GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

บันทึกชีวิตวันที่ 11 มกราคม 2550

บันทึกวันชีวิตวันที่ 11 มกราคม 2550 วันนี้ในช่วงเช้าก็มานั่งมาดูข่าวก็มีข่าวที่น่าสนใจในเรื่องที่หนึ่งคือข่าวที่นายโอ๊คไปให้ข้อมูลต่อคตส.ซึ่งถือว่าตรงนี้มันแสดงให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมว่ามันยังมีชีวิตอยู่มันยังมีการเคลื่อนไหวถือว่าเป็นกระบวนการเดียวที่มีผลงานที่สุดและพอที่จะเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนในขณะนี้ และอีกข่าวคือข่าวการเผาโรงเรียนที่บุรีรัมย์ซึ่งกลุ่มคนที่ทำจะมีเหตุผลอย่างไรนั้นไม่ถือว่าเป็นเหตุอันสมควร ถ้าใครทำอย่างนี้แสดงว่าเป็นคนบาปอย่างยิ่ง ที่สังคมควรลงโทษเพราะโรงเรียนเป็นแหล่งที่ขัดเกลาเยาวชนให้มีปัญญา เพราะเยาวชนเหล่านั้นคืออนาคตของชุมชนท้องถิ่นและประเทศชาติ ถ้ามีคนมาทำกรณีเยี่ยงนี้แสดงว่าเป็นคนทำลายชาติ ทำลายสมบัติของชาติ ทำลายขุมทรัพย์ทางปัญญา ไม่ใช่แค่เผาโรงเรียน หลังจากนั้นพอพี่บราวน์พร้อมก็เดินทางออกมาทำงาน 2 คน เพราะวันนี้จิมมี่เดินทางไปถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนที่อำเภอสูงเนิน เลยมีคนที่มาทำงานในช่วงเช้า 3 คน มีพี่ไก่ พี่บราวน์ เรา ส่วนอาจารย์ปรีชากับพี่ใหม่ไปประชุมอยู่ที่กรุงเทพ งานที่เราทำในวันนี้คือถอดวอยล์ประชุมกรรมการ Km เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านมาต่อจากเมื่อวาน และในตอนใกล้เที่ยงอ.สุธานันท์แกก็มาเล่าเรื่องการส่งร่าง MOU ไปให้ป้าศรีแล้ว และตอนนี้ทางปฏจ.จังหวัดก็รอโครงการกลุ่มวัวของชาวบ้านอยู่ แต่เห็นว่าทุกกลุ่มตอนนี้ก็ไปดำเนินการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนแล้วยังเหลือแค่ขั้นตอนเอาโครงการไปยื่น และในช่วงที่ผ่านมาก็มีพี่น้องเกษตรกรตำบลสองห้องได้ทดลองเลี้ยงวัวขุนและจะขายวัวรอบแรก 3 ตัวภายในเดือนนี้ ให้กับ บริษัท 505 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทางกลุ่มวัวในสร้างเครือข่ายขยายกลุ่มต่อไป อ.สุธานันท์กำลังวางแผนลงพื้นที่ขยับการสร้างเครือข่ายกลุ่มวัวต่อพร้อมกับรอผล MOU จากสปก.ไปด้วย ภาพรวมของการถอดวอยล์วันนี้รู้สึกว่าคุณภาพของเสียงวอยล์ไม่ค่อยชัดเลยทำให้ถอดได้ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่เนื้อหาที่ถอดในวันนี้อยู่ช่วงที่อ.ปรีชากับพี่บราวน์นำเสนอประเด็นที่ขึ้นไปถอดความรู้กลุ่มเยาวชนเขาแผงม้าที่วังน้ำเขียว ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจและสามารถเป็นแบบอย่างให้ที่อื่นได้มาเรียนรู้เรื่องการจัดกิจกรรมเพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กมีจุดที่ยืนเป็นของตนเองที่จะแสดงออกในสิ่งที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และที่สำคัญกลุ่มผู้ใหญ่ใจดีทั้งนักพัฒนาที่อยู่ในพื้นที่และกลุ่มครูที่มีความหวังอยากเห็นลูกศิษย์เป็นคนดีของชุมชนท้องถิ่น ก็ใช้กระบวนการเรียนรู้โดยให้สัมผัสกับพื้นที่จริง ของจริงโดยใช้ทุนทางธรรมชาติเป็นฐานสร้างกระบวนการเรียนให้เด็กรู้จักพรรณพืชต่างๆ รู้จักการเก็บออม และในกระบวนการเหล่านี้ยังมีผู้รู้ในท้องถิ่นมาถ่ายถอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เก็บเด็กเยาวชน ซึ่งผลที่เกิดก็เห็นได้จากกลุ่มเด็กที่ผ่านกระบวนการได้เล่าถึงความรู้ที่ได้เกี่ยวกับพืชพรรณต่างๆ การนำไปใช้ในครอบครัว และเด็กสามารถเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ที่ได้เรียนมาได้ และเห็นได้จากกลุ่มพี่เลี้ยงสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของเด็กที่เคยเป็นก้าวร้าวเกเร ก็กลายเป็นเด็กที่มีสัมมาคารวะ มีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ซึ่งตรงนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงห้องเรียนไม่ได้มีแค่อยู่ในห้องสีเหลี่ยมเหมือนอย่างที่อ.ปรีชาได้พูดถึงว่าเราต้องเอาการศึกษาออกน้องห้องสี่เหลี่ยม ต้องมาเรียนจากของจริง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 72559
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)