ผู้ใจบุญและผู้ขับเคลื่อนด้านสุขภาพระดับโลก ได้ออกมาเตือนภัยอย่างหนักถึงกระแสต่อต้านวัคซีนในสหรัฐอเมริกาที่กำลังแพร่หลายและทวีความรุนแรง พร้อมชี้ว่าความเชื่อที่คลาดเคลื่อนนี้ เมื่อส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนา อาจสร้างความสูญเสียถึงชีวิตในวงกว้างยิ่งกว่าที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเอง ภายในงานสัมมนาที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ผู้มีบทบาทสำคัญด้านสุขภาพโลก ได้ย้ำถึงเรื่องนี้ว่า การเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนและสร้างความหวาดกลัวเช่นนี้ กำลังส่งผลกระทบต่อความสำเร็จในการควบคุมโรคระบาดร้ายแรงอย่างโรคหัด และยังบั่นทอนความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศที่สั่งสมมานานหลายสิบปี (STAT News)

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ทั่วโลกกำลังเร่งรัดความพยายามในการฉีดวัคซีน เดิมทีโรคหัดจวนเจียนจะถูกกำจัดให้หมดไป แต่กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคใหม่จากกระแสต่อต้านวัคซีน สำหรับประเทศไทยเอง แม้จะมีระบบการฉีดวัคซีนที่เข้มแข็งและดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีบางจุดที่ต้องเฝ้าระวัง ข้อเรียกร้องของผู้มีบทบาทสำคัญด้านสุขภาพโลกจึงยิ่งทวีความสำคัญ เมื่อไม่นานมานี้ มีการตรวจพบผู้ป่วยโรคหัดที่เดินทางมาจากต่างประเทศในบางจังหวัดชายแดนและชุมชนแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้เอง ผลพวงจากความเชื่อที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับวัคซีนจากสหรัฐฯ ยิ่งทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ มีความเสี่ยงที่จะเผชิญปัญหาเดิมซ้ำอีกครั้ง หากเกิดการระบาดของโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน

ถ้อยแถลงของผู้มีบทบาทสำคัญด้านสุขภาพโลก มีขึ้นหลังจากถูกซักถามเกี่ยวกับข้อกำหนดใหม่ในสหรัฐอเมริกา และความเคลื่อนไหวของบุคลากรระดับสูงด้านนโยบายสาธารณสุขของสหรัฐฯ โดยล่าสุด ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา ได้แต่งตั้งคณะกรรมการความปลอดภัยวัคซีน ซึ่งมีมติห้ามใช้สารไทเมอโรซอล (thimerosal) สารกันเสียที่ได้รับการยืนยันความปลอดภัยมาอย่างยาวนาน ในวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้ต่อต้านวัคซีน ทั้งที่การกระทำดังกล่าวขัดแย้งกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สั่งสมมานาน (CDC เกี่ยวกับส่วนประกอบวัคซีน) นอกจากนี้ กลุ่มที่ตั้งข้อกังขาเรื่องวัคซีนบางราย ยังออกมาตั้งคำถามต่อผลการวิจัยระดับนานาชาติ เช่น งานวิจัยจากประเทศเดนมาร์กที่ได้พิสูจน์แล้วว่า สารอะลูมิเนียมในวัคซีนซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันนั้น ไม่มีความเชื่อมโยงกับโรคหอบหืดหรือออทิสติกแต่อย่างใด (NEJM สรุปผลการศึกษา)

แม้ประเด็นการถกเถียงเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวจากชีวิตประจำวันของคนไทย ผู้มีบทบาทสำคัญด้านสุขภาพโลก ย้ำว่าทัศนคติเช่นนี้ในสหรัฐอเมริกาสามารถส่งต่อข้ามประเทศได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีสื่อสังคมออนไลน์และเครือข่ายผู้สนับสนุนข้ามชาติ “กระแสต่อต้านวัคซีนในสหรัฐอเมริกา กำลังคร่าชีวิตเด็กในต่างประเทศมากกว่าที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เองเสียอีก เพราะเป็นการส่งผ่านความคลางแคลงใจนี้ออกไป” ผู้มีบทบาทสำคัญด้านสุขภาพโลกกล่าว เด็ก ๆ ในประเทศยากจนยิ่งมีความเปราะบางสูง หากไม่ได้รับวัคซีนและติดโรคอย่างโรคหัดหรือโปลิโอ โอกาสที่จะเสียชีวิตยิ่งสูงขึ้นไปอีก เนื่องจากภาวะขาดสารอาหารและการเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ

มูลนิธิของผู้มีบทบาทสำคัญด้านสุขภาพโลก ซึ่งทุ่มทุนอย่างมากในโครงการสร้างวัคซีนใหม่ และพัฒนาวิธีการฉีดให้ง่ายขึ้น เช่น วัคซีนป้องกันโรคหัดและหัดเยอรมันชนิดแผ่นแปะไมโครแอเรย์ มีเป้าหมายเพื่อลดอุปสรรคและผลักดันให้การกำจัดโรคสำเร็จลุล่วง “ถึงตอนนี้ เราคงต้องกลับมาทบทวนกันว่า นโยบายต่อต้านวัคซีนจากประเทศร่ำรวยเพียงอย่างเดียว จะทำให้เราต้องถอดใจจากโครงการกำจัดโรคหัดหรือไม่” ผู้มีบทบาทสำคัญด้านสุขภาพโลกตั้งข้อสังเกตว่า ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อาจตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

ที่ผ่านมา มนุษยชาติสามารถกำจัดโรคให้หมดสิ้นไปได้อย่างถาวรสำเร็จเพียงโรคเดียวเท่านั้น นั่นคือโรคไข้ทรพิษ สำหรับโรคโปลิโอที่เคยระบาดไปทั่วโลก ปัจจุบันเหลือเพียง ๒ ประเทศ คือปากีสถานและอัฟกานิสถาน ด้วยความร่วมมือจากมูลนิธิของผู้มีบทบาทสำคัญด้านสุขภาพโลก และองค์กรอื่น ๆ ทั่วโลก ทำให้จำนวนผู้ป่วยอัมพาตจากโรคโปลิโอในปัจจุบันลดลงเหลือเพียง ๒๐ รายต่อปีในปีนี้ (Global Polio Eradication Initiative) อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ยังไม่ยั่งยืนถาวร หากเมื่อใดก็ตามที่หยุดความพยายามในการกำจัด โรคโปลิโอพร้อมที่จะกลับมาระบาดใหม่ได้ทันที โดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้น้อยในทวีปเอเชียและแอฟริกา จะเป็นผู้รับผลกระทบหลัก ผู้มีบทบาทสำคัญด้านสุขภาพโลกเตือนว่า แม้ประเทศร่ำรวยอาจรอดพ้นได้ด้วยมาตรฐานสุขาภิบาลและเศรษฐกิจที่ดี แต่ประเทศกำลังพัฒนาจะเผชิญกับวิกฤตด้านสุขภาพอย่างรุนแรง

ในมุมมองของประเทศไทย การกำจัดโรคโปลิโอถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ ประเทศไทยได้รับการรับรองว่าปลอดโรคโปลิโอมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๘ อันเป็นผลจากการจัดวันรณรงค์ฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่องและมีอัตราการครอบคลุมที่สูง (WHO - Thailand Immunization Profile) อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ความลังเลในการรับวัคซีนและการครอบคลุมที่ต่ำในบางพื้นที่ชนบทและชายแดนที่เกิดขึ้นล่าสุด สะท้อนให้เห็นว่ายังไม่สามารถวางใจได้เต็มที่ บุคลากรผู้ปฏิบัติงานในกระทรวงสาธารณสุขจึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาระดับ หรือเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนให้สูงกว่า ๙๕% เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคหัดและโปลิโอหวนกลับมาแพร่ระบาดในประเทศ แต่อุปสรรคสำคัญในขณะนี้คือกระแสข้อมูลที่คลาดเคลื่อนบนโลกออนไลน์ (Bangkok Post รายงานภัยวัคซีนฮีซิแทนซีในไทย)

คำเตือนของผู้มีบทบาทสำคัญด้านสุขภาพโลกเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านวัคซีนในสหรัฐอเมริกาที่ยังคงขยายอิทธิพลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การรณรงค์เผยแพร่ข่าวลวงและกลุ่มสะท้อนความคิดแบบปิด ทำให้ทฤษฎีสมคบคิดต่าง ๆ ตั้งแต่ความเชื่อที่ว่าวัคซีนเชื่อมโยงกับโรคออทิสติก (แม้จะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง) ไปจนถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับส่วนประกอบในวัคซีน ถูกส่งต่อข้ามประเทศได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อาจมีข้อจำกัดด้านภาษาและการเข้าถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เมื่อพบเจอข่าวลวงจึงมีโอกาสตกเป็นเหยื่อได้ง่าย งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ชี้ว่าข่าวเท็จเกี่ยวกับวัคซีนมีความสัมพันธ์กับการลดลงของอัตราการฉีดวัคซีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีตัวอย่างที่ชัดเจนจากสถานการณ์โรคหัดที่กำลังพุ่งสูงขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นต้นมา (The Lancet - Vaccine Confidence Project)

