กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เปิดเผยข้อมูลล่าสุดประจำปี ๒๕๖๗ ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตและเจ็บป่วยจากการทำงานหนักจนรัฐให้การรับรอง สูงถึง ๑,๓๐๔ ราย ซึ่งเพิ่มขึ้น ๑๙๖ รายจากปีก่อน สถิติดังกล่าวถือเป็นตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการทำงานหักโหม หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า “คาโระชิ” ที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยส่วนใหญ่มีอาการที่เกี่ยวข้องกับเส้นเลือดสมอง หัวใจ โรคซึมเศร้า รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ (nippon.com) ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นมีผู้ป่วยปัญหาสุขภาพจิตจากการทำงานที่รัฐให้การรับรองเกิน ๑,๐๐๐ รายภายในปีเดียว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนต่อผู้กำหนดนโยบายและผู้ประกอบการทั่วภูมิภาค

ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการทำงานหนักในญี่ปุ่นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพรวมสถานการณ์ในหลายประเทศแถบเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ที่ยังคงมีวัฒนธรรมการทำงานล่วงเวลาที่ยาวนาน และการคาดหวังผลผลิตจากพนักงานในระดับสูง ดังนั้น สถิติจำนวนนี้จึงเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนถึงผลกระทบอันร้ายแรง หากไร้ซึ่งการจัดการปัญหาสุขภาพจิตจากการทำงานอย่างจริงจัง

จากข้อมูลล่าสุดของญี่ปุ่น พบว่า ในจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต ๑,๓๐๔ รายนั้น มี ๒๔๗ ราย ที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจ ส่วนอีก ๑,๐๕๗ ราย เป็นกลุ่มโรคซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง ๘๙ ราย ที่มีอาการรุนแรงถึงขั้นฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตาย ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดปัญหาเหล่านี้มากที่สุดคือ “การใช้อำนาจในทางที่มิชอบจากหัวหน้างานหรือบุคคลอื่น” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Power Harassment” ซึ่งพบมากถึง ๒๒๔ ราย รองลงมาคือการเปลี่ยนแปลงหน้าที่หรือปริมาณงานอย่างมีนัยสำคัญ (๑๑๙ ราย), การถูกลูกค้ารังแก (๑๐๘ ราย), การคุกคามทางเพศ (๑๐๕ ราย), และการเผชิญหน้าหรือเป็นพยานในเหตุการณ์สะเทือนใจในที่ทำงาน (๘๗ ราย)

ในมิติของข้อมูลประชากร พบว่ามีผู้ชาย ๕๕๒ ราย และผู้หญิง ๕๐๓ ราย ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงนั้นใกล้เคียงกัน โดยกว่า ๙๐% ของผู้ได้รับผลกระทบอยู่ในช่วงอายุ ๒๐-๕๙ ปี ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และกลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือวัย ๔๐ ปีขึ้นไป (๒๘๓ ราย) ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกช่วงวัยล้วนได้รับผลกระทบจากความกดดันในวัฒนธรรมการทำงานยุคปัจจุบัน

เมื่อจำแนกตามกลุ่มอาชีพ พบว่า “กลุ่มดูแลสุขภาพและสวัสดิการ” มีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดถึง ๒๗๐ ราย ตามมาด้วยภาคการผลิต (๑๖๑ ราย), ค้าส่งและค้าปลีก (๑๒๐ ราย), ขนส่งและไปรษณีย์ (๑๑๐ ราย), และก่อสร้าง (๘๑ ราย) โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพบริการสุขภาพในญี่ปุ่นที่ยังคงได้รับผลกระทบจากความเหนื่อยล้าและความเครียดอย่างรุนแรงทั่วโลกมาตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-๑๙

ทั้งผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ภาครัฐของญี่ปุ่นต่างเรียกร้องให้มีการจัดการกับปัญหารากเหง้านี้อย่างเร่งด่วน โดยผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุขฯ ชี้ว่า “การที่จำนวนผู้ป่วยปัญหาสุขภาพจิตที่รัฐให้การรับรองเกินหนึ่งพันรายเป็นครั้งแรกนั้น สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบทางจิตใจที่รุนแรงและยืดเยื้อจากปัญหาในที่ทำงาน” โดยปรากฏการณ์นี้ถือเป็นผลพวงจากทั้งวัฒนธรรมองค์กร และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ ที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวกับชีวิตการทำงานเริ่มเลือนราง

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า ปัญหา “คาโระชิ” ในญี่ปุ่นมีสาเหตุหลักมาจากชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน การขาดการพักผ่อนอย่างแท้จริง ความไม่มั่นคงในอาชีพ และการถูกกลั่นแกล้งจากผู้บังคับบัญชา จากการสำรวจของรัฐบาลญี่ปุ่นที่อ้างอิงข้อมูลจากเวทีเศรษฐกิจโลก พบว่าคนทำงานญี่ปุ่นราว ๑ ใน ๑๐ ทำงานล่วงเวลาเกิน ๘๐ ชั่วโมงต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าคำแนะนำมาตรฐานสากลเป็นอย่างมาก (weforum.org) ปัญหาเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากรูปแบบการทำงานใหม่ ๆ, ภาวะเหนื่อยล้าจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล, และการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคสาธารณสุข

ทั้งงานวิจัยและนักสังเกตการณ์ด้านแรงงานในญี่ปุ่นต่างสะท้อนให้เห็นว่า วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความจงรักภักดี การเสียสละ และการเก็บงำปัญหาส่วนตัวเอาไว้ ทำให้คนทำงานไม่กล้าปฏิเสธงานที่มากเกินพอดี หรือแม้แต่ใช้สวัสดิการด้านสุขภาพจิตที่พึงมี โดยนักสังคมวิทยาด้านแรงงานชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่ง ได้ระบุในบทบรรณาธิการของ Forbes Asia เมื่อปี ๒๕๖๘ ว่า “วัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นให้คุณค่าแก่การเสียสละและความอดทนเหนือสุขภาวะส่วนตัว แต่ในปัจจุบัน ต้นทุนด้านมนุษย์ที่ต้องจ่ายเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น” (Forbes)

แม้ว่าญี่ปุ่นจะมีการออกกฎหมายป้องกัน “คาโระชิ” และมีระบบเยียวยามาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ ๑๙๙๐-๒๐๐๐ แล้วก็ตาม แต่การที่ยังคงพบอัตราการฆ่าตัวตายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังคงสร้างความสะเทือนใจแก่สังคม และแสดงให้เห็นว่ามาตรการที่มีอยู่เดิมอาจยังไม่สามารถตอบโจทย์ในเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมได้อย่างแท้จริง

สถานการณ์ในไทย: วิกฤตซ่อนเร้นที่รอการปะทุ ต้องเรียนรู้จากบทเรียนญี่ปุ่น

สำหรับประเทศไทย แม้การรายงานข้อมูลอย่างเป็นระบบจะยังมีไม่แพร่หลายนัก แต่การศึกษาหลายฉบับกลับชี้ชัดว่าแรงงาน โดยเฉพาะบุคลากรในกลุ่มสาธารณสุข กำลังเผชิญปัญหาความเครียดจากการทำงานพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายหลังสถานการณ์โควิด-๑๙ ยกตัวอย่างงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในปี ๒๕๖๖ ระบุว่า ๑๕.๔๗% ของเจ้าหน้าที่สุขภาพมีภาวะเครียดในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก ในขณะที่เกือบครึ่งหนึ่งรู้สึกเครียดปานกลาง (PMC11755378) โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่พบได้แก่ ภาระงานที่ล้นมือ ค่าตอบแทนที่ไม่สมเหตุสมผล อุปกรณ์ป้องกันที่ไม่เพียงพอ และการที่ต้องแบกรับทั้งภาระงานกับภาระครอบครัว ซึ่งพบว่าแพทย์และพยาบาลมีโอกาสเผชิญความเครียดรุนแรงสูงกว่าบุคลากรกลุ่มอื่นถึง ๓๖%

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขยังระบุด้วยว่า ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ มีบุคลากรสุขภาพไทยถึง ๔๑.๙๗% ที่ประสบภาวะเครียดจากการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ (PLoS One) ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวอาจยังต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากข้อจำกัดในการเปิดเผยปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่พบได้ทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่น

กลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบในประเทศไทยมีแนวโน้มคล้ายคลึงกับญี่ปุ่น คือกลุ่มบุคลากรด้านสุขภาพ, สวัสดิการ, การค้าปลีก, และการผลิต โดยเผชิญกับปัญหาการทำงานเกินเวลา, การถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน, และความไม่มั่นคงในอาชีพการงาน ทั้งยังขาดแคลนบริการช่วยเหลือทางวิชาชีพที่เพียงพอ หลายคนยังมีทัศนคติที่มองว่าการอดทนเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานเพื่อฝ่าฟันอุปสรรค (Nature)

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตของไทยได้ออกมาเตือนว่า หากไม่มีการใส่ใจต่อสัญญาณเตือนตั้งแต่เนิ่น ๆ ประเทศไทยอาจเผชิญวิกฤตสุขภาพจิตจากการทำงานที่รุนแรงขึ้นไม่ต่างจากกรณีที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ โดยผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งจากกรมสุขภาพจิต ได้กล่าวเน้นย้ำว่า “ยังคงมีการมองข้ามภาวะเครียดจากการทำงาน ไม่ถือว่าเป็นปัญหาสุขภาพที่แท้จริง โดยเฉพาะในภาคบริการและภาคสุขภาพ หลายคนเริ่มชินกับความเครียดจนมองว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว”

