ทุกข์ที่กระผมได้รับอยู่นี้ ท่านได้เห็นเองแล้ว ชนเหล่าใดเป็นคนฉลาด มีความอนุเคราะห์ ชนเหล่านั้นพึงกล่าวตักเตือนว่า ท่านอย่าพูดส่อเสียด อย่าพูดเท็จ อย่าเป็นผู้มีเนื้อหลังของตนเป็นอาหารเลย.

กูฏวินิจฉยิกเปตวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๙. กูฏวินิจฉยิกเปตวัตถุ

เรื่องเปรตอดีตผู้พิพากษาโกง

             (พระนารทเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า)

             [๔๙๙] ตัวท่านทัดทรงดอกไม้ ใส่ชฎา สวมกำไลทอง ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์ ท่านมีสีหน้าผ่องใส งดงาม ดุจแสงดวงอาทิตย์อ่อนๆ

             [๕๐๐] ท่านมีเทพบุตรและเทพธิดา พวกละ ๑๐,๐๐๐ สวมกำไลทอง นุ่งห่มผ้าขลิบด้วยทอง พวกละ ๑๐,๐๐๐ คอยบำรุงบำเรอ

             [๕๐๑] ท่านมีอานุภาพมาก มีรูปชวนให้เกิดขนลุกแก่ผู้พบเห็น แต่ท่านจิกเนื้อหลังของตนเองกินเป็นอาหาร

             [๕๐๒] เมื่อก่อนท่านได้ทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจอะไรไว้หรือ เพราะผลกรรมอะไร ท่านจึงจิกเนื้อหลังของตนเองกินเป็นอาหาร

             (เปรตนั้นตอบว่า)

             [๕๐๓] ข้าพเจ้าได้ประพฤติทุจริตด้วยการพูดส่อเสียด พูดเท็จ และด้วยการอำพรางหลอกลวงเพื่อความฉิบหายแก่ตนเองในมนุษยโลก

             [๕๐๔] ในมนุษยโลกนั้น ข้าพเจ้าไปยังชุมชนแล้ว เมื่อถึงเวลาที่จะพูดความจริง ละเหตุผลเสีย ประพฤติคล้อยตามอธรรม

             [๕๐๕] ผู้ประพฤติทุจริตมีพูดส่อเสียดเป็นต้น ย่อมจิกเนื้อหลังตนเองกิน เหมือนข้าพเจ้าจิกเนื้อหลังตนเองกินอยู่ในวันนี้

             [๕๐๖] ข้าแต่พระนารทะ ทุกข์ที่ข้าพเจ้าได้รับอยู่นี้ ท่านได้เห็นเองแล้ว เหล่าชนผู้ฉลาด มีความอนุเคราะห์ พึงกล่าวสอนว่า ท่านอย่าได้พูดส่อเสียด และอย่าได้พูดเท็จ อย่าได้กินเนื้อหลังของตนเป็นอาหารเลย

