กระผมจึงฆ่าสัตว์ แต่เฉพาะกลางวัน กลางคืนเป็นผู้สำรวมงดเว้น เพราะฉะนั้น กลางคืน กระผมจึงได้รับความสุข กลางวันได้เสวยทุกข์ ถูกสุนัขรุมกัดกิน คือกลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติด้วยผลแห่งกุศลกรรมนั้น ส่วนกลางวันฝูงสุนัขมีจิตเดือดดาลพากันห้อมล้อมกัดกินกระผมรอบด้าน

มิคลุททกเปตวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๗. มิคลุททกเปตวัตถุ

เรื่องเปรตพรานเนื้อ

             (พระนารทเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า)

             [๔๗๘] ท่านยังหนุ่ม มีเทพบุตรและเทพธิดาห้อมล้อม งามด้วยกามคุณทั้งหลาย ซึ่งทำให้เกิดความกำหนัดยินดี ได้เสวยเหตุแห่งทุกข์ในกลางวัน ชาติก่อน ท่านได้ทำกรรมอะไรไว้

             (เปรตนั้นตอบว่า)

             [๔๗๙] เมื่อชาติก่อน ข้าพเจ้าเป็นพรานเนื้อ มีฝ่ามือเปื้อนเลือด เป็นคนหยาบช้าทารุณ อยู่ที่เขาคิริพพชะ เป็นที่น่ารื่นรมย์ ใกล้กรุงราชคฤห์ซึ่งน่ารื่นรมย์

             [๔๘๐] ข้าพเจ้ามีใจประทุษร้ายในสัตว์มีชีวิตจำนวนมาก หยาบช้าทารุณอย่างยิ่ง ชอบเบียดเบียนสัตว์อื่น ไม่สำรวม เที่ยวไปเป็นนิตย์

             [๔๘๑] ข้าพเจ้านั้นมีสหายใจดี มีศรัทธา เป็นอุบาสกคนหนึ่ง เพราะเขาเป็นผู้เอ็นดูข้าพเจ้า จึงห้ามอยู่บ่อยๆ ว่า

             [๔๘๒] พ่อเอ๋ย อย่าได้ทำชั่วเลย อย่าได้ดำเนินทางผิดเลย ถ้าสหายปรารถนาความสุขเมื่อตายไป จงงดเว้นการฆ่าสัตว์ซึ่งเป็นการไม่สำรวมเสียเถิด

             [๔๘๓] ข้าพจ้าฟังคำของเขาผู้หวังดี มีความเอ็นดูด้วยประโยชน์เกื้อกูล แต่ไม่ได้ทำตามคำสั่งสอนของเขาทั้งสิ้น เพราะเป็นคนไม่มีปัญญา ยินดีในบาปมาช้านาน

             [๔๘๔] เขามีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน แนะนำข้าพเจ้าให้ตั้งอยู่ในความสำรวมด้วยอนุเคราะห์อีกว่า ถ้าท่านจะฆ่าสัตว์ในกลางวัน ในเวลากลางคืนก็จงงดเว้นเสีย

             [๔๘๕] ข้าพเจ้านั้นจึงฆ่าสัตว์แต่เฉพาะกลางวัน กลางคืนเป็นผู้สำรวมงดเว้น เพราะฉะนั้น กลางคืนข้าพเจ้าจึงได้รับการบำรุงบำเรอ กลางวันประสบทุกข์ ถูกสุนัขรุมกัดกิน คือ

             [๔๘๖] กลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติด้วยผลแห่งกุศลกรรมนั้น กลางวันฝูงสุนัขดุร้ายพากันวิ่งเข้ามากัดกินข้าพเจ้ารอบด้าน

             [๔๘๗] ชนเหล่าใดมีความเพียรเนืองๆ เอาธุระในพระศาสนาของพระสุคตอย่างมั่นคง ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ชนเหล่านั้นแหละจะได้บรรลุอมตบท ซึ่งปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้อย่างแน่นอน

มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๗ จบ

----------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓

๗. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๑

               อรรถกถาปฐมมิคลุททกเปตวัตถุที่ ๗               

               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภมิคลุททกเปรต ดังนี้.
               ได้ยินว่า ในกรุงราชคฤห์ ยังมีพรานคนหนึ่งเที่ยวล่าเนื้อเลี้ยงชีพตลอดคืนและวัน. พรานนั้นได้มีอุบาสกคนหนึ่งเป็นมิตร.
               อุบาสกนั้น เมื่อไม่อาจจะให้นายพรานนั้นกลับจากความชั่วตลอดกาลได้ จึงชักชวนในการบุญตอนราตรีว่า มาเถอะสหาย ท่านจงงดเว้นจากปาณาติบาตในตอนกลางคืน.
               เขางดเว้นในตอนกลางคืน กระทำปาณาติบาตในตอนกลางวันเท่านั้น.
               สมัยต่อมา เขาทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเวมานิกเปรต ใกล้กรุงราชคฤห์ เสวยทุกข์อย่างใหญ่ตลอดส่วนกลางวัน เพียบพร้อม พรั่งพร้อมบำเรอด้วยกามคุณ ๕ ในกลางคืน.
               ท่านนารทะเห็นดังนั้นจึงสอบถามด้วยคาถานี้ว่า :-
               ท่านเป็นคนหนุ่มแน่น ห้อมล้อมด้วยเทพบุตรและเทพธิดา รุ่งเรืองอยู่ด้วยกามคุณอันให้เกิดความกำหนัดยินดีในราตรี เสวยทุกข์ในกลางวัน ท่านได้กระทำกรรมอะไรไว้ในชาติก่อน.
               เปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะบอกกรรมที่ตนกระทำไว้ จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
               เมื่อก่อนกระผมเป็นพรานเนื้อ อยู่ที่กรุงราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์มีภูเขาล้อมรอบ (เบญจคีรีนคร) เป็นผู้มีฝ่ามือเปื้อนด้วยโลหิต เป็นคนหยาบช้า ทารุณ มีใจประทุษร้ายในสัตว์เป็นอันมาก ผู้ไม่ได้กระทำความโกรธเคือง ยินดีแต่ในการเบียดเบียนสัตว์อื่น เป็นผู้ไม่สำรวมด้วยกายวาจาใจเป็นนิตย์.
               อุบาสกคนหนึ่งผู้เป็นสหายของกระผมเป็นคนมีใจดี มีศรัทธา ก็อุบาสกคนนั้นเป็นคนเอ็นดูกระผม ห้ามกระผมอยู่เนืองๆ ว่า อย่าทำกรรมชั่วเลย พ่อเอ๋ย อย่าไปทุคคติเลย ถ้าท่านปรารถนาความสุขในโลกหน้าจงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ อันเป็นการไม่สำรวมเสียเถิด.
               กระผมฟังคำของสหายผู้หวังดี มีความอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์นั้นแล้วไม่ทำตามคำสั่งสอนทั้งสิ้น เพราะกระผมเป็นคนไม่มีปัญญา ยินดีแต่ในบาปตลอดกาลนาน
               สหายผู้มีปัญญาดีนั้น แนะนำกระผมให้ตั้งอยู่ในความสำรวม ด้วยความอนุเคราะห์ว่า ถ้าท่านฆ่าสัตว์ในตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนจงงดเว้นเสีย
               กระผมจึงฆ่าสัตว์ แต่เฉพาะกลางวัน กลางคืนเป็นผู้สำรวมงดเว้น เพราะฉะนั้น กลางคืน กระผมจึงได้รับความสุข กลางวันได้เสวยทุกข์ ถูกสุนัขรุมกัดกิน คือกลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติด้วยผลแห่งกุศลกรรมนั้น ส่วนกลางวันฝูงสุนัขมีจิตเดือดดาลพากันห้อมล้อมกัดกินกระผมรอบด้าน
               ก็ชนเหล่าใดผู้มีความเพียรเนืองๆ บากบั่นในศาสนาของพระสุคตเจ้า กระผมเข้าใจว่าชนเหล่านั้นจักได้บรรลุอมตบทอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้อย่างแน่นอน.
               ได้ยินว่า ในตอนกลางวัน เขาได้เสวยผลอันพึงเห็นเสมอด้วยกรรม เพราะเขาให้สุนัขกัดเนื้อ ในส่วนกลางวัน สุนัขใหญ่ๆ วิ่งไปทำสรีระให้เหลือเพียงร่างกระดูก แต่เมื่อย่างเข้ากลางคืน ร่างกายนั้นจึงกลับเป็นปกติตามเดิม เสวยทิพยสมบัติ.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
               เพราะฉะนั้น กลางคืนกระผมจึงได้รับความสุข กลางวันได้เสวยทุกข์ถูกสุนัขลุมกัดกิน คือกลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติด้วยผลแห่งกุศลกรรมนั้น ส่วนกลางวันฝูงสุนัขมีจิตเดือดดาลพากันห้อมล้อมกัดกินกระผมรอบด้าน.
               ขึ้นชื่อว่าเราก็เป็นผู้งดเว้นจากเหตุเพียงการฆ่าสัตว์ เฉพาะในกลางคืน ยังได้เสวยทิพยสมบัติถึงเพียงนี้ ก็บุรุษเหล่าใดผู้ขวนขวายยั่งยืนมั่นคง คือหมั่นประกอบเนืองๆ คือทุกเวลาในอธิศีลเป็นต้นในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคสุคตพุทธเจ้า บุรุษเหล่านั้นเป็นผู้มีบุญเห็นจะบรรลุอมตธรรมอันได้นามว่าอสังขตบท อันไม่เจือปนด้วยโลกิยสุขอย่างเดียวเท่านั้น คือบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่มีการห้ามอะไรๆ ในการบรรลุอมตบทนั้น.
               เมื่อเปรตนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว พระเถระจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระศาสดา.
               พระศาสดาทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว.
               คำทั้งหมดมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.


               จบอรรถกถาปฐมมิคลุททกเปตวัตถุที่ ๗               
               -----------------------------------------------------