งานวิจัยทางจิตวิทยาชิ้นล่าสุดค้นพบความเชื่อมโยงที่น่ากังวลว่า “ความเบื่อ” เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ผู้คนเสี่ยงต่อการเสพติดโซเชียลมีเดียมากขึ้น ท่ามกลางสังคมไทยที่การใช้งานแพลตฟอร์มยอดฮิตอย่าง Facebook, Line, Instagram, X (ทวิตเตอร์) ไปจนถึง TikTok ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การค้นพบนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อนักการศึกษา นักจิตวิทยา และผู้กำหนดนโยบายที่ต้องการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย
ยิ่งเบื่อ ยิ่งเสี่ยง “ติดจอ”
แม้ “ความเบื่อ” จะดูเป็นอารมณ์ปกติที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามันอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตที่ควบคุมไม่ได้ ตามรายงานของ psypost.org คณะนักวิทยาศาสตร์พฤติกรรมได้ศึกษาผู้ที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นประจำและพบแนวโน้มที่ชัดเจนว่า คนที่รู้สึกเบื่อบ่อยครั้งมีโอกาสเสพติดโซเชียลมีเดียสูงขึ้น เพราะการไถหน้าจอไปเรื่อยๆ ได้กลายเป็นทางหนีจากความรู้สึกว่างเปล่า หรือเป็นสิ่งทดแทนเมื่อขาดกิจกรรมที่น่าสนใจในชีวิตจริง
สถิติชี้ คนไทยใช้โซเชียลสูงติดอันดับต้นๆ ของภูมิภาค
ประเด็นนี้ยิ่งน่าจับตาในบริบทของประเทศไทย ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า คนไทยใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียเฉลี่ยวันละ ๒.๕ ถึง ๓ ชั่วโมง ถือเป็นตัวเลขที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ผลสำรวจของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมยังพบว่าเยาวชนไทยนิยมใช้ Facebook และ TikTok เพื่อความบันเทิง รับข่าวสาร และติดต่อกับเพื่อนฝูง โดยเฉพาะในยามว่างหรือไม่มีอะไรทำ สถานการณ์ช่วงโควิด-๑๙ ที่ผ่านมา ยิ่งทวีความเหงาและความเบื่อหน่าย ส่งผลให้เวลาการใช้งานหน้าจอเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับรายงาน Digital 2023 โดย DataReportal
ความเบื่อทำลายการควบคุม นำไปสู่การใช้จอแบบไม่รู้ตัว
ทีมวิจัยชี้ว่าความเบื่อหน่ายเรื้อรังไม่เพียงแต่เพิ่มชั่วโมงการใช้โซเชียลมีเดีย แต่ยังบั่นทอนความสามารถในการควบคุมตนเอง นำไปสู่พฤติกรรมเสพติด เช่น การไถฟีดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การเช็กโทรศัพท์มือถือบ่อยเกินความจำเป็น หรือความรู้สึกกระวนกระวายเมื่อต้องห่างจากหน้าจอ ซึ่งล้วนเป็นอาการของการเสพติดเชิงพฤติกรรม “ผลการวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่าความเบื่อหน่ายอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการใช้โซเชียลมีเดียที่เกินพอดี โดยเฉพาะในผู้ที่ขาดกิจกรรมอื่นที่สร้างความหมายให้กับชีวิต” หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวกับ PsyPost ข้อค้นพบนี้สะท้อนภาพเดียวกับที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในไทยรายงานว่ามีวัยรุ่นและวัยทำงานเข้ารับคำปรึกษาเรื่องความวิตกกังวลและสมาธิสั้นจากการใช้โซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้น
ผลกระทบหนัก แม้ยังไม่ถูกจัดเป็น “โรค”
แม้ว่าการเสพติดโซเชียลมีเดียจะยังไม่ถูกบัญญัติเป็นโรคทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ แต่หลักฐานจำนวนมากรวมถึงงานวิจัยชิ้นนี้ ชี้ให้เห็นว่าอาการอาจมีความรุนแรงเทียบเท่าการเสพติดประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียการควบคุมตนเอง การหมกมุ่นกับตัวตนในโลกออนไลน์ การละเลยหน้าที่และความสัมพันธ์ในชีวิตจริง ไปจนถึงอาการหงุดหงิดเมื่อไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ต ผู้เชี่ยวชาญจากกรมสุขภาพจิตให้ข้อมูลว่าอาการเหล่านี้อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต ภาวะนอนไม่หลับ และทำให้ประสิทธิภาพการเรียนหรือการทำงานลดลง
บริบทสังคมไทย เอื้อให้ “ความเบื่อ” นำไปสู่การติดจอ