กูฏวินิจฉยิกเปตวัตถุที่ ๙ จบ

--------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓

๙. กูฏวินิจฉยกเปตวัตถุ

               อรรถกถากูฏวินิจฉยิกเปตวัตถุที่ ๙               

               เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภเปรตผู้วินิจฉัยโกง ดังนี้.
               ในกาลนั้น พระเจ้าพิมพิสารเข้าจำอุโบสถเดือนละ ๖ วัน มนุษย์เป็นอันมากคล้อยตามท้าวเธอ จึงพากันเข้าจำอุโบสถ. พระราชาตรัสถามพวกมนุษย์ผู้มายังสำนักของพระองค์ว่า พวกเธอเข้าจำอุโบสถหรือ หรือว่าไม่เข้าจำ.
               ในบรรดามนุษย์เหล่านั้นผู้พิพากษาตัดสินความคนหนึ่ง เป็นผู้มีวาจาส่อเสียด เป็นผู้หลอกลวง ผู้รับเอาสินบน ไม่อดกลั้นเพื่อจะกล่าวว่า หม่อมฉันไม่ได้เข้าจำอุโบสถ แต่กราบทูลว่า หม่อมฉันเข้าจำอุโบสถพระเจ้าข้า.
               ลำดับนั้น สหายจึงกล่าวกะเธอผู้ออกจากที่ใกล้พระราชา สหายวันนี้ ท่านเข้าจำอุโบสถหรือ? เขาตอบว่า สหายเอ๋ย เพราะความกลัว ผมจึงกราบทูลอย่างนั้นต่อพระพักตร์พระราชา แต่ผมไม่ได้เข้าจำอุโบสถ.
               ลำดับนั้น สหายจึงกล่าวกะเธอว่า ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น อันดับแรกเธอจงรักษาอุโบสถกึ่งวัน ในวันนี้ เธอจงสมาทานองค์อุโบสถเถิด. เธอรับคำของสหายนั้นแล้วไปยังเรือน ไม่บริโภคเลย บ้วนปากอธิษฐานอุโบสถ เข้าจำอยู่ในกลางคืน ถูกความเสียดแทงอันมีพลังลมเป็นต้นเหตุซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากท้องว่าง เข้าตัดอายุสังขาร ถัดจากจุติก็ไปบังเกิดเป็นเวมานิกเปรตในท้องภูเขา.
               จริงอยู่ เขาได้วิมานซึ่งมีนางฟ้า ๑๐,๐๐๐ นางเป็นบริวารและทิพยสมบัติเป็นอันมาก ด้วยเหตุเพียงการรักษาอุโบสถราตรีเดียว. แต่เพราะตนเป็นผู้พิพากษาโกงและพูดวาจาส่อเสียด ตนเองจึงจิกเนื้อหลังของตนเองกิน.
               ท่านพระนารทะลงจากเขาคิชกูฏ เห็นเธอเข้า จึงถามด้วยคาถา ๔ คาถาว่า :-
               ตัวท่านทัดทรงดอกไม้ ใส่ชฎา สวมกำไลทองคำ ลูบไล้ด้วยจุณจันทน์ มีสีหน้าผ่องใสงดงาม ดุจสีพระอาทิตย์อุทัย มาบนอากาศ มีนางฟ้า ๑๐,๐๐๐ นางเป็นบริวาร บำรุงบำเรอ ท่านนางฟ้าเหล่านั้นล้วนสวมกำไลทองคำ นุ่งห่มผ้าอันขลิบด้วยทองคำ ท่านเป็นผู้มีอานุภาพมาก มีรูปเป็นที่ให้ขนชูชันแก่ผู้พบเห็น แต่ท่านจิกเนื้อที่หลังของตนกินเป็นอาหาร ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกายวาจาใจหรือ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ท่านจึงจิกเนื้อหลังของตนเองกินเป็นอาหาร.
               เปรตนั้นตอบว่า :-
               กระผมได้ประพฤติทุจริตด้วยการส่อเสียด พูดเท็จ พลางและล่อลวงเพื่อความฉิบหายแก่ตนในมนุษยโลก กระผมไปแล้วสู่บริษัทในมนุษยโลกนั้น เมื่อเวลาควรจะพูดความจริงปรากฏแล้ว ละเหตุผลเสีย ประพฤติคล้อยตามอธรรม ผู้ใดประพฤติทุจริตมีคำส่อเสียดเป็นต้น ผู้นั้นต้องจิกเนื้อหลังของตนกิน เหมือนกระผมจิกเนื้อหลังของตนกินในวันนี้ ฉะนั้น.
               ข้าแต่พระนารทะ ทุกข์ที่กระผมได้รับอยู่นี้ ท่านได้เห็นเองแล้ว ชนเหล่าใดเป็นคนฉลาด มีความอนุเคราะห์ ชนเหล่านั้นพึงกล่าวตักเตือนว่า ท่านอย่าพูดส่อเสียด อย่าพูดเท็จ อย่าเป็นผู้มีเนื้อหลังของตนเป็นอาหารเลย.
               ฝ่ายเปรตนั้นได้ตอบความนั้นด้วยคาถา ๓ คาถาแก่ท่านพระนารทะเถระนั้นแล้ว.
               คำที่เหลือทั้งหมดมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.


               จบอรรถกถากูฏวินิจฉยิกเปตวัตถุที่ ๙               
               -----------------------------------------------------