สำหรับประเทศไทย ซึ่งวัฒนธรรมให้ความไว้วางใจในผู้อาวุโสและผู้นำชุมชน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งพระสงฆ์และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้ามามีบทบาทช่วยสื่อสารถึงความปลอดภัยและความจำเป็นของการฉีดวัคซีนในเด็กเล็ก ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขก็เพิ่มความเข้มข้นของการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ และผนึกกำลังกับองค์กรต่างประเทศเพื่อแก้ไขข่าวลวง พร้อมทั้งยกย่องความสำเร็จที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนหลายท่านในประเทศไทยตั้งข้อสังเกตว่า ความลังเลในการรับวัคซีนของคนไทยนั้นแตกต่างจากในโลกตะวันตก เพราะโดยพื้นฐานแล้วคนไทยมีความเชื่อมั่นในหน่วยงานสาธารณสุขและภาคภูมิใจในความสำเร็จของประเทศ “คนไทยส่วนใหญ่มีความไว้วางใจภาครัฐและภาคภูมิใจกับการกำจัดโรคระบาดในอดีต” บุคลากรผู้รับผิดชอบโครงการภูมิคุ้มกันในหน่วยงานอนามัยภูมิภาคแห่งหนึ่งกล่าว “แต่เมื่อโลกออนไลน์เต็มไปด้วยข่าวลวงจำนวนมาก ก็ย่อมเกิดความสับสน โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องวัคซีนใหม่หรือข่าวลือที่มาจากต่างประเทศ”

เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อข่าวลวง ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอให้เร่งส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันด้านสุขภาพ และจัดทำสื่อที่เข้าใจง่าย ทั้งในภาษาไทยและภาษาถิ่น บทบาทของโรงเรียน ศาสนสถาน และเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับการขยายให้เข้าถึงทุกครัวเรือน ข้อเสนอเหล่านี้สอดคล้องกับแนวทางของผู้มีบทบาทสำคัญด้านสุขภาพโลก ที่เน้นนวัตกรรมและการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง โดยผู้มีบทบาทสำคัญด้านสุขภาพโลกยังหวังว่า การลดงบประมาณช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน จะได้รับการฟื้นฟูในอนาคต “เราจะเรียกร้องขอคืนเงินสนับสนุนเหล่านี้ให้มากที่สุด” ผู้มีบทบาทสำคัญด้านสุขภาพโลกกล่าว

บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยคือ สุขภาพของประชากรโลกนั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ปัญหากระแสไม่เห็นด้วยกับวัคซีนในสหรัฐอเมริกา แม้จะเกิดขึ้นในวงจำกัด แต่ก็สามารถส่งผลกระทบไปยังเด็ก ๆ ในหมู่บ้านไทยห่างไกลได้ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก จึงจำเป็นต้องเร่งประสานความร่วมมือและดำเนินการอย่างเหมาะสมกับบริบททางวัฒนธรรม พร้อมทั้งพัฒนาการสื่อสารและเทคโนโลยีวัคซีนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับอนาคต มีแนวโน้มว่าวัคซีนชนิดแผ่นแปะแบบไมโครแอเรย์สำหรับโรคหัดและหัดเยอรมันจะถูกนำมาทดลองใช้จริงในภาคสนาม หากได้ผลดีและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม ก็อาจช่วยยกระดับความสำเร็จด้านภูมิคุ้มกันของประเทศไทย และเป็นต้นแบบให้กับประเทศเพื่อนบ้านได้ แต่อย่างที่นักไวรัสวิทยาจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เตือนว่า “ต่อให้นวัตกรรมวัคซีนจะดีเลิศเพียงใด ก็ไร้ความหมายหากขาดความเชื่อมั่นจากประชาชน” โดยอ้างอิงจากบทเรียนในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ผ่านมา

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดสำคัญจึงอยู่ที่การรู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวงเกี่ยวกับวัคซีน พร้อมร่วมมือกับเพื่อน ครอบครัว สถานศึกษา และชุมชน เพื่อสนับสนุนการฉีดวัคซีนให้ครบตามกำหนด ทบทวนสมุดวัคซีนของตนเองและบุตรหลาน ชักชวนคนรอบข้างให้ไปรับวัคซีนตามปกติ รวมถึงส่งต่อข้อมูลที่เชื่อถือได้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์หรือกิจกรรมในชุมชน

ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังพยายามกำจัดโรคร้าย การสร้างภูมิคุ้มกันต่อกระแสต่อต้านวัคซีนจากต่างประเทศ และการสร้างความเชื่อมั่นในหลักวิทยาศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดสุขภาพและอนาคตของคนรุ่นใหม่

อ้างอิง: STAT News, CDC เกี่ยวกับส่วนประกอบวัคซีน, NEJM สรุปผลการศึกษา, Global Polio Eradication Initiative, WHO - Thailand Immunization Profile, Bangkok Post รายงานภัยวัคซีนฮีซิแทนซีในไทย, The Lancet - Vaccine Confidence Project