พฤติกรรมเดตสุดท็อกซิกที่เรียกว่า “ghostlighting” กำลังเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก และตอนนี้ก็เริ่มลามมาถึงแวดวงคนโสดในไทยที่กำลังมองหาความสัมพันธ์ในโลกออนไลน์กันแล้ว Ghostlighting คือการรวมตัวกันของพฤติกรรมสุดเจ็บปวดอย่าง “ghosting” (การเทแบบหายตัวไปเฉยๆ) และ “gaslighting” (การปั่นหัวให้อีกฝ่ายสับสนจนสงสัยในตัวเอง) กลายเป็นความรุนแรงทางอารมณ์รูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ด้านนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ของไทยออกมาเตือนว่า ใครก็ตามที่กำลังมองหาความรักออนไลน์ ควรทำความรู้จักพฤติกรรมนี้ไว้เพื่อป้องกันตัวเองจากบาดแผลทางใจ (Times of India)

Ghostlighting คืออะไร?

Ghostlighting คือการเอาพฤติกรรมเดตแย่ๆ ที่หลายคนรู้จักดีอยู่แล้ว ๒ อย่างมารวมกัน เริ่มจากคนคนหนึ่ง “หายตัว” หรือตัดการติดต่อไปดื้อๆ โดยไม่มีคำอธิบาย ทิ้งให้อีกฝ่ายงงและเสียใจ แต่อยู่ๆ ก็กลับมาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือที่แย่ไปกว่านั้น คือการโบ้ยความผิดให้อีกฝ่าย พอเราเริ่มถามหรือแสดงความรู้สึกเจ็บปวด ก็จะถูกปฏิเสธ บิดเบือนความจริง จนสุดท้ายเราเองนั่นแหละที่เริ่มสงสัยในความรู้สึกและความทรงจำของตัวเอง ทำให้ความเจ็บปวดที่ได้รับมันหนักหนาสาหัสกว่าการโดนเทแบบธรรมดาเยอะ

การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมเดตในไทย

เทรนด์นี้ยิ่งแพร่หลายในยุคที่แอปหาคู่ออนไลน์อย่าง Tinder, Bumble หรือ HelloCupid เข้ามามีบทบาทสำคัญในกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษา โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ แม้ว่าการหาคู่จะง่ายแค่ปลายนิ้ว แต่ที่ปรึกษาด้านความสัมพันธ์ในไทยกลับมองว่า พฤติกรรมบนแอปเหล่านี้มักนำไปสู่ความสัมพันธ์แบบฉาบฉวย ไม่ผูกมัด และขาดความรับผิดชอบทางอารมณ์ ซึ่งเป็นเหมือนดินชั้นดีให้พฤติกรรมอย่าง ghostlighting เติบโตได้ง่ายขึ้น ดังที่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เคยให้ความเห็นกับบางกอกโพสต์ไว้ว่า “พอการเดตผ่านแอปทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็นของที่เปลี่ยนง่าย การขาดความรับผิดชอบก็เพิ่มขึ้น ผลก็คือพฤติกรรมท็อกซิกแบบ ghostlighting ก็ยิ่งระบาดหนัก”

ผลกระทบทางจิตใจที่ยากจะเยียวยา

สิ่งที่ทำให้ ghostlighting อันตรายกว่าการถูกเทธรรมดา คือผลกระทบทางใจที่ฝังรากลึก คนที่ตกเป็นเหยื่อไม่ได้แค่ถูกทิ้งไปแบบไม่มีเหตุผล แต่ยังโดนปั่นหัวจนต้องย้อนกลับมาสงสัยความรู้สึกและความทรงจำของตัวเอง ผ่านท่าทีที่ปฏิเสธความจริงหรือโยนความผิดให้ นักจิตวิทยาคลินิกเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า “อารมณ์ผลัก-ดึง” (push-pull) ซึ่งจะค่อยๆ กัดกร่อนความมั่นใจและสร้างปมเรื่องความไว้ใจในระยะยาว คนที่เคยเจอ ghostlighting มักจะกลัวการเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ เพราะกังวลว่าจะต้องกลับไปวนลูปเดิมๆ ที่น่าสับสนอีก ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ทำงานกับกลุ่มวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวในไทยย้ำว่า “คนที่ถูกกระทำจะเริ่มไม่แน่ใจแม้กระทั่งความเจ็บปวดของตัวเอง และท้ายที่สุด ความเชื่อมั่นทั้งต่อตัวเองและคนอื่นก็จะพังทลายลง”