บริบทของสังคมไทยเองก็มีส่วนเอื้อให้ความเชื่อมโยงระหว่างความเบื่อและการติดโซเชียลเด่นชัดขึ้น ผลการศึกษาในไทยพบว่าพื้นที่ชนบทและชุมชนห่างไกลยังมีกิจกรรมเสริมทักษะสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างจำกัด เมื่อผนวกกับการเข้าถึงสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตราคาถูกได้อย่างแพร่หลาย ความเบื่อจึงถูกระบายออกผ่านโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น ครูและบุคลากรทางการศึกษาให้สัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ในทิศทางเดียวกันว่า โรงเรียนหลายแห่งยังขาดกิจกรรมนอกหลักสูตรที่น่าดึงดูดใจ โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม
วิถีชีวิตยุคใหม่เบียดบังวัฒนธรรม “ความสนุก” ของไทย
ในอดีต ค่านิยมเรื่อง “ความสนุก” ซึ่งเน้นความรื่นเริงเป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตไทย แต่การขยายตัวของสังคมเมืองและไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบได้ทำให้พื้นที่กิจกรรมในชุมชนลดน้อยลง โอกาสในการสร้างความสุขร่วมกับคนรอบข้างจึงหายไป หลายคนจึงหันหน้าเข้าสู่โลกออนไลน์เพื่อค้นหาความบันเทิงและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมาทดแทน ยิ่งในช่วงการระบาดของโควิด-๑๙ ที่เส้นแบ่งระหว่างการเรียน การทำงาน และเวลาส่วนตัวเลือนรางลง ก็ยิ่งผลักดันให้เวลาหน้าจอพุ่งสูงขึ้นทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
ทางออกต้องแก้ที่ต้นตอ ไม่ใช่แค่ “จำกัดเวลา”
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การจำกัดเวลาหน้าจอเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างกิจกรรมนอกห้องเรียนที่สร้างสรรค์ การส่งเสริมกิจกรรมในชุมชน และการปลูกฝังความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถกำกับดูแลพฤติกรรมของตนเองได้ ในยุคที่เด็กรุ่นใหม่เข้าถึงอุปกรณ์และเครือข่าย ๕จี ได้อย่างง่ายดาย ประเทศไทยจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์เพื่อสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์และโทษของโลกดิจิทัลอย่างจริงจัง
สร้าง “กิจกรรมในโลกจริง” คือทางรอดในยุคดิจิทัล
สำหรับคนไทย งานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการหากิจกรรมในโลกแห่งความเป็นจริงทำ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหางานอดิเรก การเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน หรือแม้แต่การออกไปสัมผัสธรรมชาติในแต่ละวัน ครอบครัวอาจสร้างข้อตกลงเรื่อง “โซนปลอดหน้าจอ” ในช่วงเวลาต่างๆ ของวัน โรงเรียนควรเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้ที่เน้นการลงมือทำ ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ควรให้ความสำคัญกับการคัดกรองและให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง แม้โซเชียลมีเดียจะมีประโยชน์ในการเชื่อมต่อผู้คนและข้อมูลข่าวสาร แต่ก็ไม่ควรเป็นทางออกแรกทุกครั้งที่เรารู้สึกเบื่อหรือว่าง
ประเด็นนี้สรุปได้เป็นอย่างดีจากคำกล่าวของนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเทคโนโลยีในไทยท่านหนึ่งว่า “เราไม่จำเป็นต้องตัดขาดจากเทคโนโลยี แต่ควรถามตัวเองเสมอว่า ที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมานั้นเป็นเพราะต้องการใช้งานมันจริงๆ หรือเพียงเพื่อกลบความเงียบเหงาเท่านั้น” ผู้อ่านทุกคนควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมของตนเอง เปิดใจเรียนรู้กิจกรรมใหม่ๆ และกล้าขอความช่วยเหลือเมื่อรู้สึกว่าเริ่มควบคุมการใช้สื่อดิจิทัลของตนเองไม่ได้ เพราะการค้นพบความหมายและแรงบันดาลใจในชีวิตจริง คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคดิจิทัล
หากต้องการข้อมูลหรือคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต โทร. ๑๓๒๓ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากกรมสุขภาพจิต รวมถึงครูแนะแนวและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่
แหล่งข้อมูล: