประจักษ์ เป็นผู้สันโดษ เป็นผู้มีความรู้ ไม่พูดเท็จทั้งรู้ ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่พูดส่อเสียดให้เขาแตกกัน พูดแต่วาจาอ่อนหวานน่ารัก มีความเคารพ มีความยำเกรง มีวินัย ไม่เป็นคนเลว เป็นผู้บริสุทธิ์ในอธิศีล เป็นคนเลี้ยงบิดามารดาโดยธรรม มีความประพฤติประเสริฐ.
เขาแสวงหาโภคะทั้งหลายเพื่อเลี้ยงบิดามารดา มิใช่เพื่อตน เมื่อบิดามารดาล่วงลับแล้ว เป็นผู้น้อมไปในเนกขัมมะ จักประพฤติพรหมจรรย์ เป็นคนตรง ไม่คดโกง ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา ไม่พูดมีเลศนัย.
เขาเป็นผู้ทำแต่กรรมดี ตั้งอยู่ในธรรมเช่นนี้ จะพึงได้ความทุกข์อย่างไรเล่า เพราะอุบาสกนั้นเป็นเหตุ ข้าพเจ้าจึงได้ปรากฏตัว.
ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลายเอ๋ย เพราะฉะนั้น พวกท่านจงเห็นธรรมเถิด เพราะเว้นจากอุบาสกนั้นเสียแล้ว ท่านทั้งหลายจะวุ่นวาย เหมือนคนบอดหลงเข้าไปในป่า เป็นเถ้าถ่านไป อันคนอื่นทอดทิ้งสัตบุรุษ [อุบาสก] นั้น กระทำได้ง่าย การคบหาสัตบุรุษนำสุขมาให้หนอ.
พวกพ่อค้าประสงค์จะทราบว่า อุบาสกที่เทพบุตรกล่าวถึงทั่วไปอย่างนี้ [เป็นใคร] โดยสรูปเจาะจง จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่เทวดา อุบาสกนั้นคือใคร ทำงานอะไร เขาชื่ออะไร เขาโคตรอะไร ท่านมาในที่นี้เพื่ออนุเคราะห์อุบาสกคนใด แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็ต้องการจะเห็นอุบาสกคนนั้น ท่านรักอุบาสกคนใดก็เป็นลาภของอุบาสกคนนั้น.
บัดนี้ เทพบุตรเมื่อแสดงอุบาสกนั้นโดยชื่อและโคตรเป็นต้น กล่าวว่า
ผู้ใดเป็นกัลบกมีชื่อว่าสัมภวะ อาศัยการตัดผมเลี้ยงชีพ เขาเป็นคนรับใช้ของพวกท่าน ท่านทั้งหลายจงรู้ผู้นั้นว่าเป็นอุบาสก ท่านทั้งหลายอย่าได้ดูหมิ่นอุบาสกนั้น อุบาสกนั้นเป็นผู้ละมุนละไม [น่ารัก].
บัดนี้ พ่อค้าทั้งหลายรู้จักอุบาสกนั้นแล้ว กล่าวว่า
ข้าแต่เทวดา พวกข้าพเจ้ารู้จักช่างตัดผมคนที่ท่านพูดถึง แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นเช่นนี้เลย ข้าแต่เทวดา ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ฟังคำของท่านแล้ว จักบูชาอุบาสกนั้นอย่างโอฬาร.
บัดนี้ เพื่อจะยกพ่อค้าเหล่านั้นขึ้นสู่วิมานของตนแล้วสั่งสอน จึงกล่าวคาถาว่า
มนุษย์ในกองเกวียนนี้ ไม่ว่าคนหนุ่ม คนแก่หรือคนปูนกลาง หมดทุกคนนั้นแหละจงขึ้นวิมาน พวกคนตระหนี่จงดูผลของบุญทั้งหลาย.
บัดนี้ พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายกล่าวคาถาไว้ ๖ คาถาตอนจบเรื่องว่า
พ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดในที่นั้น ต่างคนต่างเข้าห้อมล้อมกัลบกนั้น พากันขึ้นสู่วิมาน ดุจภพดาวดึงส์ของท้าววาสวะ [พระอินทร์] พ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดในที่นั้น ต่างคนต่างประกาศความเป็นอุบาสก ได้เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา และไม่กล่าวเท็จ ยินดีด้วยภรรยาของตน.
พ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดในที่นั้น ครั้นต่างคนต่างประกาศความเป็นอุบาสกแล้ว บันเทิงอยู่ด้วยเทพฤทธิ์เนืองๆ ได้รับอนุญาตแล้ว หลีกไป.
พ่อค้าเหล่านั้นมีความต้องการทรัพย์ ปรารถนากำไร ไปถึงสินธุประเทศและโสวีระประเทศ พยายามค้าขายตามปรารถนา มีลาภผลบริบูรณ์ กลับมาปาฏลิบุตรอย่างปลอดภัย พ่อค้าเหล่านั้นไปสู่เรือนของตน มีความสวัสดี พร้อมหน้าบุตรภรรยา มีความเพลิดเพลิน ปลาบปลื้ม ดีใจ ชื่นใจ ได้ทำการบูชาเสรีสกเทพบุตรอย่างโอฬาร ช่วยกันสร้างเทวาลัย ชื่อเสรีสกะ
การคบสัตบุรุษสำเร็จประโยชน์เช่นนี้ การคบผู้มีคุณธรรม มีประโยชน์มาก เพื่อประโยชน์ของอุบาสกคนเดียว พ่อค้าทั้งหมดก็ได้ประสบความสุข.
ฝ่ายสัมภวอุบาสกเรียนคาถาประพันธ์ที่ดำเนินไปโดยคำกล่าวคำโต้ตอบของปายาสิเทพบุตรและพ่อค้าเหล่านั้น โดยทำนองที่ได้ฟังนั่นแหละ และบอกกล่าวแก่พระเถระทั้งหลาย. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปายาสิเทพบุตรกล่าวแก่ท่านพระสัมภวเถระ.
พระมหาเถระทั้งหลายมีพระยสเถระเป็นประมุข ได้ยกเรื่องนั้นขึ้นสู่สังคายนาในคราวสังคายนาครั้งที่สอง
ฝ่ายสัมภวอุบาสกบวชเมื่อบิดามารดาล่วงลับไปแล้ว ได้ดำรงอยู่ในพระอรหัต.
จบอรรถกถาเสรีสกวิมาน
-----------------------------------------------------