ความคุ้นเคยในประสบการณ์คนไทยยุคออนไลน์

สถานการณ์แบบนี้ดูจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทยในโลกออนไลน์เท่าไรนัก หากย้อนไปดูความสัมพันธ์ในอดีตแบบ “การฝากสื่อ” ที่ยังให้ความสำคัญกับความจริงใจและความเคารพซึ่งกันและกัน จะเห็นว่าต่างจากโลกปัจจุบันลิบลับ ที่การตัดการสื่อสารทำได้ง่ายๆ แค่กดปุ่ม mute หรือ block ทำให้การ “ghost” กลายเป็นเรื่องง่าย และเมื่ออีกฝ่าย “กลับมา” พร้อมกับโยนความผิดให้คนรอ นั่นแหละคือ ghostlighting แบบเต็มๆ

รากเหง้าของ ghostlighting ในสังคมเดตยุคใหม่

รากเหง้าของ ghostlighting มาจากการขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ ความกลัวการผูกมัดในระยะยาว และการไม่ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น พอแอปหาคู่เปิดช่องให้คนเลือกแก้ปัญหาด้วย “การหายตัว” เพื่อเลี่ยงการพูดคุยในเรื่องยากๆ แล้วค่อยกลับมาแบบลอยตัวเหนือปัญหา ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร โค้ชด้านความสัมพันธ์รายหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ว่า “Ghostlighting คือทางลัดสำหรับคนที่อยากได้ความใกล้ชิด แต่ไม่อยากรับผิดชอบ” ซึ่งก็ตรงกับประสบการณ์ที่สมาชิกในกลุ่มคนโสดออนไลน์ของไทยหลายคนนำมาแชร์กัน เรื่องที่จู่ๆ ก็โดนเทหายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่พออีกฝ่ายกลับมาก็ดันมาปฏิเสธหรือโยนความผิดให้เสียอย่างนั้น

งานวิจัยสนับสนุนผลกระทบจากพฤติกรรมพิษนี้

มีงานวิจัยจากต่างประเทศหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่า การถูกเท (ghosting) ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตโดยตรง ทั้งทำให้เกิดความวิตกกังวลและรู้สึกด้อยค่าในตัวเอง (Wiley Online Library) ขณะที่การปั่นหัว (gaslighting) ก็เชื่อมโยงกับการถูกทำร้ายทางอารมณ์และภาวะเครียดอย่างรุนแรง (PubMed) ดังนั้น การรวมตัวของสองพฤติกรรมนี้ในชื่อ ghostlighting จึงเป็นการควบคุมทางอารมณ์ที่โหดร้ายอย่างยิ่งยวด นักจิตวิทยาในไทยจึงเสนอว่า การจับสัญญาณของ ghostlighting และเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน

ไทยกับสังคมเดตออนไลน์และแนวโน้ม ghostlighting

ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการใช้สมาร์ทโฟนสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Statista) ทำให้เทรนด์การหาคู่ทางออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงานในเมือง เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เปิดเผยว่า “ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีนักศึกษาเข้ามาขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ออนไลน์เพิ่มขึ้นเยอะมาก และหลายกรณีก็เข้าข่ายพฤติกรรมแบบ ghostlighting ชัดเจน”