ในส่วนของวัฒนธรรมองค์กรและกฎหมายในประเทศไทย แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานและแนวปฏิบัติจากกระทรวงแรงงานเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานและการคุกคามในที่ทำงาน แต่ระบบการชดเชยและการรายงานยังคงไม่สมบูรณ์เท่าระบบ “คาโระชิ” ของญี่ปุ่น ทำให้แรงงานไทยหลายกลุ่มมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นในยุคหลังการแพร่ระบาดของโควิด

อย่างไรก็ตาม ทั้งไทยและญี่ปุ่นต่างให้คุณค่ากับวัฒนธรรมความขยัน อดทน และความจงรักภักดีต่อองค์กร แต่บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของไทยยังคงมีการให้คุณค่าเรื่องความสงบเรียบร้อยและการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ตามแนวคิดทางพุทธศาสนา ซึ่งส่งผลให้การร้องเรียนกรณี “การใช้อำนาจในทางที่มิชอบ” เป็นไปได้ยากยิ่ง กิจกรรมรณรงค์ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานจึงชี้ให้เห็นว่าข้อจำกัดทางวัฒนธรรมยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหา

ในระดับสากล องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยอมรับว่าภาวะหมดไฟ (Burnout) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน และได้เรียกร้องให้รัฐบาลแต่ละประเทศให้ความสำคัญกับการดูแลความเสี่ยงทางจิตสังคมที่เกิดจากรูปแบบการทำงานในยุคใหม่ ขณะที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เน้นย้ำให้ประเทศต่าง ๆ มีการรับรองตามกฎหมาย เสริมสร้างบทบาทของนายจ้าง และจัดตั้งคณะกรรมการกลางอิสระเพื่อดูแลกรณีปัญหาสุขภาพจิตโดยเฉพาะ โดยยกกรณีของญี่ปุ่นเป็นทั้งตัวอย่างของปัญหาและแนวทางในการเยียวยาแก้ไขทางกฎหมายที่น่าศึกษา (ILO)

ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันและบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย

หากปราศจากมาตรการเร่งด่วน ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับวิกฤตสุขภาพจิตจากการทำงานที่ทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ต่างจากที่ญี่ปุ่นกำลังประสบอยู่ ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอให้ทุกภาคส่วนเร่งปฏิรูปมาตรฐานความเป็นอยู่ในการทำงาน เช่น การจำกัดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา, การจัดการกับการคุกคามในที่ทำงานอย่างจริงจัง, การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตใจภายในองค์กร, รวมถึงการปรับปรุงระบบการแจ้งเรื่องและการชดเชยสำหรับปัญหาสุขภาพจิตจากการทำงาน เพื่อผลักดันความรับผิดชอบของนายจ้าง

สำหรับข้อเสนอแนะที่ผู้อ่านชาวไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที คือ การหมั่นสังเกตอาการเครียดจากการทำงานของตนเอง, การเรียกร้องเวลาทำงานที่เหมาะสม, และการขอความช่วยเหลือเมื่อถูกกลั่นแกล้งหรือรังแกในที่ทำงาน ทั้งนายจ้างและลูกจ้างควรเปิดใจใช้เครื่องมือดูแลสุขภาพจิตแนวใหม่ ๆ, ร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับความเครียดและสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอย่างเปิดอก, และร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบทั้งในระดับองค์กรและนโยบายภาครัฐ

สำหรับผู้นำในภาคสาธารณสุข จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องลงทุนสร้างระบบสนับสนุนสำหรับบุคลากรด่านหน้า, จัดตารางการทำงานที่เหมาะสม, และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังส่งผลสำคัญต่อความยั่งยืนของแรงงานและความปลอดภัยของผู้รับบริการอีกด้วย (Clinical Practice and Epidemiology in Mental Health) การหลีกเลี่ยง “วิกฤตคาโระชิระลอกใหม่” จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคธุรกิจ, หน่วยงานภาครัฐ, ผู้ให้บริการสุขภาพ, ไปจนถึงภาคประชาสังคม

ในขณะที่ญี่ปุ่นยังคงต้องต่อสู้กับวิกฤต “คาโระชิ” อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกที่สำคัญยิ่ง หากเราเริ่มต้นลงมือป้องกัน เรียนรู้บทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน และกล้าที่จะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยก็จะสามารถปกป้องทรัพยากรอันล้ำค่าที่สุดของชาติ นั่นคือสุขภาวะและศักดิ์ศรีของผู้ใช้แรงงานทุกคนได้อย่างแท้จริง