ยุคสมัยเปลี่ยน กระบวนการรักก็เปลี่ยนไป

ในอดีต สังคมไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่จริงจังผ่าน “การฝากสื่อ” โดยมีพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในชุมชนเป็นตัวกลางคอยดูแลความเหมาะสมและทำให้แต่ละฝ่ายมีความรับผิดชอบต่อกัน ซึ่งพฤติกรรมการตัดขาดความสัมพันธ์แบบเย็นชาที่เห็นได้ทั่วไปในโลกออนไลน์นั้น แตกต่างจากรากเหง้าทางวัฒนธรรมของไทยอย่างสิ้นเชิง ในยุคที่โซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชันเข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดแบบเก่า สังคมไทยจึงต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ในการปรับค่านิยมดั้งเดิมให้เข้ากับความเป็นจริงในปัจจุบัน

วิธีปกป้องตัวจาก ghostlighting

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีสติ รู้ทันตัวเอง และเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง หากถูกใครบางคนเทหายไปแล้ววันดีคืนดีก็กลับมาแบบไม่มีคำอธิบาย หรือทำทีเป็นโยนความผิดให้เรา ให้พึงระวังไว้เลยว่านี่อาจเป็นสัญญาณของ ghostlighting นอกจากนี้ การกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ให้ชัดเจนก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเจอกันทางออนไลน์หรือในชีวิตจริง นักจิตบำบัดที่มีใบอนุญาตในไทยแนะนำว่า “ให้ลองพูดคุยเรื่องการหายไปตรงๆ ถ้าเขาพยายามมองข้ามหรือบิดเบือนความรู้สึกของเรา สิ่งสำคัญคือต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทหรือผู้เชี่ยวชาญ”

เทคโนโลยีเองก็อาจช่วยได้เช่นกัน เช่น แอปหาคู่อาจเพิ่มฟีเจอร์อย่าง “closure prompts” ที่กระตุ้นให้ผู้ใช้บอกเหตุผลง่ายๆ ก่อนจะจบความสัมพันธ์ เพื่อลดความรู้สึกค้างคาใจ ขณะที่องค์กรอย่างสมาคมสุขภาพจิตสตรีแห่งประเทศไทยก็กำลังรณรงค์ให้ความรู้เรื่องความสัมพันธ์ที่ดีแก่นักศึกษาและผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้แอปหาคู่

อนาคตของความรักยุคดิจิทัล

ในยุคที่การหาคู่ผ่านโลกออนไลน์เติบโตอย่างก้าวกระโดด พฤติกรรมท็อกซิกอย่าง ghostlighting ก็อาจกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยขึ้น แต่การสร้างความเข้าใจในสังคม การพูดคุยอย่างเปิดอก และการมีแหล่งพึ่งพิงทางใจที่เข้าถึงง่ายจะช่วยลดผลกระทบเหล่านี้ได้ จึงอยากเชิญชวนให้ทั้งครู ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชนในสังคมไทย หันมาส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีทักษะการสื่อสารที่ดีและสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ เพื่อให้ก้าวทันโลกของความสัมพันธ์ที่นับวันยิ่งซับซ้อนขึ้น

สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองเคยตกเป็นเหยื่อของ ghostlighting การปรึกษาเพื่อนที่ไว้ใจ กลุ่มสนับสนุน หรือผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย การเรียนรู้ที่จะสร้างขอบเขต สร้างความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย และสื่อสารอย่างให้เกียรติกัน ไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันตัวเอง แต่ยังช่วยลดพฤติกรรมแย่ๆ เหล่านี้ในสังคมได้อีกด้วย

สรุป

แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนวิธีหาคู่ของคนไทยไปอย่างสิ้นเชิง แต่มันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงต่อสุขภาพใจ การรู้เท่าทันเทรนด์แย่ๆ อย่าง ghostlighting คือด่านแรกที่จะช่วยให้เรายังคงมั่นใจในความสัมพันธ์ได้ คนโสดที่กำลังหาคู่ในโลกออนไลน์จึงควรเปิดใจสื่อสารให้ชัดเจน กำหนดขอบเขตให้แน่นอน และคอยสังเกตพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจ เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเดตที่ดีและปลอดภัย ทั้งเพื่อตัวเองและสังคมโดยรวม


แหล่งข้อมูล: